Krishnamurti Subtitles

เราสามารถรู้จักตัวเราอย่างสมบูรณ์ได้ไหม

Brockwood Park - 1 September 1979

Public Talk 3



0:51 May we continue เราจะพูดคุยกันต่อ
   
0:53 with what we were จากที่เราได้พูดคุยกัน
talking about last Sunday เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว
   
0:59 and go on further และสืบค้นต่อไปในเรื่องนั้นได้ไหม
into it?  
   
1:17 We were saying, เราพูดคุยกันมาไม่ใช่หรือ
weren't we,  
   
1:22 that the human mind ว่าจิตของมนุษย์
   
1:26 and our way of living is และวิถีทางที่เรามีชีวิตอยู่นั้น
so fragmented, broken up, แตกแยก
   
1:34 and because human ออกเป็นเสี่ยง ๆ
beings are so, และเพราะมนุษย์เป็นเช่นนั้น
   
1:41 thus we make the world เราจึงทำให้โลก
into what it is: เป็นอย่างที่มันเป็นอยู่
   
1:48 a chaotic, เป็นโลกที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย
  โหดร้าย สับสน โลกที่น่ากลัว
   
1:51 cruel,  
   
1:52 confused,  
   
1:55 frightened world.  
   
2:02 And we were also saying และเราก็พูดแล้วว่า
   
2:06 that self-awareness, การรู้สึกตัวนั้น
   
2:11 that is, to know คือการรู้เกี่ยวกับตนเองทั้งหมด
all about oneself,  
   
2:19 both the conscious รู้ทั้งในระดับที่สำนึกรู้ได้
  และในระดับที่ไม่สำนึกรู้
   
2:22 as well as  
the unconscious,  
   
2:25 the deep down รู้ถึงจิตส่วนที่อยู่ลึกลงไป
and the open mind, และที่เผยให้เห็น
   
2:31 so that ในการรู้ถึงตนเองอย่างสมบูรณ์
   
2:34 in knowing oneself,  
completely,  
   
2:41 - and it is possible ซึ่งเป็นไปได้ที่จะรู้จักตนเอง
to know oneself completely - อย่างสมบูรณ์ถ้วนทั่ว
   
2:47 then we can จากนั้นเราก็สามารถเข้าหาโลก
approach the world และตัวเราเองอย่างเป็นทั้งหมด
   
2:50 and ourselves  
as a whole.  
   
2:57 Our life, ชีวิตเรา
as it is now lived, อย่างที่เรามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้
   
3:01 of which we know very เป็นชีวิตที่เรารู้จักตัวเราเอง
little about ourselves, น้อยมากจริง ๆ
   
3:07 and perhaps และบางทีพวกนักจิตวิทยา
the psychologists,  
   
3:10 the therapists and นักบำบัดเยียวยา
the psychoanalysts และพวกผู้เชี่ยวชาญจิตวิเคราะห์
   
3:16 tell us what we are, ก็บอกเราว่า เราเป็นอย่างไร
   
3:23 but to find out แต่การที่จะค้นหาว่า เราเป็นเช่นไร
what we are เราไม่อาจที่จะฟังคนเหล่านั้นได้
   
3:26 we can't listen  
to them,  
   
3:31 because they are เพราะพวกเขาก็เหมือนกับเรา
like us, ต่างสับสนพอ ๆ กับเรา
   
3:33 equally confused,  
   
3:37 equally uncertain, รู้สึกไม่แน่นอนใจเหมือน ๆ กัน
   
3:42 equally frightened หวาดกลัวพอ ๆ กัน
  ในเรื่องหลากหลายต่าง ๆ กัน
   
3:46 in various  
different ways.  
   
3:49 So one has to rely ฉะนั้น
completely on oneself เราต้องพึ่งตัวเราเองอย่างเต็มที่
   
3:58 and not look to another ไม่พึ่งพิงคนอื่น
to tell us what to do, ให้บอกเราว่าจะต้องทำอะไร
   
4:03 including the speaker, รวมทั้งไม่พึ่งพิงผู้พูดด้วย
   
4:08 naturally.  
   
4:13 Can we know ourselves เราสามารถรู้ตัวเราเอง
so completely? อย่างสมบูรณ์ถ้วนทั่วได้ไหม
   
4:20 The wounds, the fears, รู้ถึงบาดแผลทางใจ ความกลัว
  ความกระวนกระวายใจ
   
4:23 the anxieties,  
   
4:25 the uncertainties, ความไม่แน่นอนใจ รู้ถึงเครือข่าย
  อันซับซ้อนของความสุขเพลิดเพลิน
   
4:28 the very complex  
network of pleasures,  
   
4:38 death, love, ความตาย ความรัก และมีการ
  สืบต่อหลังจากที่เราตายไปหรือไม่
   
4:43 and if there is  
a continuity after we die.  
   
4:50 And also we should be aware, และเราก็ควรที่จะตระหนักและรู้
and know, and understand และเข้าใจ
   
4:56 what is meditation. ด้วยว่าสมาธิคืออะไร
   
4:59 All that is our life: ทั้งหมดนั้นคือชีวิตของเรา
   
5:04 our education, การศึกษาของเรา งานของเรา
our jobs, วิธีคิดของเรา
   
5:08 our way of thinking,  
   
5:10 our beliefs, ความเชื่อของเรา
  ประสบการณ์ของเรา
   
5:13 our experiences,  
   
5:17 deep strong opinions, ความคิดเห็นที่หยั่งรากลึก
  ฝังติดแน่น และอื่นๆ
   
5:23 and so on.  
   
5:25 All that is our life, ทั้งหมดนั้นคือชีวิตของเรา
  รวมทั้งการต่อสู้ดิ้นรน
   
5:28 with all its struggles,  
   
5:33 with all its escapes, รวมทั้งการหลบหนี
  และความเจ็บปวดเวทนาของชีวิต
   
5:37 miseries, and so on.  
   
5:41 Can we know ourselves completely เราจะรู้จักตัวเราอย่างสมบูรณ์ได้ไหม
- all that? รู้ถึงทั้งหมดนั้น
   
5:49 Then perhaps แล้วบางทีจากนั้น จึงจะเป็นไปได้
it would be possible  
   
5:53 to approach all our life ที่จะเข้าหาชีวิตทั้งหมดของเรา
as a whole, อย่างเป็นทั้งหมด
   
5:58 not as fragmented ไม่ใช่อย่างมนุษย์
human beings. ที่แตกแยกเป็นส่วนเสี้ยว
   
6:06 So we are going to talk over ดังนั้น ในเช้าวันนี้
together this morning เราจะพูดคุยร่วมกัน
   
6:13 whether it is possible, ว่ามันเป็นไปได้ไหม
   
6:17 without any guidance โดยที่ไม่มีผู้ชี้นำใดๆ จากภายนอก
from outside,  
   
6:22 because they have all เพราะพวกเขา
led us up the garden path, ต่างก็นำไปเข้ารกเข้าพง
   
6:30 they have all led us to this คนพวกนั้นทั้งหมดนำพาเรามาสู่
present state of the world สภาพที่โลกเป็นอยู่ทุกวันนี้
   
6:34 - the politician, the economist, ทั้งนักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์
the religious people, บุคคลทางศาสนาทั้งหลาย
   
6:37 and the gurus, อีกทั้งพวกเหล่าคุรุ
and all the rest of the gang. และก๊กแก๊งส์เหล่านั้น
   
6:46 And it becomes more and more และมันกลายเป็นเรื่องสำคัญ
imperative and necessary เร่งด่วนและจำเป็น
   
6:54 to find out ที่เราต้องค้นหาด้วยตัวเราเองว่า
for ourselves  
   
6:59 what is right action บทบาทหรือ
  การกระทำที่ถูกต้องคืออะไร
   
7:02 irrespective ถูกต้องในทุกสถานการณ์
of circumstances?  
   
7:07 Such action which will not การกระทำเช่นนั้น
bring about further confusion, จะไม่นำไปสู่ความสับสนยิ่งขึ้น
   
7:11 regrets, sorrow, ไม่ทำให้ต้องเสียใจ เศร้าโศก
  ทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น
   
7:15 more misery, and so on.  
   
7:21 So, can one, each one ฉะนั้น เราแต่ละคน
   
7:26 know oneself จะรู้จักตัวเราเอง
so completely? อย่างสมบูรณ์เต็มที่ได้ไหม
   
7:36 Or must we be guided, หรือเราต้องถูกชี้นำ ต้องได้รับ
  การเตรียมพร้อมเพื่อที่จะสืบค้น
   
7:40 be prepared  
to investigate,  
   
7:43 explore  
   
7:46 with the help ที่จะค้นหา
of others? โดยการช่วยเหลือจากคนอื่น
   
7:51 The others, บุคคลอื่น ๆ ไม่ว่าจะมีภูมิรู้สูง
however erudite, จะเฉลียวฉลาดเพียงไร
   
7:56 however knowledgeable,  
   
7:59 experienced, มีประสบการณ์มากเพียงไรก็ตาม
are just like us, ในทางจิตใจแล้วเขาก็เหมือนกับเรา
   
8:03 psychologically เขามีทักษะมากกว่า
they have more skill, ความสามารถยิ่งใหญ่กว่า
   
8:07 greater capacity to express ในการพูดแสดง
themselves, and so on. ความรู้สึกนึกคิดและอื่น ๆ
   
8:18 But we are, each one, แต่เราได้ชี้ให้เห็นเมื่อวันก่อน
  ว่าเราแต่ละคนนั้น
   
8:20 as we pointed out  
the other day,  
   
8:24 like the rest เหมือนกันกับคนอื่นๆ ทุกคนในโลก
of the world,  
   
8:28 with their sorrows, miseries, ต่างก็ทุกข์โศก ทุกข์ทรมาน
confusions, insecurities, หดหู่ สับสน ไม่มั่นคงปลอดภัย
   
8:33 intolerable fear, มีความกลัวที่ยากจะทนได้และอื่นๆ
and so on.  
   
8:39 Can one know oneself,  
   
8:43 so completely, เราจะสามารถรู้ถึงตัวเราเอง
  โดยสมบูรณ์
   
8:47 so that there is โดยที่ไม่มีซอกมุมใดเลย
not a spot ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ
   
8:50 which is not  
being explored,  
   
8:53 understood, ไม่มีจุดใดที่ไม่เข้าใจ ไม่ไปพ้น
gone beyond?  
   
9:00 That is what we are going to talk ในเช้าวันนี้
about together this morning. นั่นคือเรื่องที่เราจะพูดคุยร่วมกัน
   
9:05 Which is: ซึ่งก็คือ
   
9:08 to know oneself, การรู้จักตนเอง
   
9:13 all the movements รู้ถึงการเคลื่อนไหวทั้งหมด
of thought, ของความคิด
   
9:19 the fears, รู้ถึงความกลัว
  ทั้งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย
   
9:22 hidden and open,  
   
9:27 all the pursuits รู้ถึงการไขว่คว้าแสวงหาความสุข
of pleasure, เพลิดเพลินทางกามารมณ์และอื่น ๆ
   
9:32 sexual and otherwise.  
   
9:40 And find out ทั้งค้นหาด้วยตัวเราเองว่า
for ourselves ความรักคืออะไร
   
9:43 what love is.  
   
9:52 And understand the full significance เข้าใจนัยสำคัญทั้งหมด
of not only personal sorrow, ของความทุกข์โศก
   
9:59 but also ไม่เพียงความทุกข์โศกส่วนตัว
the sorrow of mankind. แต่ของมนุษย์ชาติด้วย
   
10:06 And also, is it possible และเป็นไปได้ไหมที่เราจะเข้าใจ
to understand  
   
10:13 the final event of our life เหตุการณ์สุดท้ายแห่งชีวิตเรา
which is death? ซึ่งคือ ความตาย
   
10:19 All that is our living. ที่กล่าวมาทั้งหมด
  คือการมีชีวิตอยู่ของเรา
   
10:23 And if we are not clear ถ้าหากเราไม่กระจ่างชัดในตัวเราเอง
   
10:28 in ourselves, ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม
  จะนำมาซึ่งความสับสนยิ่ง ๆ ขึ้น
   
10:29 whatever we do  
will bring about further confusion.  
   
10:35 So it behooves us, it seems to ดังนั้น มันสมควรที่เราจะค้นหา
us, so absolutely necessary ดูเหมือนมันจำเป็นอย่างที่สุด
   
10:41 to find out ที่จะค้นดูว่าเราสามารถ
  จะรู้จักตัวของเราเองได้ไหม
   
10:43 if we can know ourselves,  
right?  
   
10:46 We are going to begin. เรามาเริ่มต้นกัน
   
10:49 Which is: the speaker ซึ่งไม่ใช่เป็นการที่ผู้พูดสืบค้น
is not going to investigate,  
   
10:55 and you just ส่วนคุณเพียงแค่ฟัง
merely listen,  
   
10:59 accepting or denying, แล้วยอมรับหรือปฏิเสธ
  แต่เราค้นหาด้วยกัน
   
11:02 but together.  
   
11:09 Together, คิดร่วมกัน
think together,  
   
11:14 if it is possible, ถ้าหากมันเป็นไปได้ที่จะร่วมกัน
   
11:16 because no two people apparently เพราะปรากฏชัดว่าไม่มีคนแม้สักสองคน
seem to think together. ที่ดูเหมือนจะคิดร่วมกันได้
   
11:24 And without pressure, เราจะเข้าไปทำความเข้าใจ
  เรื่องนี้ด้วยกัน
   
11:29 without any form โดยปราศจากแรงกดดัน
of compulsion,  
   
11:33 together ปราศจากการบีบบังคับ
go into this matter. ในลักษณะใดๆ
   
11:39 That demands, first of all, ข้อเรียกร้องแรกเพื่อการนี้คือ
certain attention, ความใส่ใจในลักษณะที่
   
11:44 not concentration, ไม่ใช่การพยายามรวบรวมจิต
  เพื่อจดจ่อ
   
11:46 but a certain quality แต่เป็นคุณสมบัติบางอย่างของจิต
of deep interest, ที่สนใจอย่างลึกซึ้ง
   
11:51 a mind that is committed จิตที่อุทิศเพื่อการค้นหา
to find out,  
   
11:58 therefore care, เพราะฉะนั้นจึงรู้สึกเอาใจใส่
  เป็นอิสระที่จะสังเกต
   
12:02 freedom to observe.  
   
12:06 Right? ใช่ไหมครับ
   
12:08 That is absolutely เห็นได้ชัดว่าคุณสมบัตินั้น
obviously necessary. จำเป็นที่สุด จะขาดเสียมิได้
   
12:13 If one has certain ถ้าเรามีอคติ
prejudices, หรือความลำเอียงบางอย่าง
   
12:16 experiences มีประสบการณ์บางอย่าง
which one clings to, ที่เรายึดติดอยู่
   
12:20 then we cannot possibly เราจะไม่สามารถคิดร่วมกันได้
think together,  
   
12:25 investigate together, ไม่อาจสอบสวน ค้นหาร่วมกันได้
or find out.  
   
12:29 So one must be ฉะนั้นเราต้องเป็นอิสระ
somewhat free, อย่างน้อยที่สุดก็ในเช้านี้
   
12:35 at least for this morning,  
   
12:39 so that one begins เพื่อที่คุณจะได้เริ่มต้น
to explore. เราจะได้เริ่มสำรวจกัน
   
12:44 Right?  
   
12:45 We are going first to explore, เราจะเริ่มการสำรวจ
as we did the other day, อย่างที่เราทำกันเมื่อวันก่อน
   
12:50 the psychological wounds that สำรวจบาดแผลทางจิตใจ
one has received from childhood. ที่เราได้รับมาตั้งแต่เด็ก
   
12:55 We went into that เราได้พิจารณาเรื่องนี้ไปแล้ว
the other day.  
   
13:00 And this morning และในเช้าวันนี้เราจะเริ่ม
we will first begin with fear. ด้วยเรื่องความกลัวกันก่อน
   
13:07 The fears that are มีความกลัวที่ซ่อนอยู่ลึกในจิตใจ
deeply hidden,  
   
13:12 of which you are ที่เราไม่สำนึกรู้ ไม่รู้จัก
not conscious, ไม่รู้ตัวถึงมัน
   
13:17 know, or aware,  
   
13:21 and those obvious รวมทั้งความกลัวทางจิตใจ
  และทางกายภาพ ที่ปรากฏให้เห็น
   
13:23 both psychological  
and physical fears.  
   
13:29 Right? เราตามกันทันหรือเปล่า
We are following each other?  
   
13:33 Please, we are together, เราเดินทางร่วมกัน
walking together. ค้นหาร่วมกันนะครับ
   
13:41 The speaker is not ผู้พูดไม่ได้เดินไปตามลำพัง
walking by himself,  
   
13:45 talking to himself. ไม่ได้กำลังพูดอยู่กับตัวเอง
   
13:48 Together we are going แต่เรากำลังเดินไปด้วยกัน
along the road ไปตามหนทางที่อาจจะช่วยเรา
   
13:52 which might help us,  
   
13:55 if you are interested, ถ้าหากคุณสนใจ ถ้าหากคุณจริงจัง
if you are serious,  
   
13:57 if you want to go ถ้าหากคุณต้องการไปให้ถึงที่สุด
to the very end of it,  
   
14:01 investigate this enormous สืบค้นเข้าสู่ปัญหาอันใหญ่หลวง
problem of fear. ของความกลัว
   
14:09 There is both fear มีทั้งความกลัวไม่มั่นคงปลอดภัย
of insecurity, ทางกายภาพ
   
14:15 physically, กลัวไม่มีงานทำ
  หรือมีงานทำแต่กลัวว่า
   
14:18 not having jobs,  
or having jobs,  
   
14:22 frightened ต้องสูญเสียมันไปจากการ
to lose them, นัดหยุดงานเพื่อข้อเรียกร้อง
   
14:25 the various  
forms of strikes  
   
14:27 that are going on in this ดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้
country, and so on, so on. และมีความกลัวอื่นๆด้วย
   
14:30 So most of us are พวกเราส่วนใหญ่
rather nervous, ค่อนข้างจะเครียด วิตกกังวล
   
14:33 frightened of not being เราหวาดกลัวที่จะไม่มั่นคง
physically completely secure. ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ในทางภายภาพ
   
14:39 Obviously. นั่นเห็นได้ชัด
   
14:43 Why? เพราะเหตุใดหรือ
   
14:47 Is it because we are always เพราะว่าเราแยกตัวเราเองออกจากกัน
isolating ourselves อยู่เสมอ ใช่ไหม
   
14:52 as a nation, แยกออกเป็นชาติ เป็นครอบครัว
  เป็นก๊ก เป็นเหล่า
   
14:55 as a family,  
as a group?  
   
15:00 And so this slow กระบวนการที่เราค่อย ๆ แยกออกจากกัน
process of isolation อย่างช้า ๆ นี้
   
15:06 - the French isolating พวกฝรั่งเศสแยกพวกตนออกไป
themselves,  
   
15:07 the Germans, and so on, คนเยอรมัน และคนชาติอื่น ๆ
so on, so on - ก็เช่นกัน
   
15:10 is gradually bringing about กระบวนการนี้นำมาซึ่ง
insecurity for all of us,  
   
15:13   ความไม่มั่นคงปลอดภัยสำหรับ
  พวกเราทุกคน อย่างค่อยเป็นค่อยไป
   
15:16 which is obvious. ซึ่งเห็นได้ชัดเจนอยู่
   
15:22 So can we observe this, เราสามารถสังเกตดู
not only outwardly? กระบวนการนี้ได้ไหม
   
15:24   ไม่เพียงดูสิ่งที่เกิดขึ้น
  ด้านนอกเท่านั้น
   
15:29 By observing what is โดยการสังเกต
happening outwardly, สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นด้านนอก
   
15:36 knowing what exactly รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่จริงๆ
is going on,  
   
15:40 then from there we can begin แล้วจากนั้น เราก็สามารถ
to investigate in ourselves, เริ่มตรวจสอบภายในตัวเรา
   
15:44 because otherwise มิเช่นนั้น เราจะไม่มีบรรทัดฐาน
you have no criteria,  
   
15:48 otherwise one มิเช่นนั้น ก็เป็นไปได้
can deceive oneself. ที่เราจะหลอกลวงตนเอง
   
15:51 So we must begin from the outer ดังนั้น เราต้องเริ่มต้นจากข้างนอก
and work towards the inner. แล้วทำงานเข้าสู่ข้างใน
   
15:55 Right? ใช่ไหมครับ
   
15:56 It is like a tide that is มันเหมือนกับกระแสน้ำที่ไหลออกไป
going out and coming in. แล้วไหลกลับเข้ามา
   
16:00 It is not a fixed tide, มันไม่ใช่กระแสที่อยู่นิ่งคงที่
it is moving, มันไหลไปมาอยู่ตลอดเวลา
   
16:04 out and in,  
all the time.  
   
16:09 I hope you are ผมคิดว่าพวกคุณทุกคนคงจะเข้าใจ
all following this.  
   
16:15 And this isolation, การแยกตัวออกจากกันนี้
   
16:20 which has been ซึ่งเป็นการแสดงออกถึง
the tribal expression การสังกัดเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ทุกคน
   
16:24 of every human being,  
   
16:27 is bringing about this ก่อให้เกิดการขาด
physical lack of security. ความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ
   
16:33 Right? ใช่ไหม
   
16:35 If one sees ถ้าหากเราเข้าใจถึงความจริงนี้
the truth of it,  
   
16:38 not the verbal ไม่ใช่เข้าใจเพียงคำอธิบาย
explanation,  
   
16:41 or the intellectual หรือยอมรับอย่างเป็นแนวคิด
acceptance of an idea, ด้วยปัญญาทางความคิด
   
16:45 but if one แต่ถ้าเราเห็นจริงๆว่า
actually sees this, นี่คือสภาพความเป็นจริง
   
16:49 as a fact,  
   
16:52 then one doesn't belong เราก็จะไม่สังกัดกลุ่มใด
to any group, ประเทศใด
   
16:59 to any nation,  
   
17:02 to any culture, วัฒนธรรมใด
  ศาสนาจัดตั้งใด ๆ ทั้งสิ้น
   
17:06 to any organised เพราะทั้งหมดนั้น
religion,  
   
17:09 because they are ทำให้แบ่งแยกอย่างยิ่ง
also separative, แบ่งแยกเป็นคาทอลิก
   
17:11 the Catholic, the Protestant, เป็นโปรเตสแตนท์ เป็นฮินดู
the Hindu, and so on, so on, so on. และอื่นๆ
   
17:17 Will you do that, as we are ในขณะที่เราสนทนากัน
discussing, walking together, เดินทางไปด้วยกันอยู่นี้ คุณจะทำไหม
   
17:21 drop the things ที่จะละทิ้งสิ่งที่ผิด
which are false, สิ่งที่ไม่เกี่ยวกับความจริง
   
17:25 which are not factual,  
   
17:29 which have no value สิ่งที่ไม่มีค่าอะไรเลยทั้งสิ้น
whatsoever?  
   
17:34 Though we think แม้เราจะคิดเอาว่ามันมีค่า
they have value.  
   
17:37 Actually when you แต่แท้ที่จริงเมื่อคุณสังเกต
observe,  
   
17:39 nationality breeds wars, จะเห็นว่าความเป็นประเทศชาตินั้น
and all the rest of it. ก่อให้เกิดสงครามและอื่น ๆ
   
17:42 So can we drop that, ดังนั้น เราจะละทิ้งมันได้ไหม
  เพื่อที่เราจะสามารถ
   
17:45 so that physically  
   
17:51 we can bring about นำมาซึ่งความเป็นเอกภาพแห่งมนุษย์
a unity of man?  
   
17:56 You understand, คุณเข้าใจไหมครับ
sirs?  
   
17:59 And this unity of man ความเป็นหนึ่งเดียวกันของมนุษย์
  จะเกิดขึ้นได้โดยศาสนาเท่านั้น
   
18:01 can only come about  
through religion,  
   
18:05 not the phoney religions แต่ไม่ใช่ศาสนาปลอมๆ ที่เรามีอยู่
that we have  
   
18:09 - sorry, I hope I am ขอโทษ ผมหวังว่า
not offending anybody, ผมไม่ได้ล่วงละเมิดใครนะ
   
18:14 either the Catholic, ทั้งคาทอลิก โปรเตสแตนท์ ฮินดู
the Protestant, the Hindu,  
   
18:16 the Muslim, the Arab มุสลิม และอาหรับ
   
18:18 - you know, all those religions ศาสนาทั้งหมดนั้น
are based on thought, อยู่บนพื้นฐานของความคิด
   
18:24 put together by thought. รวบรวมขึ้นโดยความคิด
   
18:27 And that which thought และสิ่งที่ความคิดสร้างขึ้น
has created is not sacred; ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
   
18:32 it is just thought, มันเป็นเพียงแค่ความคิด
it is just an idea. มันเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น
   
18:36 And you project  
an idea,  
   
18:38 symbolise it, คุณสร้างแนวคิดขึ้นมา
then worship it; ให้สัญลักษณ์แก่มัน แล้วบูชามัน
   
18:42 and in that symbol, และในสัญลักษณ์นั้น
or in that image, ในภาพลักษณ์นั้น
   
18:45 or in that ritual หรือในพิธีกรรมนั้น
there is absolutely nothing sacred. ไม่มีอะไรเลยที่ศักดิ์สิทธิ์
   
18:52 And if one actually ถ้าหากเราสังเกตสภาพนี้จริงๆ
observes this,  
   
18:56 then one is free เราก็เป็นอิสระจากทั้งหมดนั้น
from all that  
   
19:00 to find out แล้วเราจึงจะค้นหาได้ว่า
what is true religion, ศาสนาที่แท้จริงคืออะไร
   
19:05 because that may เพราะศาสนาอย่างนั้น
bring us together. จะนำพวกเรามารวมกัน
   
19:12 So, if we can go into much ฉะนั้น เราจะค้นเข้าสู่ความกลัว
deeper levels of fear, ในระดับที่ลึกลงไปอีก
   
19:17 which is: ซึ่งคือความกลัวทางจิตใจ ใช่ไหม
psychological fears.  
   
19:23 Right?  
   
19:25 Psychological fears ความกลัวทางจิตใจที่เกิดขึ้น
in relationship, ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน
   
19:30 one with the other,  
   
19:34 psychological fears ความกลัวทางจิตใจ
with regard to the future, ที่เกี่ยวกับอนาคต
   
19:43 fears of the past, กลัวอดีตซึ่งก็คือ
  กลัวกาลเวลา ใช่ไหม
   
19:46 that is fears of time,  
right?  
   
19:50 You are following this, โปรดทำความเข้าใจให้ทันนะครับ
please?  
   
19:53 We have got a lot to cover เช้านี้ เรามีเรื่องมากมาย
this morning. ที่จะต้องพูดให้ครอบคลุม
   
20:02 Please, I'm กรุณาเถอะ ผมไม่ใช่ศาตราจารย์
not a professor, ไม่ใช่นักวิชาการ
   
20:07 a scholar,  
   
20:09 delivering a sermon ที่มาถ่ายทอดคำสอน
  แล้วกลับไปสู่ชีวิตจริงที่เสื่อมถอย
   
20:12 and going back  
to his rotten life.  
   
20:19 But this is something แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่จริงจัง
very, very serious ที่สำคัญจริง ๆ
   
20:25 which affects ซึ่งมีผลกระทบ
all our lives, ต่อชีวิตทั้งหมดของเรา
   
20:28 so please give your ฉะนั้น โปรดให้ความใส่ใจ
attention and care. ความสนใจและระมัดระวัง
   
20:34 So there are fears มีความกลัวต่าง ๆ
in relationship, ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์
   
20:38 fears of uncertainty, กลัวความไม่แน่นอน
   
20:44 fears of the past กลัวอดีตและอนาคต
and the future,  
   
20:49 fears of not knowing, กลัวว่าไม่รู้
   
20:54 fears of death, กลัวความตาย
  กลัวความเหงาอันอ้างว้าง
   
20:58 fear of loneliness.  
   
21:04 Right? ใช่ไหมครับ
   
21:05 Look at yourselves please, โปรดมองดูที่ตัวคุณเอง
not at the speaker and the words. ไม่ใช่ที่ผู้พูดและคำพูดของเขา
   
21:11 The agonising มองดูความรู้สึกทุกข์ทรมาน
sense of solitude; ของความโดดเดี่ยวเดียวดายอยู่
   
21:17 you may be related คุณอาจจะสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ
to others,  
   
21:20 you may have คุณอาจมีเพื่อนมากมายหลายคน
a great many friends, คุณอาจแต่งงานแล้ว
   
21:22 you may be married,  
children,  
   
21:25 but there is this มีลูก ๆ แต่ก็ยังมีความรู้สึก
sense of deep isolation, ปลีกแยก
   
21:30 sense of loneliness. รู้สึกอ้างว้างและเดียวดาย
   
21:33 That is one of the factors นั่นเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งของความกลัว
of fear.  
   
21:38 There is also the fear ยังมีความกลัวว่า
of not being able to fulfil. จะไม่อาจเติมเต็มความปรารถนา
   
21:44 I don't know whatever ผมไม่ทราบว่านั่นจะหมายถึงอะไร
that may mean.  
   
21:50 And the desire to fulfil และความอยากจะเติมเต็ม
   
21:53 brings with it นำเอาความรู้สึกคับข้องใจเข้ามาด้วย
the sense of frustration,  
   
21:58 and in that และในนั้นมีความกลัวอยู่
there is fear.  
   
22:03 There is fear ยังมีความกลัวที่เกิดขึ้น
of not being able  
   
22:10 to be absolutely เพราะไม่อาจที่จะรู้สึกได้ชัดเจน
clear about everything. อย่างถึงที่สุดในทุกสิ่งทุกอย่าง
   
22:17 Right?  
   
22:20 So there are many, many, ดังนั้น มีความกลัว
many forms of fear. รูปแบบต่าง ๆ มากมาย
   
22:26 You can observe your own คุณสามารถที่จะสังเกต
particular fear, ความกลัวใด ๆ โดยเฉพาะ
   
22:30 if you are interested, ที่อยู่ในตัวคุณ ถ้าคุณสนใจ
if you are serious. ถ้าคุณจริงจัง
   
22:34 Because a mind เพราะว่าจิตใจที่หวาดกลัว
that is frightened,  
   
22:40 knowingly จะโดยที่รู้หรือไม่รู้ก็ตาม
or unknowingly,  
   
22:46 can try to meditate. จิตนั้นสามารถพยายามที่จะทำสมาธิ
  ใช่ไหม
   
22:50 Right?  
   
22:52 And that meditation only leads แต่สมาธินั้นเพียงแค่นำไปสู่
to further misery, ความทุกข์ระทมยิ่งขึ้น
   
22:58 further corruption, ความฉ้อฉลบิดเบือนยิ่งขึ้น
  เพราะจิตที่หวาดกลัว
   
23:00 because a mind  
that is frightened  
   
23:02 can never see ไม่อาจจะเห็นได้เลยว่า
what is truth. อะไรคือความจริง
   
23:06 Right?  
   
23:09 So we are going ดังนั้น เราจึงพยายามที่จะ
to find out, ค้นหาร่วมกัน
   
23:11 together, ว่าเป็นไปได้ไหม
if it is possible  
   
23:15 to be totally, ที่จะเป็นอิสระโดยสมบูรณ์
  อิสระจากความกลัว
   
23:17 completely free of fear  
   
23:23 in all its depth, ในทุกระดับความลึกล้ำของมัน ใช่ไหม
right?  
   
23:30 You know, we are คุณทราบไหม
undertaking a job เรากำลังปฏิบัติภาระหน้าที่
   
23:35 which demands ซึ่งเรียกร้องต้องการ
  การสังเกตด้วยความเอาใจใส่
   
23:39 a very careful  
observation:  
   
23:47 to observe สังเกตความกลัวของตนเอง
one's own fear. ด้วยความรอบคอบ
   
23:55 And how you observe that fear และสิ่งสำคัญคือ
is all important. คุณสังเกตความกลัวนั้นอย่างไร
   
24:02 Right? เราถามค้นต่อไปได้ไหม
Can we go on?  
   
24:06 How do you คุณสังเกตความกลัวอย่างไร
observe the fear?  
   
24:10 Is it a fear that you มันเป็นความกลัวที่คุณจำเอาไว้แล้ว
have remembered,  
   
24:16 and so recall it, แล้วระลึกถึงมันอีก
and then look at it? แล้วมองดูมันใช่ไหม
   
24:27 Or is it a fear หรือมันเป็นความกลัว
  ที่คุณไม่มีเวลาที่จะสังเกตมัน
   
24:31 that you have had  
no time to observe  
   
24:39 and therefore ดังนั้น มันจึงยังอยู่ที่นั่น
it is still there?  
   
24:49 Or the mind is unwilling หรือจิตใจไม่เต็มใจ
to look at fear? ไม่พร้อมที่จะมองดูความกลัว
   
24:54 You are following? ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจหรือเปล่า
I wonder if you coming to it.  
   
25:01 So which is it สภาพใดกันแน่ที่กำลังเกิดขึ้น
that is actually happening? กับคุณจริง ๆ
   
25:05 Unwilling to look? คุณลังเลใจไม่เต็มใจที่จะดูหรือ
   
25:10 Unwilling to observe ลังเลใจที่จะมองดูความกลัวในตนเอง
one's own fears,  
   
25:17 because most of us do not know เพราะพวกเราส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า
how to resolve them? จะสลายมันได้อย่างไร
   
25:23 Either we escape, run away, or เราจึงหลบหนี วิ่งหนี
- you know all the things - คุณก็รู้เรื่องทำนองนั้นทั้งหมด
   
25:27 analyse, thinking thereby หรือไม่เราก็วิเคราะห์ความกลัว
we will get rid of it, เพราะคิดว่าจะกำจัดมันได้
   
25:34 but the fear is still there. แต่ความกลัวก็ยังคงอยู่ที่นั่น
   
25:39 So it is important จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะค้นหาว่า
to find out  
   
25:42 how you look จะดูความกลัวอย่างไร ใช่ไหม
at that fear.  
   
25:47 Right?  
   
25:50 How do you คุณสังเกตความกลัวได้อย่างไร
observe fear?  
   
26:01 Right. Now you are finished คุณเสร็จเรื่องกับเขาแล้ว
with him, now let's come back. ขอให้เรากลับมาเรื่องนี้
   
26:10 How do you คุณสังเกตความกลัวอย่างไร
observe fear?  
   
26:17 This is not นี่ไม่ใช่เป็นคำถามโง่ ๆไร้สาระ
a silly question,  
   
26:20 because either you observe it เพราะคุณจะสังเกตมันหลังจากที่
after it has happened, มันได้ผ่านไปแล้ว
   
26:27 or you observe it หรือไม่คุณก็สังเกตมัน
as it is happening. ในขณะที่มันกำลังเกิดขึ้น
   
26:32 Right? ใช่ไหม
   
26:33 For most of us สำหรับพวกเราส่วนใหญ่
   
26:35 the observation takes place การสังเกตเกิดขึ้นหลังจากที่
after it has happened. ความกลัวได้เกิดไปแล้ว ใช่ไหม
   
26:39 Right?  
   
26:41 Now we are asking ขณะนี้เราถามว่า เป็นไปได้ไหม
whether it is possible  
   
26:46 to observe fear ที่จะสังเกตความกลัว
as it arises. ในขณะที่มันเกิดขึ้นได้ไหม
   
26:51 Right?  
   
26:56 That is, อย่างเช่น คุณถูกคุกคาม
  โดยความเชื่ออย่างหนึ่ง
   
26:58 you are threatened  
by another belief,  
   
27:08 a belief that you ในขณะที่คุณมีความเชื่ออีกอย่าง
hold very strongly, ที่คุณยึดอยู่เหนียวแน่น
   
27:11 you are frightened about it, คุณตื่นตระหนกเกี่ยวกับมัน
there is fear in that, right? ในนั้นมีความกลัวอยู่ใช่ไหม
   
27:15 Now, I am challenging ขณะนี้นี่แหละ
you now. ที่ผมกำลังท้าทายคุณอยู่
   
27:19 You have certain beliefs, คุณมีความเชื่อบางอย่าง
certain experiences, มีประสบการณ์บางอย่าง
   
27:21 certain opinions, มีความคิดเห็น มีข้อวินิจฉัย
judgements, มีการคิดคำนวณอยู่
   
27:25 evaluations, and so on.  
   
27:27 When one is เมื่อคุณถูกท้าทาย
challenging them,  
   
27:32 there is either ย่อมต้องมีแรงต้าน
resistance,  
   
27:38 building a wall มีการสร้างกำแพงต้าน
against it,  
   
27:40 or you are doubtful whether หรือคุณเต็มไปด้วยความสงสัยว่า
you are going to be attacked, คุณจะถูกจู่โจมหรือเปล่า
   
27:47 and so fear arises. ความกลัวจึงเกิดขึ้น
   
27:49 Now, can you observe คุณจะสังเกตความกลัวนี้
that fear as it arises? ในขณะที่มันเกิดขึ้นได้ไหม
   
27:54 Right? ว่าอย่างไรครับ
Come on, sirs.  
   
27:58 Right? You are following ได้ไหม คุณเข้าใจไหมครับ
what I am saying?  
   
28:01 Will you do it? คุณกำลังทำอยู่หรือเปล่า
Are you doing it?  
   
28:05 Now, how do you คุณสังเกตความกลัวนั้นอย่างไร
observe that fear?  
   
28:16 The word, มีถ้อยคำ มีการจำได้หมายรู้
  ถึงการตอบสนอง
   
28:19 the recognition  
of the response  
   
28:23 which you call fear, ซึ่งคุณเรียกว่าความกลัว
   
28:26 because you have had เพราะคุณมีความกลัวนั้น
that fear previously, มาก่อนหน้านี้แล้ว
   
28:31 the memory of it ความทรงจำนั้นถูกเก็บเอาไว้
is stored up,  
   
28:34 and when the fear arises เมื่อความกลัวเกิดขึ้น
you recognise it. คุณจึงจำมันได้ ใช่ไหม
   
28:39 Right?  
   
28:41 So you are not observing ดังนั้น คุณจึงไม่ได้สังเกตอยู่
but recognising. แต่คุณแค่รู้จำรู้จักมัน
   
28:46 I wonder ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจตรงนี้ไหม
if you see this?  
   
28:55 So, recognition doesn't free การรู้จำรู้จักไม่ได้ปลดปล่อยจิต
the mind from fear. ให้เป็นอิสระจากความกลัว
   
29:05 It only strengthens มันเพียงแต่ทำให้
the fear. ความกลัวมีพลังแรงขึ้น
   
29:10 Whereas if you are able แต่ทว่า ถ้าคุณสามารถที่จะสังเกต
to observe as it arises, ในขณะที่ความกลัวเกิดขึ้น
   
29:19 then there are two factors จะมีปัจจัย 2 อย่าง เกิดขึ้นในนั้น
taking place in it.  
   
29:23 One, that you are  
different from that fear.  
   
29:29 Right? ปัจจัยหนึ่งคือ คุณแตกต่างจาก
  ความกลัวนั้น ใช่ไหม
   
29:32 And so you can operate ดังนั้น คุณจึงสามารถที่จะกระทำต่อ
on that fear, ความกลัวนั้น คุณควบคุมมัน
   
29:35 control it,  
   
29:37 chase it away, ไล่มันออกไป
  ให้เหตุให้ผลกับมัน เป็นต้น
   
29:38 rationalise it,  
and so on.  
   
29:42 That is, you นั่นคือ การที่คุณทำอะไรบางอย่าง
  เกี่ยวกับความกลัว
   
29:46 doing something  
about that fear.  
   
29:49 Right?  
   
29:51 That is the way โดยทั่วๆ ไปเราสังเกตแบบนั้น
we generally observe.  
   
29:55 In that ในการสังเกตเช่นนั้นมีการแบ่งแยก
there is a division:  
   
29:58 the me and the fear, แบ่งแยกฉันออกจากความกลัว
  ดังนั้น จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น
   
30:01 so there is conflict  
in that division.  
   
30:04 Right? ใช่ไหม
   
30:06 Whereas if you observe แต่ถ้าคุณสังเกต
that fear is you, โดยที่ความกลัวนั้นคือคุณ
   
30:12 you are not different คุณไม่ได้แตกต่างจากความกลัว
from that fear.  
   
30:16 I wonder ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจตรงนี้ไหม
if you get this.  
   
30:18 If you once grasp ถ้าคุณจับหลักตรงนี้ได้สักครั้ง
the principle of this  
   
30:23 that the observer ว่าผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต
is the observed,  
   
30:35 that the person who says, ผู้ที่บอกว่า "ฉันกำลังสังเกต" นั้น
'I am observing,'  
   
30:39 then he is separating himself เขากำลังแยกตัวเขาเองออกไป
from that which he is observing, จากสิ่งที่เขากำลังสังเกตอยู่
   
30:44 whereas the fact is แต่ทว่าในความเป็นจริงนั้น
  ผู้สังเกตนั่นเองคือความกลัว
   
30:46 the observer  
is that fear.  
   
30:50 Therefore there ดังนั้นก็ไม่มีการแบ่งแยก
is no division  
   
30:52 between the observer ระหว่างผู้สังเกตและ
and the fear. ความกลัวใช่ไหม
   
30:55 Right?  
   
30:57 That is a fact. นั่นคือความเป็นจริง
   
31:00 Then what takes place? แล้วจากนี้อะไรเกิดขึ้น
   
31:04 Let's first hold it ขอให้เราประคองความจริงนี้
for a minute. เอาไว้ก่อนสักนาที
   
31:08 Are you all following พวกคุณตามทั้งหมดนี้ทันไหม
all this?  
   
31:19 As we said, อย่างที่เราได้พูดว่า
   
31:22 are we observing fear เรากำลังสังเกตความกลัว
  โดยผ่านกระบวนการของความจำ
   
31:26 through the process  
of memory,  
   
31:29 which is recognition, ซึ่งก็คือการที่รู้จักจำได้
the naming? การให้ชื่อ ใช่ไหม
   
31:33 Right?  
   
31:37 From that the tradition says, จากนั้นจารีตก็สอนว่า
'Control it,' "ให้ควบคุมมัน"
   
31:42 the tradition says, จารีตที่สอนสั่งกันต่อ ๆ มาว่า
'Run away from it,' "ให้หนีจากมัน"
   
31:45 the tradition says, จารีตอีกนั่นแหละที่บอกว่า
   
31:47 'Do something about it "ทำอะไรบางอย่างกับมัน
  เพื่อที่คุณจะได้ไม่หวาดกลัว"
   
31:51 so that you are  
not frightened.'  
   
31:57 So the tradition ดังนั้น จารีตนั่นแหละที่ได้สอนสั่ง
has educated us ให้เราบอกว่า
   
32:00 to say that we,  
   
32:03 the 'me,' เรา หรือ ความเป็น "ฉัน"
is different from fear. แตกต่างจากความกลัว
   
32:06 Right? ใช่ไหม
   
32:08 So can you be free เราจะเป็นอิสระจากจารีต
of that tradition แล้วสังเกตความกลัวได้ไหม
   
32:13 and observe that fear?  
   
32:17 That is, observe นั่นคือ สังเกตโดยปราศจากความคิด
without the thought ที่ได้จดจำปฏิกริยานั้นเอาไว้
   
32:23 that has remembered,  
   
32:24 that reaction which has ปฏิกริยาซึ่งที่ผ่านมา
been called fear in the past. ได้ถูกเรียกว่าความกลัว
   
32:30 It requires great attention. เรื่องนี้ต้องการความใส่ใจอันยิ่ง
You understand? คุณเข้าใจไหม
   
32:34 It requires ต้องการทักษะในการสังเกต
skill in observation.  
   
32:39 That is also นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของโยคะด้วย
part of yoga.  
   
32:42 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
32:44 It is not merely โยคะไม่ใช่แค่กายบริหาร
doing exercises  
   
32:46 which is not yoga นั่นไม่ใช่โยคะเลย
at all,  
   
32:50 but the skill แต่โยคะ คือทักษะในการสังเกต
in observation.  
   
32:56 That is, in observing นั่นคือ ในการสังเกตมีเพียง
there is only pure perception, การหยั่งเห็นอันบริสุทธิ์เท่านั้น
   
33:02 not the interpretation ไม่มีการตีความการหยั่งเห็นนั้น
of that perception by thought. โดยความคิด
   
33:06 You understand คุณเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ไหม
all this?  
   
33:09 Please do it โปรดลงมือทำในขณะที่
as we are talking about it. เรากำลังพูดถึงเรื่องนี้
   
33:16 Then what is fear? แล้วความกลัวคืออะไร คุณเข้าใจไหม
You understand?  
   
33:18 Now I have observed เมื่อผมสังเกต เมื่อมีใครสักคน
someone threatening,  
   
33:25 the belief that I hold, คุกคามความเชื่อที่ผมยึดถือ
   
33:29 the experience ประสบการณ์ที่ผมผูกพันอยู่
that I cling to,  
   
33:34 the saying 'I have achieved,' ที่ผมรู้สึกว่า "ผมประสบความสำเร็จ"
and someone threatens it, แล้วใครบางคนก็มาคุกคามมัน
   
33:39 and therefore ฉะนั้น ความกลัวจึงเกิดขึ้น
the fear arises.  
   
33:41 In observing that fear, ในการสังเกตความกลัวนั้น
we have explained it, เราได้อธิบายแล้วว่า
   
33:45 we have come เราได้มาถึงจุดที่
to the point  
   
33:47 when you observe คุณสังเกตโดย
  ไม่มีการแบ่งแยก ใช่ไหม
   
33:51 without the division,  
right?  
   
33:54 Now, the next question is: ทีนี้คำถามต่อไปคือ
what is fear? ความกลัวคืออะไร
   
34:00 You are following this? คุณตามคำถามทันไหม
What is fear? ความกลัวคืออะไร
   
34:06 Fear of the dark, fear of husband, ความกลัวความมืด
wife, girl, or whatever it is, กลัวสามีหรือภรรยา
   
34:12 fear, artificial หรือกลัวอะไรก็ตามที่เราสร้างขึ้น
and actual, and so on. หรือเป็นความกลัวจริง ๆ ก็ตาม
   
34:18 What is fear, นอกจากคำว่า "กลัว" แล้ว
  ความกลัวคืออะไร
   
34:23 apart from the word?  
   
34:25 The word is not คำคำนั้นไม่ใช่สิ่งสิ่งนั้น
the thing, right?  
   
34:30 Please, one must ได้โปรดเถิดครับ เราต้องรู้เรื่อง
recognise this very deeply: ตรงนี้อย่างลึกซึ้งจริง ๆ
   
34:33 the word is not ว่าถ้อยคำนั้นไม่ใช่สิ่งสิ่งนั้น
the thing.  
   
34:37 Right?  
   
34:41 May we go on? เราเคลื่อนไปต่อนะ
   
34:44 So, what is that อะไรคือสิ่งที่เราเรียกว่าความกลัว
which we call fear, เมื่อไม่มีถ้อยคำ
   
34:49 without the word?  
   
34:54 Or the word หรือว่าถ้อยคำสร้างความกลัวขึ้น
creates the fear?  
   
35:00 Are you interested คุณสนใจเรื่องทั้งหมดนี้ไหม
in all this?  
   
35:05 Because if the word เพราะว่าถ้าหากถ้อยคำ
creates the fear, ก่อให้เกิดความกลัว
   
35:09 the word being ถ้อยคำหมายถึง การรู้จำรู้จัก
the recognition of something  
   
35:13 that has happened จำได้ถึงอะไรบางอย่าง
before, ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว
   
35:22 which means a word has ซึ่งหมายถึงถ้อยคำ
been given to something ได้ถูกนำมาใช้กับอะไรบางอย่าง
   
35:24 that has happened before, ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
which we have called fear, ที่เราเรียกว่าความกลัว
   
35:29 so the word ดังนั้น ถ้อยคำจึงกลายเป็น
becomes important. สิ่งสำคัญ ใช่ไหม
   
35:33 Right?  
   
35:35 Like the Englishman, เช่น คนอังกฤษ
the Frenchman, the Russian, คนฝรั่งเศส คนรัสเซีย
   
35:38 the word is tremendously ถ้อยคำมีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง
important for most of us. สำหรับพวกเราส่วนใหญ่
   
35:43 But the word is not the thing, แต่ถ้อยคำไม่ใช่สิ่งสิ่งนั้น
right? ถูกไหม
   
35:47 So what is fear? ฉะนั้น ความกลัวคืออะไรกันแน่
   
35:54 Apart from the various นอกจากรูปแบบลักษณะต่าง ๆ
expressions of fear, ของความกลัว รากเหง้าของมันคืออะไร
   
35:57 the root of it?  
   
36:03 Because then if we can ถ้าหากเราสามารถค้นหา
find the root of it, ถึงรากเหง้าของมันได้
   
36:10 then unconscious เราก็จะเข้าใจความกลัว ทั้งใน
and conscious fears ระดับที่ไม่สำนึกรู้และสำนึกรู้ได้
   
36:15 can be understood.  
   
36:19 The root, ในทันทีที่คุณหยั่งเห็น
  ถึงรากเหง้าของมัน
   
36:21 the moment you have  
a perception of the root,  
   
36:25 the conscious mind and the ไม่ว่าจะเป็นจิตระดับที่สำนึกรู้ได้
unconscious mind have no importance, หรือที่ไม่อาจสำนึกรู้
   
36:29 there is the perception ก็ไม่มีความสำคัญ
of it, right? เพราะมีการหยั่งเห็น
   
36:32 What is the root อะไรคือรากเหง้าของความกลัว
of fear?  
   
36:39 Fear of yesterday, กลัววันวาน
   
36:42 of a thousand yesterdays, กลัวหนึ่งพันวันวานที่ผ่านไปแล้ว
  กลัววันพรุ่งนี้
   
36:45 fear of tomorrow,  
right?  
   
36:50 Tomorrow, death กลัวความตายในวันพรุ่งนี้
- not for you. ยังไม่ถึงเวลาของคุณนะ
   
36:55 Or the fear of something หรือกลัวอะไรบางอย่าง
that has happened in the past. ที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต
   
37:03 There is no actual fear ความกลัวจริง ๆ ไม่มีอยู่ในขณะนี้
now.  
   
37:10 Please understand โปรดทำความเข้าใจตรงนี้
this carefully. ให้ถี่ถ้วนรอบคอบ
   
37:14 If suddenly death strikes one, ถ้าความตายจู่โจมเราอย่างกะทันหัน
it is finished. มันก็จบสิ้น
   
37:19 It is over. ก็สิ้นสุดกันเท่านั้น
   
37:20 You have a heart attack คุณเกิดหัวใจวายขึ้นมา
and it is finished. มันก็จบกัน
   
37:23 But the idea แต่ความคิดที่คิดขึ้นว่า
that a heart attack อาจจะเกิดหัวใจวายขึ้นในอนาคต
   
37:27 might happen  
in the future, right?  
   
37:31 So is fear ทำให้กลัว โปรดติดตามฟังดี ๆ
- please follow this carefully -  
   
37:36 is fear, the root of it, รากเหง้าของความกลัวคือ กาลเวลา
time? ใช่ไหม
   
37:44 You understand? คุณเข้าใจไหม - กาลเวลา
Time.  
   
37:46 Time being a movement กาลเวลาเป็นการเคลื่อนไหวของอดีต
of the past,  
   
37:51 modified in the present, ดัดแปลงตัวมันเองในปัจจุบัน
  แล้วดำเนินต่อไปสู่อนาคต
   
37:54 and going on  
in the future.  
   
37:57 This whole movement, กระแสการเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้น
   
38:01 is that the cause คือสาเหตุของความกลัว
of fear, คือรากเหง้าของมันใช่ไหม
   
38:05 the root of it?  
   
38:09 We are asking: เรากำลังถามว่า
   
38:11 is thought, ความคิดซึ่งคือกาลเวลา
which is time, คือรากที่มาของความกลัวใช่ไหม
   
38:17 the root of fear?  
   
38:26 Thought is movement. ความคิดเป็นการเคลื่อนไหว ใช้ไหม
   
38:30 Right? การเคลื่อนไหวใดๆ คือกาลเวลา
Any movement is time.  
   
38:37 So I was asking: ผมจึงถามว่า รากเหง้าของความกลัว
  คือกาลเวลาใช่ไหม
   
38:41 is the root of fear  
time,  
   
38:46 thought? คือความคิดใช่ไหม
   
38:51 And if we can ถ้าหากเราสามารถเข้าใจ
understand การเคลื่อนไหวทั้งหมดของกาลเวลา
   
38:55 the whole movement  
of time  
   
39:00 - right? - เข้าใจทั้งเวลาทางจิตใจ
  เช่นเดียวกับเวลาทางกายภาพ
   
39:01 the time psychologically  
as well as physically,  
   
39:05 the time that เวลาทางกายภาพที่คุณต้องใช้
it takes for you เดินทางจากที่นี่กลับไปบ้าน
   
39:09 to go from here  
back home,  
   
39:12 physical time เวลาทางกายภาพคือ
to cover the distance, เวลาที่ใช้ครอบคลุมระยะทางนั้น
   
39:16 and the psychological และเวลาทางจิตใจซึ่งก็คือ
time, วันพรุ่งนี้ คืออนาคต
   
39:18 which is the tomorrow.  
   
39:24 Right? ใช่ไหม
   
39:26 So, is tomorrow ฉะนั้น วันพรุ่งนี้
the root of fear? คือรากเหง้าของความกลัว
   
39:33 Right? ถูกไหม
   
39:35 Which means, ซึ่งนั่นหมายถึง
can one live เราสามารถที่จะมีชีวิต
   
39:38 - please, we are talking about เราหมายถึงชีวิตที่เป็นอยู่จริงๆ
daily living, not just theories - ในแต่ละวัน ไม่ใช่ทฤษฏี
   
39:42 can one live เราจะมีชีวิตอยู่
without tomorrow? อย่างไม่มีวันพรุ่งนี้ได้ไหม
   
39:50 You are following this? คุณตามทันไหม
Do it. จงลองทำดู
   
39:57 That is, if you have นั่นคือ ถ้าหากคุณมีความเจ็บปวด
had a pain yesterday, เมื่อวันวาน เจ็บปวดทางร่างกาย
   
40:04 physical pain,  
   
40:08 to finish with that pain จบความเจ็บปวดของวันวานเสีย
   
40:11 yesterday, ไม่แบกเอาความเจ็บปวดมาถึงวันนี้
  และไปยังอนาคต
   
40:13 not carry it over to today  
and to tomorrow.  
   
40:17 You understand คุณเข้าใจคำถามไหมครับ
the question?  
   
40:20 It is the carrying over, การแบกเอามานั่นแหละคือกาลเวลา
which is the time, ที่นำความกลัวเข้ามา
   
40:23 that brings fear.  
   
40:29 I wonder if you can do ผมสงสัยว่าคุณจะทำทั้งหมดนี้ได้ไหม
all this?  
   
40:39 So, it is totally มันจึงจะเป็นไปได้โดยสิ้นเชิง
possible,  
   
40:43 and absolutely possible, เป็นไปได้แน่นอนที่สุดที่ความกลัว
  ความกลัวทางจิตใจนั้นจะจบสิ้นลง
   
40:46 that fear,  
psychological fear can end,  
   
40:51 if you apply ถ้าคุณนำสิ่งที่พูดมาใช้
what is being said.  
   
40:56 The cook can make พ่อครัวสามารถปรุงอาหาร
a marvellous dish, ได้อย่างเลอเลิศน่าพิศวง
   
41:01 but if you are not แต่ถ้าคุณไม่รู้สึกหิวกระหาย
hungry,  
   
41:05 if you don't eat it, ถ้าคุณไม่กินอาหารนั้น
  มันก็ยังคงอยู่ใน
   
41:07 then it remains merely  
on the menu  
   
41:11 and of no value. แผ่นเมนูเท่านั้น
  จึงไม่มีคุณค่าเลย
   
41:14 But whereas แต่ทว่าคุณกิน คุณใช้มัน
if you eat it, apply it,  
   
41:18 go into it by yourself, ค้นหาเข้าไปด้วยตัวคุณเอง
  คุณจะเห็นว่าความกลัว
   
41:22 you will see that fear  
   
41:24 can absolutely psychologically จบสิ้นลงในจิตใจอย่างเด็ดขาด
come to an end,  
   
41:35 so the mind is free จิตใจจะเป็นอิสระจากภาระ
  อันน่ากลัว ที่มนุษย์ได้แบกเอาไว้
   
41:38 from this terrible burden  
man has carried.  
   
41:43 Right? เข้าใจไหมครับ
   
41:46 Then the next question is, คำถามต่อไปก็คือเรื่อง
   
41:50 which is part of our life, ความสุขเพลิดเพลิน
which is pleasure. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
   
41:58 Right? ใช่ไหม
   
42:00 Are you afraid คุณกลัวที่จะรับมือกับมันไหม
to tackle it?  
   
42:07 Because for most of us pleasure is เพราะว่าสำหรับพวกเราส่วนใหญ่แล้ว
an extraordinarily important thing. ความสุขเพลิดเพลิน
   
42:13 Pleasure of possession, มีความสำคัญเป็นพิเศษจนเหลือล้น
   
42:18 pleasure of achievement, ความสุขจากการครอบครองเป็นเจ้าของ
  ความสุขจากความสำเร็จ
   
42:21 pleasure of fame, ความสุขจากการมีชื่อเสียง
  จากการเป็นผู้มีทักษะชำนาญการ
   
42:23 pleasure of doing และความสุขอื่น ๆ อีก
something skilfully,  
   
42:29 and so on จากกามารมณ์
- pleasure. จากความรู้สึกทางประสาทสัมผัส
   
42:31 Sexual, sensory, จากการเป็นผู้มีปัญญาทางความคิด
and intellectual.  
   
42:38 A man who has บุคคลผู้มีความรู้มากมายมหาศาล
a great deal of knowledge,  
   
42:42 he delights เขาพึงพอใจ ยินดีในความรู้นั้น
in that knowledge.  
   
42:47 But as we pointed out, ทว่าอย่างที่เรา
  ได้แสดงให้เห็นว่า
   
42:48 with that knowledge ความรู้เคียงคู่ไปกับ
goes also ignorance, ความโง่เขลาเสมอ
   
42:52 because knowledge เพราะความรู้ไม่เคยสมบูรณ์
is never complete,  
   
42:53 but he forgets that แต่เขาลืมส่วนนั้นไป
part and only remembers และจำได้แต่ความรู้
   
42:57 the knowledge ที่เขากอบโกยมาได้เท่านั้น
which he has acquired.  
   
43:00 And in that และในนั้นมีความสุขเพลิดเพลิน
there is great pleasure, อย่างยิ่ง
   
43:03 - right? -  
   
43:04 sensory, sexual, ทั้งความสุขทางประสาทสัมผัส
  ทางเพศ ทางอารมณ์ การเพ้อฝัน
   
43:10 romantic, sentimental,  
   
43:15 intellectual, การฉลาดคิด การมีประสบการณ์
  ซึ่งเป็นความรู้สึกทางประสาทสัมผัส
   
43:18 having experiences,  
which are sensory.  
   
43:25 So this whole combination องค์ประกอบทั้งหมดเหล่านั้นรวมกัน
of various elements  
   
43:33 brings this extraordinary นำมาซึ่งความสุขเพลิดเพลิน
feeling of pleasure, right? อย่างพิเศษสุด ใช่ไหม
   
43:41 Why shouldn't we ทำไมเราจะมีความสุขเพลิดเพลินไม่ได้
have pleasure?  
   
43:46 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
43:47 Religions throughout the world ศาสนาทั่วทั้งโลกได้สอนสั่งว่า
have said, 'Don't, "อย่าหาความสุข
   
43:56 only have the pleasure นอกจากความสุขที่ได้รับใช้
to serve God.' พระเจ้าเท่านั้น"
   
44:01 You understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
44:03 All your senses, sexual ประสาทสัมผัสทั้งหมดของคุณ
  ความรู้สึกทางกามารมณ์
   
44:06 - all that must be dissipated, ทั้งหมดนั้นต้องทำให้หมดไป ทิ้งไป
put away.  
   
44:12 This is what the organised religions นี่คือสิ่งที่ศาสนาจัดตั้งทั่วโลก
throughout the world have said. พูดเอาไว้
   
44:18 We are not saying that. แต่เราไม่ได้พูดอย่างนั้น
   
44:21 We are saying, เรากำลังพูดว่า ตรวจสอบดูว่า
investigate it,  
   
44:25 why man, เหตุใดมนุษย์จึงเรียกร้องต้องการ
human being, ไล่ตามหาความสุขเพลิดเพลิน
   
44:32 demands, pursues  
this thing, pleasure.  
   
44:38 Why? เพราะอะไรครับคุณ
Go on, sirs. ค้นหาดู
   
44:47 There is the pleasure, มีความสุขเพลิดเพลิน ความสุข
physical pleasure, sexual, เพลิดเพลินทางกาย ทางกามารมณ์
   
44:52 seeing a lovely sunset, เมื่อเห็นอาทิตย์ยามตกดินที่งดงาม
   
44:56 seeing the beauty เห็นความงามของภูเขา
of a mountain,  
   
44:59 the calm waters ผืนน้ำเรียบสงบในทะเลสาบที่สวยงาม
of a lovely lake,  
   
45:06 to observe it. ในการเฝ้าดูสิ่งเหล่านั้น
   
45:10 But having observed it, แต่เมื่อได้เฝ้าดู ได้เห็นมัน
having seen it,  
   
45:16 and enjoyed it, และรู้สึกเบิกบานยินดี
  จิตก็จดจำความสุขเบิกบานนั้นไว้
   
45:18 the mind has a remembrance  
of that enjoyment  
   
45:26 and pursues that enjoyment, แล้วใฝ่หาความสุขเบิกบานเช่นนั้น
right? อีกใช่ไหม
   
45:31 That is, the continuation นั่นคือการสืบต่อ
of pleasure: ของความสุขเพลิดเพลิน
   
45:36 having seen the sunset, ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดิน
   
45:40 taken delight in it, รู้สึกปลื้มปีติกับมัน
   
45:42 not end it, แต่ไม่จบมันลงตรงนั้น
but remember it, กลับจดจำมันเอาไว้
   
45:48 and that demand of the previous ซึ่งทำให้เกิดการเรียกร้องต้องการ
pleasure to be continued. ให้ความสุขเพลิดเพลินนั้นคงอยู่อีก
   
45:54 So thought ดังนั้น ความคิดใช่ไหม
   
45:59 - right, คุณตามทันไหม
you are following? -  
   
46:01 thought interferes ความคิดเข้ามาสอดแทรก
with that moment of perception, ในชั่วขณะของการรับรู้
   
46:09 then remembers it, ความคิดจดจำมันไว้
  แล้วต้องการจะได้มันอีก
   
46:11 then wants more of it.  
   
46:14 You have seen all this - sex, คุณได้เห็นเรื่องทั้งหมดนี้มาแล้ว
you know all about it. เรื่องกามารมณ์คุณก็รู้ดี
   
46:19 The remembrance of it, คุณจำเหตุการณ์ได้ จำภาพ
the picture, the excitement, จำความตื่นเต้นเร้าใจ
   
46:23 the whole mechanism กลไกทั้งหมดของความคิดทำงาน
of thought operating,  
   
46:28 and pursuing that. และไล่ล่าไขว่คว้าหาความสุขนั้น
Right? ใช่ไหม
   
46:35 Why does thought เพราะอะไรความคิดจึงทำเช่นนั้น
do this?  
   
46:39 You are following คุณเข้าใจคำถามของผมหรือเปล่า
my question?  
   
46:43 Why does thought ทำไมความคิดจึงเข้าไปควบคุม
  เหตุการณ์ที่จบไปแล้ว
   
46:47 take over an incident  
   
46:52 that is over,  
   
46:56 remember it, จดจำมันไว้แล้วใฝ่หามันอีก
and pursue it?  
   
47:00 The pursuit การใฝ่หามันอีกคือความสุขเพลิดเพลิน
is the pleasure.  
   
47:04 You are following this? คุณตามทันไหม
   
47:07 Why? เพราะอะไร
   
47:09 Why does thought ทำไมความคิดจึงทำเช่นนี้
do this?  
   
47:14 Is it part of our มันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา
education, การอบรมเลี้ยงดูของเรา
   
47:18 part of our tradition, เป็นส่วนหนึ่งของจารีต
part of our habit? เป็นส่วนหนึ่งของความเคยชิน
   
47:23 Every man does this ผู้ชายทุกคนทำเช่นนั้น
   
47:27 - better include the woman, รวมทั้งผู้หญิงด้วยดีกว่า
too, because otherwise... มิฉะนั้น!
   
47:32 Every human being มนุษย์ทุกคนทำเช่นนี้เพราะอะไร
does this, why?  
   
47:38 Go into it, sirs, ค้นเข้าไปครับคุณ อย่ามองมาที่ผม
don't look at me.  
   
47:43 Why do you pursue ทำไมคุณจึงไล่ตามหา
pleasure? ความสุขเพลิดเพลิน
   
47:50 Is it that การทำเช่นนั้นก่อให้เกิด
that creates isolation? การปลีกแยกตัว ใช่ไหม
   
48:01 You are following this? คุณตามทันไหม
   
48:04 Is that what makes for การทำเช่นนั้น ทำให้เกิด
the so-called individual? สิ่งที่เรียกว่าปัจเจกบุคคลใช่ไหม
   
48:10 My pleasure, เกิดเป็นความสุขของฉัน
and it is private. และมันเป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน
   
48:15 All pleasure ความสุขทั้งหมดเป็นเรื่องส่วนตัว
is private,  
   
48:19 unless you go to football, นอกจากเมื่อคุณไปดูฟุตบอล
and all that kind of stuff. และอะไรต่าง ๆ ทำนองนั้น
   
48:24 Pleasure is private. ความสุขเพลิดเพลิน
  เป็นของส่วนบุคคล
   
48:26 Is that one นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งใช่ไหม
of the reasons  
   
48:29 why human beings ว่าทำไมมนุษย์จึงแสวงหา
  ความสุขเพลิดเพลินนี้อย่างลับๆ
   
48:32 secretly pursue  
this pleasure?  
   
48:37 Because it gives them เพราะมันทำให้พวกเขารู้สึกว่า
importance to themselves? ตัวเขาเองมีความสำคัญ
   
48:41 You are following ทั้งหมดนี้คุณเข้าใจไหม
all this?  
   
48:44 Therefore pleasure ฉะนั้นความสุขเพลิดเพลิน
may be the cause อาจเป็นเหตุ
   
48:47 of this tremendous ที่มาของการแยกตัวอันใหญ่หลวงนี้
isolation,  
   
48:52 as a group, แยกออกเป็นกลุ่ม เป็นครอบครัว
as a family, เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นประเทศชาติ
   
48:55 as a tribe,  
as a nation.  
   
48:59 I wonder ผมสงสัยว่าคุณเห็นทั้งหมดนี้
if you see all this? หรือเปล่า
   
49:05 So when one sees เมื่อคุณเห็นความจริงในเรื่องนี้
the truth of it,  
   
49:09 the truth, not the words, เห็นความจริงที่ไม่ใช่ถ้อยคำ
not the intellectual concept,  
   
49:18 then will thought ไม่ใช่แนวคิดที่ความคิดคิดขึ้น
take over  
   
49:24 and make it แล้วความคิดจะเข้ามาครอบครอง
a remembrance? แล้วทำให้มันเป็นความทรงจำได้หรือ
   
49:26 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
49:28 Or just see the sunset หรือเพียงเห็นพระอาทิตย์ตก
- finish. แล้วจบเลย
   
49:32 Experiment with this, ทดลองดู คุณจะเห็นด้วยตัวคุณเอง
you will see  
   
49:35 for yourself,  
if you do it,  
   
49:39 that thought, ถ้าคุณลองทำดู
as in the case of fear, เช่นในกรณีของความกลัวจะเห็นว่า
   
49:43 is the origin, the beginning ความคิดเป็นต้นกำเนิด
of this conflict, เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
   
49:49 both of fear ทั้งในเรื่องความกลัว
and the pursuit of pleasure, right? และการแสวงหาความสุขเพลิดเพลิน
   
50:01 Then there is จากนั้นก็มีคำถาม
the question  
   
50:02 - we are dealing เรากำลังเกี่ยวข้องอยู่กับ
with the whole of our life - ชีวิตทั้งหมดของเรา
   
50:06 then there is จึงมีคำถามว่า
the question,  
   
50:09 why human beings ทำไมมนุษย์ทั่วทั้งโลกจึงเป็นทุกข์
throughout the world suffer.  
   
50:18 We are not talking เราไม่ได้พูดถึงทุกข์ทางกายภาพ
about the physical suffering  
   
50:25 - that can be dealt with also, เพราะเรื่องนั้นสามารถจัดการได้
if the mind ถ้าหากจิตใจไม่ยึด
   
50:32 is not continually ไม่ผูกพันอยู่อย่างต่อเนื่อง
attached,  
   
50:40 always concerned with itself, ไม่ห่วงใยแต่ตัวเองอยู่ตลอด
you understand? คุณเข้าใจนะ
   
50:45 You have had a pain, เช่น เมื่อคุณมีความเจ็บปวด
disease, มีโรคภัย
   
50:50 infirmity เจ็บปวดอ่อนแอด้วยโรคใดโรคหนึ่ง
of some kind or other.  
   
50:56 Thought then becomes ความคิดก็จะรู้สึกเป็นกังวลยิ่ง
so concerned. ถูกไหม
   
51:01 Right?  
   
51:03 And so it identifies ความคิดจึงเข้าไปยึด
itself with that, เป็นหนึ่งเดียวกับสภาพนั้น
   
51:07 and so the mind itself จิตใจเองจึงกลับพิกลพิการ
becomes crippled. ใช่ไหม
   
51:12 Right?  
   
51:14 So can the mind, thought, ดังนั้น จิตหรือความคิด
see the infirmity, จะเฝ้าดูอาการเจ็บป่วยได้ไหม
   
51:19 the disease, the pain... เฝ้าดูโรคภัยไข้เจ็บ ความเจ็บปวด
Yes, you follow? โดย"ไม่ดิ้นรน" คุณเข้าใจไหม
   
51:24 Try it, do it, ลองดู ทำดู แล้วคุณจะค้นพบ
you will find out.  
   
51:28 When you are sitting ในขณะที่คุณนอนอยู่บนเตียงทำฟัน
in the dentist's chair  
   
51:33 - the speaker has done ผู้พูดเคยทำมาแล้วถึง 4 ชั่วโมง
for four hours -  
   
51:37 when you sit down ในขณะที่คุณนอนอยู่บนเก้าอี้
on the dentist's chair ของทันตแพทย์
   
51:39 and the drill is going on, ขณะที่ทันตแพทย์กำลังกรอฟันคุณ
observe it. ลองสังเกตดู
   
51:49 You will see, find out. คุณจะเห็น จะค้นพบ
   
51:54 Or look out of the window หรือลองมองออกไปนอกหน้าต่าง
and see the beauty of the tree, แล้วมองดูความงามของหมู่ไม้
   
52:02 so that the mind is capable เพี่อที่ชีวิตจะสามารถสังเกต
of observing itself ตัวมันเองได้
   
52:11 with a detachment โดยวางเฉย เป็นอิสระ
- you understand? เข้าใจไหมครับ
   
52:15 Oh, you can't do โอ้ ! หรือคุณทำไม่ได้เลย
all this.  
   
52:19 So we are asking: เราจึงถามว่า ทำไมมนุษย์ทั่วทั้งโลก
  จึงเป็นทุกข์
   
52:22 why do human beings  
throughout the world  
   
52:25 suffer, accept suffering, จึงยอมรับความทุกข์
and live with it? และมีชีวิตอยู่กับมัน
   
52:35 There have been มีสงครามมาแล้วถึงสองครั้ง
two wars, terrible. ช่างเลวร้าย
   
52:38 Think of the tears ลองคิดถึงน้ำตามนุษย์
that human beings have shed. ที่หลั่งไหลออกมา
   
52:51 And their children, their แต่ทั้งลูกทั้งหลานของพวกเขา
grandchildren will support war. ก็ยังสนับสนุนสงคราม
   
52:54 You understand?  
   
52:58 So sorrow doesn't ปรากฏชัดว่า ความทุกข์โศก
teach man apparently. ไม่ได้สั่งสอนอะไรมนุษย์เลย ใช่ไหม
   
53:05 Right?  
   
53:07 They worship sorrow, พวกเขาบูชาความทุกข์โศก
the Christians do. พวกคริสต์เตียนทำอย่างนั้น
   
53:13 The Hindus have different พวกฮินดูก็มีคำอธิบายความทุกข์โศก
explanations for sorrow, ที่ต่างออกไป
   
53:18 for what you have done ว่าเป็นเพราะสิ่งที่คุณได้ทำไว้
in the past, past life, and so on. ในอดีต อดีตชาติเป็นต้น
   
53:22 I won't go ผมจะไม่เข้าไปในเรื่องพวกนั้น
into all that.  
   
53:26 So we are asking: เราถามว่า
what is sorrow? ความทุกข์โศกคืออะไร
   
53:30 And why man lives ทำไมมนุษย์จึงอยู่กับความทุกข์โศก
with sorrow?  
   
53:35 You understand? คุณเข้าใจนะ
   
53:38 Find out, sirs, ค้นหาครับคุณ
give your minds to this. ทุ่มเทจิตใจคุณให้กับการนี้
   
53:43 As you give your minds to sex, เหมือนอย่างที่คุณมอบใจคุณ
to jobs, to this or that, ให้กามารมณ์ ให้การงานหรือนั่นนี่
   
53:47 give your mind มอบจิตมอบใจคุณให้แก่การค้นหา
and heart to find out  
   
53:51 whether man can ว่ามนุษย์จะเป็นอิสระ
ever be free from sorrow. จากความทุกข์โศกได้บ้างไหม
   
54:02 Is sorrow part of the egotistic ความทุกข์โศกเป็นส่วนหนึ่ง
attitude towards life? ของทัศนคติต่อชีวิต
   
54:13 That is, my son is dead, ที่มุ่งคิดถึงแต่ตนเอง
  ประโยชน์ส่วนตน ใช่ไหม
   
54:17 or my wife อย่างเช่น ลูกของผมตายไป
has run away, หรือภรรยาของผมหนีจากไป
   
54:19 or something, or other, หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
   
54:24 to which I am ซึ่งผมผูกพันอยู่กับเขา
greatly attached, อย่างแน่นแฟ้น
   
54:27 and it is taken away เขาถูกพรากไปด้วยเหตุผลนานา
for various reasons, แล้วผมก็เป็นทุกข์
   
54:32 and I suffer.  
   
54:35 There's grief, there're tears, มีความเศร้าแสนอาดูร
there's antagonism ต้องร้องไห้ มีปฏิกริยาต่อต้าน
   
54:40 there's bitterness, มีความขมขื่น
cynicism. มีการเสียดสี เย้ยหยัน
   
54:47 Why? เพราะอะไร
You understand? คุณเข้าใจไหม
   
54:52 Is it I am so caught up มันเป็นเพราะผมเข้าไปติด
  จมอยู่ในปัญหาของผมใช่ไหม
   
54:58 in my own problems,  
   
55:03 I am so self-centred, ผมหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องของตัวเอง
  ลูกชายของผมคือผม ใช่ไหม
   
55:07 my son is me.  
   
55:11 Right?  
   
55:14 Or my daughter is me. หรือลูกสาวของผมก็คือผม
   
55:17 I am attached. ผมผูกพัน
   
55:21 I hold on. ผมยึดเอาไว้
   
55:24 And when that is gone, และเมื่อผู้นั้นจากไป
   
55:28 there is a great sense ผมจึงรู้สึกว่างเปล่าอย่างยิ่ง
of emptiness,  
   
55:32 great sense รู้สึกอ้างว้างเดียวดายอย่างยิ่ง
of loneliness, รู้สึกขาดความสัมพันธ์อย่างยิ่ง
   
55:35 great sense of lack  
of relationship.  
   
55:39 Right?  
   
55:41 Is that the reason นั่นคือเหตุผลที่เราเป็นทุกข์
that one suffers? ใช่ไหม
   
55:48 That is, นั่นคือ เมื่อลูกชายถูกพรากจากไป
  ด้วยความตายหรืออะไรก็ตาม
   
55:52 the son being taken away  
- death or whatever it is -  
   
55:57 has revealed to me มันเปิดเผยให้ผมเห็นว่าตัวผมคืออะไร
what I am: คือความเหงาอ้างว้างของผม
   
56:01 my loneliness,  
   
56:03 my isolation, คือการแยกตัวของผม
my lack of real relationship. การขาดความสัมพันธ์ที่แท้จริงของผม
   
56:10 I thought ผมคิดว่าผมสัมพันธ์ แต่เพราะเป็น
I was related, "ลูกชายของผม"เท่านั้น คุณตามทันนะ
   
56:12 but it is my son  
- you follow?  
   
56:18 So, the taking away ดังนั้น การพรากเอาลูกของผมไป
of the son เผยให้เห็นสภาพของผม
   
56:21 reveals my condition.  
   
56:29 Go carefully into this. เมื่อค้นเข้าไปในเรื่องนี้
  อย่างเอาใจใส่
   
56:32 And I suddenly realise ผมก็ตระหนักทันทีถึงความเหงาของผม
  ความรู้สึกสูญเสียของผม
   
56:35 my loneliness,  
   
56:37 my sense of loss,  
   
56:40 the deprivation การขาดหายไป การสูญเสียอะไรบางอย่าง
of something ซึ่งผมผูกพันอยู่อย่างหนักหน่วง
   
56:43 to which I am  
greatly attached.  
   
56:50 The death of the son ความตายของลูกชายได้เปิดเผย
has revealed to me, right? ให้ผมเห็นสภาพนั้น ใช่ไหม
   
56:56 But that revelation, แต่การเปิดเผยนั้น
   
57:06 an awareness การตระหนักถึงความเป็นตัวตน
of the self, of the 'me,' ความเป็นตัว "ฉัน"
   
57:12 has revealed เปิดเผยมาก่อนเกิดเหตุ
before the incident.  
   
57:15 I wonder if you see this? ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจตรงนี้ไหม
Right? เข้าใจไหม
   
57:19 You are seeing this? คุณเห็นตรงนี้ไหม
   
57:21 As we said at the beginning เราได้พูดตั้งแต่ตอนต้น
of the talk, ของการพูดครั้งนี้
   
57:25 self-awareness. ถึงการตระหนักรู้ตนเอง
   
57:28 Self-awareness is to know การตระหนักรู้ตนเองก็คือ
one's self, one's attachments, การรู้ตัวของตนเอง รู้ถึงความผูกพัน
   
57:33 one's loneliness, one's sense ความเหงาของตนเอง
of isolation - all that, ความรู้สึกปลีกแยกของตนและอื่นๆ
   
57:38 to know the totality รู้ถึงทั้งหมดของตนเอง
of oneself.  
   
57:43 The incident of the son เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับลูกชาย
reveals that, right? เปิดเผยสภาพจิตของตัวเรา ใช่ไหม
   
57:49 That is, reveals นั่นคือการเปิดเผยหลังเกิดเหตุการณ์
after the incident.  
   
57:54 But if there is self-awareness แต่ถ้ามีความรู้ตัวตั้งแต่ตอนต้น
from the very beginning,  
   
58:01 taking away the son, การที่ลูกชายถูกพรากตายจากไป
the son dying, จะเป็นเช่นไร
   
58:09 is what?  
   
58:12 It is no longer ความทุกข์โศกที่เกิดขึ้นจาก
the sorrow ความผูกพัน ก็ไม่มีอยู่ ใช้ไหม
   
58:15 which is brought about  
through attachment.  
   
58:20 Right, you have คุณเข้าใจไหม ตอนนี้จิตของผม
understood? ก็จะยอมรับการตายจากไปนั้นได้
   
58:23 My mind now accepts it.  
   
58:29 It is no longer มันจะไม่ติดอยู่ใน
caught in self-pity, ความสงสารตนเองอีกแล้ว
   
58:36 in the struggle ไม่ติดอยู่ในการดิ้นรน
to be free from isolation, เพื่อจะเป็นอิสระจากความโดดเดี่ยว
   
58:40 taking comfort in a belief, แล้วไปหาความสบายใจอบอุ่นใจอยู่ใน
or in this, or that. Right? ความเชื่อหรือในนั่นนี่ ใช่ไหม
   
58:45 So one sees ดังนั้น เราเห็นได้ว่า
sorrow exists ความทุกข์โศกจะยังคงอยู่
   
58:52 so long as ตราบใดที่ความเป็นตัวตนยังมีอยู่
the self is there.  
   
58:57 I wonder ผมสงสัยว่าคุณเห็นไหม
if you see this?  
   
59:01 So, the total abandonment การละทิ้งความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง
of the self คือการจบสิ้นความทุกข์โศก
   
59:04 is the ending  
of sorrow.  
   
59:14 Are you following คุณตามทันไหม
all this? คุณจะละทิ้งตัวคุณเองไหม
   
59:16 Will you abandon  
yourselves?  
   
59:20 No, sirs. ไม่ทิ้ง ใช่ไหมครับคุณ
   
59:24 Therefore we worship sorrow, ฉะนั้นเราจึงบูชาความทุกข์โศก
or run away from it. หรือไม่ก็วิ่งหนีจากมัน
   
59:32 And also we should เราควรที่จะสอบสวนร่วมกัน
go together,  
   
59:37 investigate this whole ถึงคำถามทั้งหมดที่เกี่ยวกับความตาย
question of death.  
   
59:44 Not just for the old ไม่ใช่เฉพาะพวกคนแก่อย่างเรา
people like us,  
   
59:48 but also for everyone แต่ทุกคนในโลกควรจะเข้าใจด้วย
in the world  
   
59:51 - young, old, ทั้งคนหนุ่มสาว คนวัยกลางคน
or middle-aged - คนแก่ ความตายเป็นสิ่งหนึ่ง
   
59:54 death is one of the most  
extraordinary things  
   
59:57 that happens in life. ที่สุดแสนพิเศษ
Right? ที่เกิดขึ้นในชีวิต ใช่ไหม
   
1:00:08 What do you think คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับความตาย
of it?  
   
1:00:15 What is your การตอบสนองตามสัญชาตญานของคุณ
instinctual response  
   
1:00:19 to the word ที่มีต่อคำนี้
and to the fact? และต่อความจริงเป็นอย่างไร
   
1:00:33 What is death? ความตายคืออะไร
   
1:00:41 Death is an ending. ความตายคือการจบสิ้น
   
1:00:44 Right? ใช่ไหม
   
1:00:46 Please follow this โปรดติดตามเรื่องนี้อย่างใส่ใจ
carefully.  
   
1:00:48 Ending. คือการจบลง
   
1:00:52 Ending voluntarily, จบลงโดยสมัครใจ
  คุณโต้เถียงกับความตายไม่ได้
   
1:00:55 you can't argue  
with death,  
   
1:00:59 you can't say, คุณต่อรองไม่ได้ว่า
'Please, give me another week,' "โปรดให้เวลาผมอีกสักสัปดาห์"
   
1:01:02 you can't discuss; คุณสนทนาถกกับมันไม่ได้
it is there, finished. มันอยู่ตรงนั้น เสร็จสิ้นแล้ว
   
1:01:10 So, can you ดังนั้น คุณสามารถจบความผูกพัน
voluntarily end ของคุณลงโดยสมัครใจได้ไหม
   
1:01:16 your attachment,  
   
1:01:18 which is death? ซึ่งนั่นคือความตาย
  เข้าใจไหมครับ
   
1:01:21 You understand?  
   
1:01:23 Ending is something การจบสิ้นลงเป็นอะไรบางอย่าง
like death. ที่เหมือนกับความตาย
   
1:01:33 The ending จบความเคยชินบางอย่างไป
of a particular habit,  
   
1:01:37 - not struggle, fight, ไม่ดิ้นรน ไม่ต่อสู้
wrangle - end it! ไม่ทะเลาะวิวาท จบมันไป
   
1:01:44 If you smoke, if you take drugs, ถ้าคุณสูบ เสพยา ถ้าคุณดื่ม
if you drink,  
   
1:01:48 that is what is going to happen การจบลงจะเกิดขึ้น เมื่อคุณตาย
when you pop off! (Laughter)  
   
1:01:58 So can we แล้วคุณจะจบลงโดยสมัครใจได้ไหม
voluntarily end  
   
1:02:04 - do you understand? - คุณเข้าใจไหม จบประสบการณ์ของคุณ
your experience,  
   
1:02:11 your opinions, จบความคิดเห็น ทัศนคติ
your attitudes, ความเชื่อในพระเจ้าของคุณ จบลงเสีย
   
1:02:14 your beliefs,  
your gods - end.  
   
1:02:27 We are afraid to end. เรากลัวการจบสิ้น ใช่ไหม
   
1:02:32 Right?  
   
1:02:33 To end anything การจบสิ้นอะไรก็ตามโดยสมัครใจ
voluntarily.  
   
1:02:38 If you say, ถ้าคุณพูดว่า "ถ้าจบแล้วจะมีอะไร"
'What is there if I end?'  
   
1:02:44 That is, then you are ถ้าอย่างนั้น
looking for a reward. คุณก็กำลังมองหารางวัลตอบแทน
   
1:02:49 You consider then ending คุณก็มองว่า การจบเป็นถูกลงโทษ
as a punishment.  
   
1:02:56 So, the ending การจบสิ้นจึงถูกมองว่า
being considered เป็นความเจ็บปวด
   
1:03:03 as pain,  
   
1:03:05 then you will naturally ถ้าอย่างนั้นก็เป็นธรรมดา
demand a reward. ที่คุณจะเรียกร้องเอารางวัล
   
1:03:10 If I give up, ถ้าผมยอม แล้วผมจะได้อะไร
then what?  
   
1:03:16 You don't ask that คุณไม่ถามอย่างนั้นกับความตาย
of death.  
   
1:03:25 So, can you end and see ดังนั้น คุณจบลงได้ไหม
in that very ending แล้วดูว่าในการจบลงนั้นเอง
   
1:03:30 there is the beginning มีการเริ่มต้นอะไรบางอย่าง
of something new? ที่ใหม่หมด ใช่ไหม
   
1:03:34 You understand? เข้าใจไหมครับ
   
1:03:36 That is, one ends นั่นคือเมื่อเราจบสิ้นความผูกพัน
attachment, การยึดติด
   
1:03:44 attachment ผูกพันกับเฟอร์นิเจอร์ ผู้คน
to furniture, แนวคิด ความเชื่อ และพระเจ้า
   
1:03:47 people, ideas,  
beliefs, gods  
   
1:03:50 - the whole thing, ทั้งหมดทุกอย่างนั้น จบมันไป
ends.  
   
1:03:53 And you end it voluntarily, และคุณจบมันไปโดยสมัครใจ เพราะ
because it is intelligent to end. มันเป็นสติปัญญาที่เห็นว่าต้องจบ
   
1:03:58 Right? ใช่ไหม
   
1:04:00 So in that ending ในการจบสิ้นลงนั้น
a new... มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น
   
1:04:04 - this isn't a promise,  
you understand? -  
   
1:04:09 a new thing คุณเข้าใจไหม นี่ไม่ใช่คำสัญญานะ
takes place.  
   
1:04:13 Try it, sirs. ลองดูเถิดครับคุณ
   
1:04:20 That is, while living, นั่นคือ ในขณะที่มีชีวิตอยู่
   
1:04:24 inviting death, ลองเชื้อเชิญความตายเข้ามา
which is the ending. ซึ่งหมายถึงการจบสิ้น
   
1:04:29 You understand? เข้าใจนะครับ
   
1:04:31 Ending to one's จบสิ้นวิถีชีวิตที่ยุ่งยาก
incredible ซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ
   
1:04:36 complex way of living.  
   
1:04:47 So that the mind, เพราะว่าจิตใจ
   
1:04:53 because it has ที่ได้จบทุกสิ่งทุกอย่างลงแล้ว
ended everything คุณเข้าใจไหม
   
1:04:58 - you understand?  
   
1:05:00 Do it and you will discover it ทำมันดู
for yourself. แล้วคุณจะค้นพบด้วยตัวคุณเอง
   
1:05:04 Therefore it is จิตใจนั้นมันจะใหม่อยู่เสมอ
always new.  
   
1:05:11 New in the sense ใหม่ในความหมายที่สดใหม่
- fresh.  
   
1:05:17 You know, when you คุณรู้ไหมเมื่อคุณไต่ขึ้นภูเขา
climb a mountain,  
   
1:05:20 you have to leave คุณต้องทิ้งสิ่งประดับประดา
all your furniture behind, ทั้งหมดของคุณไว้เบื้องหลัง
   
1:05:25 all your problems, ทิ้งปัญหาทั้งหมดของคุณ
   
1:05:29 because you can't carry เพราะว่าคุณไม่อาจ
all the furniture ที่จะแบกพาเอาเครื่องประดับ
   
1:05:31 that you have collected ที่คุณสะสมเอาไว้ขึ้นไปยังยอดเขา
up the hill.  
   
1:05:35 So you let go, ดังนั้น คุณจะทิ้งไป
   
1:05:41 and you'll discover แล้วคุณจะค้นพบด้วยตัวคุณเอง
for yourself  
   
1:05:44 that there is ว่ายังมีคุณสมบัติแห่งจิต
a quality of mind,  
   
1:05:49 that being ที่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง
absolutely free,  
   
1:05:54 is able to perceive ที่สามารถจะรับรู้สภาวะนิรันดร์
that which is eternal.  
   
1:05:59 The word 'eternal' คำว่า "นิรันดร์" ไม่ใช่แนวคิด
is not an idea, you follow? คุณเข้าใจไหมครับ
   
1:06:05 Eternal means นิรันดร์ หมายถึง นอกเหนือกาลเวลา
out of time.  
   
1:06:11 Death is time. ความตาย คือ กาลเวลา
   
1:06:14 I wonder ผมสงสัยว่าคุณมองเห็นตรงนี้ไหม
if you see this?  
   
1:06:16 So the mind that understands ดังนั้น จิตที่เข้าใจ
this extraordinary mystery ความลึกลับประหลาดล้ำนี้
   
1:06:20 - it is a mystery - มันเป็นความลึกลับ
   
1:06:23 because what เพราะเรากอดติดอยู่กับปัญหาของเรา
we are clinging to  
   
1:06:28 is our problems, our furniture, เครื่องประดับประดาของเรา
our ideas แนวคิดของเรา
   
1:06:32 - all that, เราเกาะกอดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
we are clinging to that,  
   
1:06:35 which is put together ซึ่งประกอบกันขึ้นด้วยกาลเวลา
by time,  
   
1:06:40 and with the ending และด้วยการจบสิ้นสิ่งพวกนั้น
of that  
   
1:06:42 there is something มีอะไรบางอย่างที่เป็น
totally new dimension. มิติใหม่ทั้งหมดอุบัติขึ้น
   
1:06:47 Now it's up to you. ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณ
   
1:06:53 Right. ใช่ไหม
   
1:06:59 Right, sirs. ใช่ไหมครับคุณ