Krishnamurti Subtitles

กระแสแห่งสมาธิ

Madras (Chennai) - 14 January 1979

Public Talk 6



0:39 (หัวเราะ)
 
1:21 ในบ่ายวันนี้...
 
1:25 ...ผมใคร่จะพูดเกี่ยวกับ
เรื่องสำคัญมากหลายๆ เรื่อง...
  
1:35 ...และดูซิว่าเป็นไปได้ไหม...
 
1:41 ...ที่เราจะร่วมกันค้นเข้าไป
ในเรื่องง่ายๆ แต่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง
  
1:44  
 
1:51 ก่อนอื่นขอให้ระลึกไว้ว่า
เราร่วมกันเสมอ...
  
1:54 ...ผมไม่ได้วิ่งห้อไปเพียงลำพัง...
 
1:57  
 
2:01 ...เรากำลังเข้าสู่
ประเด็นปัญหาที่ว่า...
  
2:08 ....เป็นไปได้ไหม...
 
2:13  
 
2:16 ...ที่จะคงสมองไว้ให้เยาว์วัยยิ่ง...
 
2:21 ...ปัญหานี้
เหล่านักวิทยาศาสตร์ คุรุ...
  
2:23 ...หรือผู้คนในวงการศาสนาทั้งหลาย
 
2:24 ...อาจจะไม่เคยจัดการ
หรือไม่เคยแก้ไขได้
  
2:28 เขาอาจจะเคย
แต่ผมไม่ทราบ ผมไม่รู้
  
2:31 จากนั้นผมใคร่จะเข้าสู่
ประเด็นปัญหาเรื่องการสืบต่อ...
  
2:39 ...เรื่องความก้าวหน้าและความตาย
 
2:47 ดูว่าเป็นไปได้ไหมสำหรับมนุษย์
ที่ชีวิตปกติแต่ละวันของเรา...
  
2:53 ...จะมีหัวใจอันเต็มเปี่ยม
มีชีวิตชีวา...
  
2:58  
 
3:04 ...มีชีวิตที่รู้ ตระหนักรู้ตัว...
 
3:08 ...มีคุณสมบัติแห่งรัก
อยู่ในจิตสำนึกของเขา
  
3:14  
 
3:20 และหากว่ามีเวลาพอ
เราก็จะใคร่ครวญกัน...
  
3:27 ...เรื่องของสมาธิ...
 
3:31 ...เรื่องสภาวะจิตที่เป็นไปในสมาธิ...
 
3:36 ...ไม่ใช่เรื่องที่ว่าสมาธิคืออะไร
หรือจะทำสมาธิอย่างไร...
  
3:41 ...แต่สืบค้นถึงธรรมชาติของจิตใจ...
 
3:46  
 
3:51 ...ที่ร่วมอยู่ในสมาธิอย่างถ้วนทั่ว
เป็นทั้งหมด
  
3:54  
 
3:59  
 
4:01 สมาธิที่ทำโดยตั้งใจ ที่ทำอย่างจงใจ
หาใช่สมาธิไม่
  
4:05  
 
4:11 ในบ่ายวันนี้ถ้าเป็นไปได้
เราจะเข้าสู่เรื่องทั้งหมดนี้
  
4:20 ฉะนั้นก่อนอื่น
เราจะสนทนาร่วมกันว่า...
  
4:24  
 
4:32  
 
4:34 ...เป็นไปได้หรือไม่ที่สมอง
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจิตทั้งหมด...
  
4:37  
 
4:42 ...สมองซึ่งมีความสามารถในการคิด
ในการเก็บสั่งสมข้อมูล ความรู้...
  
4:46 ...และประสบการณ์ไว้มากมายมหาศาล...
 
4:49 ...จากชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
มาเป็นเวลาล้านๆ ปี...
  
4:52 ...เราลองสืบค้นดูว่า...
 
4:55  
 
5:01 ...สมองซึ่งตกอยู่ภายใต้
อิทธิพลครอบงำอย่างหนักหน่วง...
  
5:05 ...และกัดกร่อนตัวมันเองมาตลอด...
 
5:08  
 
5:15 ...จะสามารถฟื้นคืนความเยาว์
ของตัวมันเองได้หรือไม่
  
5:22 นี่เป็นปัญหา
ที่สลับซับซ้อนยิ่งนัก...
  
5:24 ...ขอให้คุณทำความเข้าใจ
คำถามเสียก่อน...
  
5:30 ...เพราะผมมั่นใจ เรามั่นใจ
ว่าคำถามนี้อาจเคยถามกันมา...
  
5:33 ...เคยค้นหากันมา
ในหลากท่าหลายทาง...
  
5:39 ...แต่เราไม่เคยค้นลงไปอย่างลึกซึ้ง
 
5:45 และหากว่าเราสามารถที่จะทำได้
อย่างน้อยที่สุดก็ใน 10 นาทีนี้...
  
5:49 ....ขอให้เราจริงจัง
ให้ความใส่ใจอันลึกล้ำ...
  
5:54 ...ไม่ใช่ใส่ใจ
ต่อสิ่งที่ผู้พูดกำลังพูด...
  
5:57  
 
6:00 ...ไม่ใช่ใส่ใจต่อสิ่งที่กำลังอธิบาย
หรือสืบค้นอยู่...
  
6:04 ...แต่ขอให้เราเข้าไปทำความเข้าใจ
กิจทั้งหมดของสมองนี้ร่วมกัน...
  
6:09  
 
6:12 ...สมองซึ่งแสนจะเก่าแก่
สมองซึ่งสามารถพิเศษยิ่ง...
  
6:17  
 
6:19 ...สมองซึ่งสามารถเอนกอนันต์...
 
6:24 ...สมองซึ่งได้วิวัฒน์
มาตามกาลเวลา...
  
6:29 ...สมองที่ได้สั่งสมประสบการณ์...
 
6:35 ...ความรู้อย่างมหาศาล...
 
6:39 ...และสมองเช่นนี้ซึ่งเป็นสมอง
ของคุณ ไม่ใช่ของผม...
  
6:44  
 
6:49 ...สามารถจะปลดเปลื้องตัวมันเอง
จากการสืบต่อ...
  
6:54 ...แล้วจบสิ้นการสืบต่อลง...
 
7:03 ...เพื่อเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
ได้หรือไม่
  
7:08 ผมไม่ทราบว่า
คุณตามเรื่องทั้งหมดนี้ทันไหม
  
7:22 ผู้พูดได้สนทนามามากมาย
กับนักวิทยาศาสตร์หลายคน...
  
7:29 ...เขายืนยันว่าสมองมีสองส่วน...
 
7:31 ...คือสมองซีกซ้ายและซีกขวา
 
7:34 ซีกซ้ายเป็นแหล่งเก็บข้อมูลทั้งหมด...
 
7:38 ...ทั้งความรู้
และเรื่องทางเทคโนโลยี...
  
7:40 ...และยังเป็นที่รวบรวม
ความรู้ทั้งหมด...
  
7:44 ...และปฏิกริยาตอบสนองจาก
เงื่อนไขกำหนดของข้อมูลความรู้...
  
7:48 ...และอีกส่วนคือ
ซีกขวานั้นยังใหม่อยู่...
  
7:58  
 
8:03 ...ยังไม่ถูกครอบงำมากนัก...
 
8:09 ...และสมองส่วนที่ยังไม่ถูกกำหนด
มากนักนี้ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า...
  
8:13 ...มันกำหนด ควบคุม ผลักดันซีกซ้าย
 
8:16 คุณเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ไหม
 
8:24 ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสมอง...
 
8:26 ...และไม่ได้อ่านหนังสือ
ที่เกี่ยวกับทั้งหมดนี้เลย...
  
8:30 ...แต่เราสามารถสังเกตได้ถึงบางสิ่ง
ที่ค่อนข้างแตกต่างออกไป...
  
8:33  
 
8:37 ...คือสังเกตความเป็นทั้งหมด
ของสมอง...
  
8:41 ...ไม่ใช่แค่ซีกซ้ายหรือซีกขวา...
 
8:47 ...สังเกตคุณลักษณะของสมอง...
 
8:51  
 
8:54 ...ซึ่งได้วิวัฒน์ผ่านประสบการณ์
ผ่านวัฒนธรรม...
  
8:57 ...ผ่านข้อจำกัดทางเชื้อชาติ...
 
9:00  
 
9:04 ...ความกดดันทางสังคม
และเศรษฐกิจที่หลากหลาย
  
9:06  
 
9:12 สมองเป็นเครื่องมือที่พิเศษอย่างยิ่ง
 
9:18 สมองซึ่งควบคุมการคิดทั้งหมด...
 
9:21 ...ควบคุมกิจกรรมและการทำงาน
ของประสาทสัมผัสทั้งหมด...
  
9:24 ...และอื่นๆ ของเรา
 
9:29 ...สมองนั้นจะกลับคืนสู่
ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้ไหม
  
9:36  
 
9:41  
 
9:44 แต่โปรดระวังคำว่า
บริสุทธิ์ไร้เดียงสา...
  
9:50 ...มันไม่ใช่ความบริสุทธิ์
ในความหมายตามแนวคิดของคริสเตียน...
  
9:54 ...เรื่องแกะและเรื่องทำนองนั้น...
 
9:57 ....แต่เราใช้คำว่า
"บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา"...
  
10:03 ...ในความหมายที่มาจากภาษาลาติน
ว่า "ไม่ทำให้เจ็บปวด"
  
10:08 นั่นคือสมองซึ่งมีสมรรถนะ...
 
10:10  
 
10:13  
 
10:17 ...ที่ไม่เพียง
ไม่ทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดเท่านั้น...
  
10:24 ...แต่เป็นสมอง
ที่ไม่อาจจะถูกทำให้เจ็บปวดได้ด้วย
  
10:27 คุณเข้าใจไหมครับ
 
10:30 โปรดอย่าเห็นด้วยเพียงถ้อยคำ
 
10:36 ขอให้ใคร่ครวญดู
 
10:37 สังเกตจิตใจของคุณ
สมองของคุณเอง...
  
10:41 ...เพราะเรากำลังค้นเข้าไปในบางสิ่ง
ซึ่งละเอียดลึกซึ้งและยากยิ่ง...
  
10:46 ...นอกจากว่าคุณกำลังสังเกตมันอยู่
ด้วยตัวคุณเอง...
  
10:49 ...มิเช่นนั้นคุณก็จะไม่เข้าใจ
สิ่งทั้งหมดนี้
  
10:51 คุณต้องดูเอง...
 
10:56 ...คุณต้องสังเกตไปด้วยกันกับผู้พูด
ไม่ใช่เพียงแค่ฟังผ่านๆ
  
11:02 เรากำลังถามคำถาม
ที่สำคัญจริงจังยิ่งจริงๆ
  
11:08 เรากำลังท้าทายสมอง ให้มันค้นหา
ว่ามันมีความสามารถ...
  
11:12  
 
11:16  
 
11:18 ...มีพลังงาน มีแรงขับเคลื่อน
มีความเข้มข้นแรงกล้าพอไหม...
  
11:22  
 
11:30 ...ที่จะทะลวงผ่านการสืบต่อ
ของอดีต...
  
11:33 ...ซึ่งคือประสบการณ์ทั้งหมด
ที่มันสั่งสมไว้...
  
11:37 ...แล้วในการจบสิ้นลงของมัน...
 
11:42 ...เซลล์สมองนั้นเองจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนไปสิ้นเชิง
  
11:47 คุณเข้าใจคำถามของผมไหม
 
11:49 ขอให้เข้าใจคำถามเสียก่อน
ก่อนที่คุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
  
11:51 ผมขอเพียงให้มีใครสักสองสามคน...
 
12:00 ...ที่ผมสามารถจะถกปัญหา
ด้วยได้จริงๆ
  
12:12 ความคิดเป็นกระบวนการทางวัตถุ...
 
12:19 ...เพราะความคิดเป็นผลจาก
ความทรงจำ...
  
12:24 ...จากประสบการณ์และความรู้มากมาย...
 
12:29 ...ที่สั่งสมอยู่ในสมอง
อยู่ในตัวเซลล์สมองเลยทีเดียว...
  
12:33 ...เอาแค่ว่าสั่งสม
อยู่ในสมองก็แล้วกัน
  
12:41 สมองได้ทำงานไปในทิศทาง
ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ...
  
12:46  
 
12:50 ...วิวัฒนาการอยู่อย่างต่อเนื่อง
วิวัฒน์มาโดยตลอด
  
12:54  
 
12:59 ความคิดเป็นกระบวนการทางวัตถุ
นั่นคงไม่มีข้อสงสัย...
  
13:03 ...เพราะว่าการบันทึกจดจำ
เป็นส่วนหนึ่งของสมอง...
  
13:07 ...สมองเป็นวัตถุสาร
 
13:12 และสมองนั้นบรรจุความทรงจำ
ประสบการณ์และความรู้ไว้...
  
13:16 ...ซึ่งทั้งหมดนี้
เป็นที่มาของความคิด
  
13:19  
 
13:23 ฉะนั้นความคิด
เป็นกระบวนการทางวัตถุ...
  
13:31 ...และความคิดมีการสืบต่อ
ของตัวมันเอง...
  
13:37 ...เพราะความคิดขึ้นอยู่กับความรู้
ซึ่งเป็นอดีตกาล
  
13:42  
 
13:44 อดีตกาลทำงานอยู่ตลอดเวลา...
 
13:48 ...ปรับเปลี่ยนตัวมันในปัจจุบัน
แล้วสืบต่อไป...
  
13:52 ...ฉะนั้นจึงเป็นกระแสสืบต่อ
ที่ไม่ขาดสาย...
  
13:58 ...ซึ่งคือการทำงานของสมอง
 
14:02 คุณตามทันไหม
 
14:04 ผมจะเคลื่อนต่อไปนะ
 
14:08 ในการสืบต่อนั้นสมองได้ค้นพบ
ความมั่นคงปลอดภัย
  
14:14  
 
14:21 คุณต้องเห็นด้วยตัวคุณเอง
 
14:25 เรามีจารีตที่สืบต่อส่งทอดกันมา...
 
14:29 ...อย่างเช่นคุณค่า ความคิดเห็น
การตัดสิน การประเมินค่า...
  
14:33 ...ข้อสรุปต่างๆ มากมาย
และยังมีอื่นๆ อีก...
  
14:36 ...เป็นจารีตที่สืบทอดต่อกันมา
ซึ่งเป็นเงื่อนไข...
  
14:40 ...เป็นอิทธิพลที่กำหนดสมองอยู่...
 
14:45 ...และการสืบต่อนั้นอยู่ในกาลเวลา
เป็นช่วงกาลเวลา...
  
14:51  
 
14:54 ...ในช่วงกาลเวลานั้น
ในความสืบต่อนั้น...
  
14:57 ...สมองได้พบความมั่นคงปลอดภัย
 
15:00 คุณตามทันไหมครับ
 
15:02 มองให้เห็นด้วยตัวคุณเองเถิด...
 
15:05 ...เพราะมันคือชีวิตของคุณ
ไม่ใช่ชีวิตผม
  
15:07 ฉะนั้นคุณต้องเห็นด้วยตัวคุณเอง
 
15:10 ในการสืบต่อนั้น...
 
15:17 ...สมองได้ค้นพบความรู้สึกปลอดภัย
อย่างมากมายมหาศาล...
  
15:23 ...เพราะสมองจะสามารถทำงานได้...
 
15:27 ...ก็ต่อเมื่อมันรู้สึกปลอดภัย
อย่างเต็มที่เท่านั้น...
  
15:31  
 
15:36 ...ไม่ว่าปลอดภัยอยู่ในความเชื่อ
หรือปลอดภัยอยู่ในมายา...
  
15:39 ...หรือปลอดภัยอยู่ในความรู้
จำเพาะบางอย่าง
  
15:45 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา
 
15:48 ฉะนั้นสมองต้องการ
ความมั่นคงปลอดภัย
  
15:54 เรื่องนี้ชัดเจน
 
15:58 คุณดูได้ด้วยตัวคุณเอง...
 
16:00 ...ดูการทำงานของความคิดคุณ
 
16:04  
 
16:06 เห็นกระบวนการของความคิด
การรบกวนใดๆ ต่อการสืบต่อนั้น...
  
16:12 สมองจะเกิดอาการทางจิตประสาท
วิปริต เมื่อมันถูกกระทบ...
  
16:18 ...ถูกเขย่าให้สั่นสะเทือน
อย่างรุนแรง...
  
16:20 ...จนกลายเป็นบาดแผลบอบช้ำ
ทางจิตใจ...
  
16:22  
 
16:28 ...เมื่อมันไม่สามารถตอบสนอง
ต่อการท้าทายได้อย่างเหมาะสม...
  
16:33  
 
16:37 ...มันพบว่าการสืบต่อที่มันมี...
 
16:41 ...ความมั่นคงปลอดภัยอยู่ในนั้น
ได้ถูกรบกวน
  
16:44 คุณตามทันไหม
 
16:46 ดูมัน
 
16:47 มันจะปรากฏชัดมาก
 
16:49 เมื่อคุณเข้าไปในเรื่องนี้
อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ...
  
16:55 ...มันก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ
 
16:58 ฉะนั้นเราถามว่า
สมองซึ่งคือสมองของคุณ...
  
17:03 ...คือสมองของมนุษย์ทั้งหมด...
 
17:10 ...ที่ได้วิวัฒนาการผ่านกาลเวลา
มาก่อนปฐมกาล...
  
17:16 ...เป็นสมองที่ถูกกำหนดไว้ด้วย
วัฒนธรรม ศาสนา...
  
17:20  
 
17:21  
 
17:26 ...ด้วยความกดดันต่างๆ
ทางเศรษฐกิจ และสังคม...
  
17:30 ...สมองนั้นมีการสืบต่อมาจากเวลา
อันไม่อาจนับได้จนถึงทุกวันนี้...
  
17:37 ...และในช่วงกาลเวลานั้น
สมองรู้สึกว่ามันปลอดภัย
  
17:44  
 
17:49 นี่คือสาเหตุที่ทำให้เรายอมรับจารีต
หรือสิ่งสืบทอดทั้งหลาย
  
17:56 เพราะในจารีตที่สืบทอดกันมานั้น
มีความปลอดภัยอยู่...
  
18:02  
 
18:06 ...ในการทำตามๆ กัน การลอกเลียน
แบบกันให้ความรู้สึกปลอดภัย...
  
18:11  
 
18:17 ...และยังมีความรู้สึกปลอดภัย
อยู่ในมายาอีกด้วย
  
18:20 เห็นได้ชัดว่า
พระเจ้าทั้งปวงของคุณนั้น
  
18:22 เป็นมายาที่สร้างขึ้นโดยความคิด
 
18:25  
 
18:30 ฉะนั้นไม่เพียงในการสืบต่อ
ที่ปรากฎชัดเท่านั้น...
  
18:36 ...ที่สมองเสาะหาความปลอดภัย...
 
18:43 ...มันยังหาความปลอดภัย
ในกิจต่างๆ ที่เป็นมายาลวง...
  
18:45  
 
18:50 ...ในชีวิตแต่ละวันของเราอีกด้วย
 
18:56  
 
19:02 ซึ่งความเชื่อหรือศรัทธานี้คือมายา
 
19:05  
 
19:13 ความเชื่อ ศรัทธา
ที่หาความจำเป็นไม่ได้...
  
19:17 ...แต่การมีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า
ในพระเยซูเจ้า ในพระกฤษณะ...
  
19:20 ...หรืออะไรก็ตามแต่
ที่คุณชอบเรียก...
  
19:27 ...ซึ่งในศรัทธานั้น ในความเชื่อนั้น
ในการอุทิศตนนั้น...
  
19:32 ...เรามีความรู้สึก
ว่าได้รับการปกป้องคุ้มครอง...
  
19:36 ...ดังสถิตย์อยู่ในอุทรแห่งพระเจ้า...
 
19:39  
 
19:41 ...ซึ่งนั่นเองคือมายาลวง
 
19:44  
 
19:51 ฉะนั้นขณะนี้เราจึงถามว่า
สมองสามารถที่จะค้นพบ...
  
19:59  
 
20:04 ...และสิ้นสุดการสืบต่อ
แห่งกาลเวลาได้ไหม...
  
20:09  
 
20:12 ...เพราะเรามักจะคิดว่าการสืบต่อ
อยู่ในกาลเวลาเป็นความก้าวหน้า...
  
20:16  
 
20:19 ...การเจริญรุดหน้า
เป็นวิวัฒนาการ...
  
20:22  
 
20:25 ...วิวัฒนาการที่ขึ้นอยู่กับ
การสืบต่อของความรู้
  
20:34 เราจึงกำลังท้าทายการคิดเช่นนั้น
 
20:40 ฉะนั้นเราต้องมาใคร่ครวญกันว่า
ความตายคืออะไร
  
20:44 คุณเข้าใจไหมครับ
 
20:53 แต่โปรดเถิด
อย่าได้ถูกกระตุ้นโดยผู้พูด...
  
21:02 ...เพราะหากคุณถูกกระตุ้นโดยผู้พูด
เมื่อคุณออกจากที่นี่ไป...
  
21:05 ...ผลจากการถูกกระตุ้นของคุณ
ก็จะจางหายไปด้วย
  
21:12 แต่หากคุณมีส่วนร่วม
อยู่ในการท้าทายนี้...
  
21:22 ...ร่วมเคลื่อนไปด้วยกันจริงๆ
แล้วละก็...
  
21:25 ...ความเข้าใจก็เป็นของคุณเอง
มันก็ยังคงอยู่ไม่คืนกลับ
  
21:27  
 
21:30 แต่ถ้าหากว่า
คุณกำลังถูกกระตุ้นอยู่...
  
21:34  
 
21:38 ...มันก็เหมือนการเสพยา การดื่มเหล้า
หรืออะไรก็ตามที่คุณมักใช้...
  
21:41 ...มันก็จะปลุกกระตุ้นอยู่เฉพาะ
ช่วงเวลานั้น แล้วก็จะสูญหายไป...
  
21:46 ฉะนั้นกรุณาอย่าให้ถูกกระตุ้น
โดยผู้พูด
  
21:55 ถ้าหากว่าคุณถูกกระตุ้นโดยผู้พูด
คุณก็จะพึ่งพิงขึ้นอยู่กับเขา...
  
21:59 ...เขาก็จะมีอำนาจ
เป็นผู้รู้อยู่เหนือคุณ...
  
22:01  
 
22:05 ...เป็นคุรุน้อยๆ ปีศาจร้ายของคุณ
แต่ผมไม่ใช่คุรุของคุณ...
  
22:10  
 
22:12 ...เพราะเรื่องนี้เรียกร้องให้คุณ
เป็นแสงสว่างแก่ตัวคุณเอง...
  
22:16 ...ไม่ใช่พึ่งพิงแสงสว่างจากผู้อื่น
 
22:23 ฉะนั้นเราต้องพิจารณา
ปัญหาเรื่องความตาย...
  
22:26 ...เพราะความตายคือส่วนหนึ่งของสมอง
 
22:30 ความตายหมายถึงการจบสิ้นลงทั้งหมด
 
22:33  
 
22:37 ใช่ไหมครับ
 
22:39 และการเสื่อมสลายของสมองเพราะว่า
ออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้อีก
  
22:42 หรืออะไรทำนองนั้น
 
22:46 ความตายหมายถึงการจบสิ้น...
 
22:51 ...จบสิ้นการสืบต่อของชีวิต...
 
22:55 ...ชีวิตในวิถีที่คุณดำเนินอยู่...
 
22:59  
 
23:03 ...ชีวิตของคุณและสิ่งที่ตรงกันข้าม
กับการมีชีวิตอยู่...
  
23:07 ...คือการจบสิ้นลง
 
23:11 ใช่ไหมครับ
 
23:23 ดังนั้นก่อนอื่นเราต้องตรวจสอบ
การสืบต่อ...
  
23:27 ...ของสิ่งที่เราเรียกว่า
การมีชีวิตอยู่...
  
23:32 ...และการจบสิ้นของมัน
ซึ่งเราเรียกว่า ความตาย
  
23:40 ในการที่จะตรวจสอบเรื่องนี้
ความกลัวไม่ว่าในลักษณะใด...
  
23:43  
 
23:47 ...ความคิดเห็นทำนองใดก็ตาม...
 
23:51 ...การตัดสิน การวัดประเมินค่า
หามีความหมายใดๆ ไม่
  
23:54 เราต้องตรวจสอบ
"สิ่งที่เป็นอยู่จริง"
  
24:00 "เป็นอยู่จริง" ในชีวิตคุณ
ชีวิตประจำวันของคุณ
  
24:03  
 
24:08 นี่คือความเป็นจริง
 
24:11 มนุษย์ตลอดยุคกาลสมัย
ติดจมอยู่ในการสืบต่อ...
  
24:15  
 
24:20 ...การสืบต่อแห่งชีวิต
ชีวิตที่เขาดำเนินไป...
  
24:23  
 
24:27 โดยวาดหวังว่าชีวิตหน้า
จะมีโอกาสที่ดีกว่า...
  
24:30 ...จะได้เกิดในพระราชวัง
หรือมีเงินทองมากกว่าชาตินี้...
  
24:33 ...เป็นคนสวยสดงดงามกว่านี้
หรืออะไรทำนองนี้
  
24:37  
 
24:42 แต่เรากำลังถามถึงอะไรบางอย่าง
ที่ชัดเจนยิ่ง...
  
24:46 ...ที่ไม่ใช่เพียงการสังเกต...
 
24:50 ...ไม่เพียงแต่ตรวจสอบ
สิ่งที่เราเรียกว่า การมีชีวิตอยู่...
  
24:56 ...ซึ่งคือสัมพันธภาพของเรา
ความทะเยอทะยาน ความโลภ...
  
24:58  
 
25:03 ...ความอยากได้อำนาจ สถานะภาพ
ความวิตกกังวล ความกลัว...
  
25:07 ...ความสุขเพลิดเพลิน ความทุกข์โศก
ความผูกพัน การปลีกตัว...
  
25:10 ...การต่อสู้ระหว่างสภาวะตรงกันข้าม
ความเป็นปฏิปักษ์กัน
  
25:16  
 
25:18 นั่นคือชีวิตของเรา...
 
25:22 ...รวมทั้งพระเจ้า
และความเชื่ออันงมงายทั้งหมดนั้น...
  
25:25 ...อีกทั้งอุดมคติ
ที่หวังว่าสักวันหนึ่ง...
  
25:27 ...เราทั้งหมดจะรักกันฉันท์พี่น้อง
 
25:32 นั่นคือชีวิตที่เป็นอยู่
ในแต่ละวันของเรา
  
25:39 และทั้งหมดนั้นมีการสืบต่อ
จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
  
25:44  
 
25:47 โปรดเฝ้ามองดูเถิด สิ่งที่เรา
กำลังทำอยู่นี้ เป็นอะไรที่พิเศษยิ่ง
  
25:55 แล้วความตายหมายความถึงอะไร...
 
25:59  
 
26:02 ...การมีชีวิตอยู่หมายถึงอะไร
 
26:06 เราทำให้ความตาย
เป็นสิ่งตรงข้ามกับชีวิต
  
26:12 ความกลัวจึงเกิดขึ้นในกระบวนการ
ที่เราเรียกว่าการมีชีวิตอยู่...
  
26:17 ...แล้วหลีกเลี่ยงหรือผลักไส
สิ่งที่เราเรียกว่า ความตาย...
  
26:30 ...ให้ออกไปให้ไกลที่สุด
เท่าที่จะไกลได้
  
26:38 นั่นคือการสืบต่อ
อยู่ในห้วงแห่งกาลเวลา...
  
26:39 ...สืบต่ออยู่ในความทุกข์ระทม
 
26:44 ...สืบต่ออยู่ในความกลัวของเรา...
 
26:48 ...เป็นการสืบต่อ
ความผูกพันของเราด้วย...
  
26:53 ...โปรดติดตามอย่างรอบคอบ
ระมัดระวังในสิ่งที่พูดทั้งหมดนี้...
  
26:57 ...เมื่อความผูกพันนั้นสั่นคลอน
ถูกทำให้พังทลายลง...
  
27:03 ...ก็จะสร้างการสืบต่ออื่น
ความผูกพันอื่นขึ้นมาอีก
  
27:10 การสืบต่อหมายถึงกาลเวลา
 
27:14 ใช่ไหมครับ
 
27:17 กาลเวลาคือการเคลื่อนไหวของความคิด
 
27:24 กาลเวลาหมายถึงการเคลื่อนออกไป
 
27:28 จากตรงนี้ไปยังตรงโน้น
ต้องใช้เวลา...
  
27:33  
 
27:35 ...หรือในด้านจิตใจ
จากสภาพซึ่งไม่งดงาม...
  
27:39 ...แล้วจะไปยังสภาพซึ่งงดงาม
ต้องใช้เวลา
  
27:43 กระแสของการสืบต่อคือกาลเวลา
และการเคลื่อนไหวนี้คือความคิด
  
27:50  
 
27:53 ถูกต้องไหม
 
27:57 และนั่นคือชีวิตของเรา
 
28:01 ชีวิตของคุณจริงๆ ไม่ใช่ชีวิตใน
อุดมคติ ไม่ใช่ชีวิตบนสรวงสวรรค์...
  
28:05 ...ไม่ใช่ชีวิตในโมกษะ
ไม่ใช่ชีวิตที่เป็นอิสระ...
  
28:08  
 
28:12 ...หรือไม่ใช่ชีวิตที่อยู่ในอุดมคติ
แห่งความไม่รุนแรง...
  
28:14 ...หรือไม่ใช่ชีวิตอื่นๆ ทั้งหมด
ที่ความคิดมันสร้างขึ้น...
  
28:16 ...เพื่อจะหลีกหนีไปจากชีวิต
ที่เป็นอยู่จริงๆ ทุกเมื่อเชื่อวัน...
  
28:21 ...เราหนีจากความเป็นจริงของชีวิต
 
28:24  
 
28:31 เราจึงถามว่า
การมีชีวิตอยู่เช่นนั้น...
  
28:34  
 
28:37 ...ด้วยความสับสนทั้งหมดที่มันมี
ทั้งหมดนั้นจะจบสิ้นยุติลงได้ไหม...
  
28:44 ...เพื่อที่จะค้นหาว่าความตายคืออะไร
 
28:52 คุณเข้าใจแล้วหรือยัง
 
28:55 คุณเข้าใจแล้วหรือยัง
 
28:57 ผมจะค่อยๆ เผยให้คุณเห็น
 
28:58 เราจะเคลื่อนไปช้าๆ
 
29:07 เราผูกพันอยู่กับบ้าน
ยึดติดกับบุคคล...
  
29:12 ...กับความเชื่อ กับข้อสรุป
กับแนวคิด...
  
29:16 ...ยึดมั่นอยู่ในอุดมคติ
หรืออื่นๆ
  
29:22 เรายึดติด
 
29:29 ด้วยการวิเคราะห์จะเห็นว่า
คุณผูกพันยึดติด...
  
29:32 ...เพราะภายในของคุณนั้น
อ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน...
  
29:39 ...เมื่อรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย
คุณต้องการอะไรบางอย่าง...
  
29:42 ...เพื่อเป็นหนทางหนี
จากความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้น
  
29:48 สภาวะเช่นนี้เรียกว่า
ความเปลี่ยวเหงา
  
29:51 คุณต้องเคยประสบความรู้สึกนี้มาแล้ว
คุณต้องรู้จักมันมาแล้ว...
  
29:54 ...อย่างน้อยที่สุด
หากว่าคุณได้สังเกตสักนิด
  
29:58 จากนั้นคุณก็ผูกพันยึดติด
อยู่กับอะไรบางอย่าง
  
30:02 ...โดยทั่วๆ ไปมักเป็นบุคคล
อุดมคติ หรือประสบการณ์ที่ผ่านมา
  
30:09 ทีนี้ความผูกพัน
หมายถึงการสืบต่อไม่ใช่หรือ
  
30:15 คำๆ นี้ หมายถึงช่วงเวลา
 
30:20 เมื่อคุณใช้คำว่า "ความสัมพันธ์"...
 
30:24  
 
30:27 ...ความสัมพันธ์ฉันท์ภรรยาหรือสามี...
 
30:30 ...ในการพึ่งพิงกันนั้น
ความผูกพันนั้น...
  
30:35 ...หมายถึงกาลเวลา ช่วงแห่งเวลา
 
30:40 คุณตามทันไหม
 
30:45 รู้สึกว่ายากขึ้นไหม
 
30:50 โดยคำพูดคุณอาจจะตามทัน
 
30:54 แต่คำพูดหาใช่สิ่งนั้นไม่
 
30:57  
 
31:00  
 
31:02 คำอธิบายไม่ใช่สิ่งที่เราอธิบายถึง
 
31:08 โปรดระลึกไว้ตลอดเวลาว่า
ถ้อยคำหาใช่สิ่งนั้นไม่...
  
31:11  
 
31:15 ...หากคุณติดอยู่ในถ้อยคำ
คุณก็จะพลาดจากของจริง
  
31:18  
 
31:21 และนั่นคือสิ่งที่คุณเคยเป็นมาแล้ว
 
31:25 ความคิดมันสนุกกับการถูกกระตุ้น
ด้วยถ้อยคำ...
  
31:27  
 
31:34 ...แล้วติดพันอยู่กับการกระตุ้นนั้น
 
31:36 ...และด้วยปัญญาทางความคิด...
 
31:40 ...คุณได้สร้างความโกลาหล
วุ่นวายขึ้นในโลก
  
31:49 ปัญญาขบคิดด้วยเหตุผลทางสมอง
เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียว...
  
31:53 ...ไม่เป็นทั้งหมด
 
31:57 เมื่อส่วนเสี้ยวมีอิทธิพลชี้นำ
การแบ่งแยกก็ต้องเกิดขึ้น...
  
32:00 ...ความทารุณโหดร้าย ความรุนแรง
ต้องเกิดขึ้นตามมา
  
32:05 นั่นคือสิ่งที่ปัญญาทางความคิด
ทางสมองได้กระทำต่อโลก
  
32:08 ความคิดได้สร้างชาวฮินดู
ชาวพุทธ...
  
32:14 ...ชาวคริสต์ มุสลิม
ยิวและอาหรับขึ้น...
  
32:17 ...แล้วแต่ละก๊ก ต่างก็พยายาม
จ่อคอหอยกันและกัน
  
32:20  
 
32:26 เพราะเหตุว่าเราให้ความสำคัญ
อย่างใหญ่หลวงต่อปัญญาทางความคิด...
  
32:31 ...มันถึงได้สร้างความทุกข์
ระทมอย่างสาหัสขึ้นในโลก
  
32:35 ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่า เราทุกคน
จะต้องกลายเป็นคนโง่ ทึ่มทื่อ
  
32:39 ในทางกลับกัน
เรากำลังชี้ให้เห็นว่า...
  
32:43 ...เมื่อปัญญาทางความคิด
ซึ่งเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียว...
  
32:45 ...มีอิทธิพลชี้นำเหนืออื่นใด...
 
32:52 ...ความเสื่อมถอย การตกต่ำ
ย่อมต้องเกิดขึ้น...
  
32:59 ...และนั่นคือสิ่งที่กำลังเป็นไปในโลก
 
33:02 ทีนี้เราบ่งบอกว่า ความผูกพัน...
 
33:05 ...โดยนัยคำนี้หมายถึง
ความรู้สึกมั่นคงถาวร...
  
33:13 ...ความรู้สึกต่อเนื่อง
มีนัยที่บอกถึงช่วงแห่งเวลา...
  
33:16  
 
33:26 ...และในกาลเวลานั้น
ในช่วงเวลานั้น...
  
33:31 ...เราคาดหวังว่าจะมี
ความเป็นเพื่อนกันตลอดไป...
  
33:37 ...เรารู้สึกเต็มเปี่ยม
รู้สึกปลอดภัย
  
33:40 ใช่ไหมครับ
 
33:43 แต่ความตายมาบอกคุณว่า
"จบมันเสีย"
  
33:47 นั่นคือความหมายของการตาย...
 
33:52 ...จบความผูกพันของคุณ
ลงอย่างสิ้นเชิง...
  
33:55 ...เพราะในที่สุดแล้ว
นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ...
  
33:59 ...เมื่อคุณหมดลมหายใจ
 
34:02 เมื่อคุณกำลังจะละทิ้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
  
34:07 มันช่างคล้ายกับที่ผู้ที่ร่ำรวย
พรั่งพร้อมมักพูดว่า...
  
34:10 "อย่างน้อยที่สุด ฉันก็จะครอบครอง
มันไว้จนกระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้าย"
  
34:14 ใช่ไหม
 
34:16 ฉะนั้นขอได้โปรดเฝ้าดูทั้งหมดนี้
 
34:20 คุณสามารถที่จะรู้ถึงนัย
และผลที่ตามมาของความผูกพันไหม...
  
34:24  
 
34:28 ...ความผูกพันที่มีต่อบ้านช่อง
ทรัพย์ศฤงคาร ต่อภรรยาของคุณ...
  
34:30  
 
34:33 ...ต่อความเชื่อ แนวความคิด
ข้อสรุปรวบยอด...
  
34:35 ...ต่อความคิดเห็น
และต่อพระเจ้าของคุณ
  
34:39 คุณสามารถที่จะมองเห็นได้ไหมว่า
นัยของมันคือความกลัว...
  
34:46 ...ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล
คุณอาจจะสับสนหรืออื่นๆ
  
34:49 คุณสามารถที่จะฟังในขณะนี้ได้ไหม
 
34:53 แล้วยุติความผูกพันของคุณ
เสียอย่างสิ้นเชิง
  
35:05 เอาละทีนี้คุณไม่ส่ายหัวอีกแล้ว
 
35:12 นั่นคือบททดสอบ
ที่คุณไม่เต็มใจที่จะทดลองมัน
  
35:16  
 
35:21 เมื่อสมองมีการสืบต่อ
มันจะกลายเป็นเสมือนเครื่องจักร...
  
35:24  
 
35:29  
 
35:34 ...และความคิดทั้งหมด
ก็จะเป็นกลไกอัตโนมัติ
  
35:39 ความคิดใหม่จะไม่มี เพราะว่า
ความคิดทั้งหมดเกิดจากความจำ...
  
35:43  
 
35:46 ...ซึ่งมาจากการตอบสนองของความรู้
ของประสบการณ์ และอื่นๆ
  
35:53 ฉะนั้นจึงไม่มีความคิดที่ใหม่
 
35:58 ฉะนั้นความตายหมายถึง
การจบสิ้นความผูกพัน
  
36:15 เมื่อมีการจบสิ้นเท่านั้น
การเริ่มต้นใหม่จึงจะเกิดขึ้น
  
36:20 คุณเข้าใจไหม
 
36:22 นี่เป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก
อย่าเพียงเล่นสนุกอยู่กับคำพูด
  
36:30 เพราะว่าในขณะที่มีการจบสิ้น
จะมีสิ่งใหม่บางอย่างเกิดขึ้น
  
36:37 แต่ถ้าหากมีการสืบต่อ
ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
  
36:41 ...ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้
 
36:50 การจบสิ้นนี้สำคัญมากทีเดียว...
 
36:52 ...เพราะจากนี้เท่านั้นที่สมองสามารถ
จะค้นพบกระแสที่มีคุณสมบัติ...
  
37:00  
 
37:05 ...เป็นอิสระจากอดีตโดยธรรมชาติ
ได้ด้วยตัวมันเอง
  
37:11  
 
37:14 ผมสงสัยว่าผมอธิบาย
ได้ครบถ้วนบริบูรณ์หรือไม่
  
37:21 ครบถ้วนหรือไม่ครับ
 
37:22 คุณตามทันไหม
 
37:24 เราสื่อถึงกันได้สักนิดไหม
 
37:28 ความตายหมายถึงการจบสิ้น...
 
37:32 ...ไม่เพียงแต่ทางร่างกายเท่านั้น...
 
37:34 ...แต่เป็นการจบสิ้น
ของทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง...
  
37:38 ...ที่มนุษย์ได้สั่งสมไว้ด้วย
 
37:44 หากมันไม่จบสิ้น ปัญหาทั้งมวลก็คือ
อะไรเล่าจะเกิดขึ้นต่อจิตใจ...
  
37:48  
 
37:51 ...ต่อกระแสทั้งหมดของจิตสำนึก
ซึ่งไม่ใช่เป็นของคุณหรือของผม
  
37:56  
 
37:59 ...แต่เป็นจิตสำนึกของมนุษย์
อะไรจะเกิดขึ้นกับจิตสำนึกนั้น
  
38:02  
 
38:04 คุณเข้าใจคำถามของผมไหม
 
38:09 คุณไม่เข้าใจหรือครับ
 
38:13 คุณเห็นไหมต้องอธิบายกันทุกอย่าง
แม้เรื่องเล็กๆ น้อยๆ
  
38:15  
 
38:26 เพราะคุณจับสาระไม่ได้ในทันที...
 
38:31 ...คุณรู้ไหมครับ ชีวิตทุกวี่วัน
ของคุณ ดั่งแม่น้ำอันกว้างใหญ่...
  
38:39 ...ลองมองดูซิครับ...
 
38:40 ...การดำรงอยู่ทั้งหมด
ของมวลมนุษย์...
  
38:47 ...เหมือนแม่น้ำอันกว้างใหญ่
ไพศาลนั้น...
  
38:53 ...ซึ่งภายในกระแสนั้นมีความยุ่งยาก
สลับซับซ้อนทั้งหมด...
  
38:59 ... มีปัญหา มีความเจ็บปวดรวดร้าว
ความทุกข์โศก กระวนกระวายใจ...
  
39:05 ...ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างคือแม่น้ำนั้น
ซึ่งเราเป็นส่วนหนึ่ง
  
39:09 เมื่อส่วนหนึ่งนั้นตายลง
กระแสน้ำก็ยังคงไหลต่อไป
  
39:11  
 
39:17 การปรากฏแห่งกระแสน้ำนั้นคือ คุณ...
 
39:22 ...ด้วยชื่อของคุณ
คุณสมบัติของคุณและอื่นๆ...
  
39:24 ...แต่คุณก็ยังคงเป็นส่วนของกระแสน้ำนี้
 
39:30 ตามทันไหมครับ
 
39:34 คุณคือส่วนหนึ่งของกระแสน้ำ
 
39:36 แล้วเรากำลังพูดถึงการจบสิ้น
ของกระแสที่หลั่งไหลนั้น...
  
39:40  
 
39:44  
 
39:48 ...เคลื่อนออกไปจากกระแสให้หมดสิ้น...
 
39:54 ...อย่าได้เป็นส่วนหนึ่ง
ของกระแสนั้นอยู่อีกเลย...
  
40:00 ...เพราะกระแสนั้นคือ
ความขัดแย้ง ความสับสน...
  
40:06 ...ความเจ็บปวด ความยึดมั่นพันผูก
การปลีกแยกตัว...
  
40:09 ...คุณตามทันไหม
การต่อสู้ดิ้นรนที่ยังเป็นไป
  
40:17 ฉะนั้นเราจึงบอกว่า
ในขณะที่คุณมีชีวิตอยู่...
  
40:18 ...ยังมีสำนึกรู้ตัวอยู่
ยังเป็นๆ อยู่นี่แหละ...
  
40:22 ...ชีวิตที่เต็มไปด้วยความยุ่งยาก
วุ่นวายของคุณ...
  
40:24 ...กิจกรรมของคุณ
ทั้งหมดนั้น...
  
40:28 ...ดูว่าจะเกิดการจบสิ้นของอะไร
บางอย่างด้วยความเต็มอกเต็มใจได้ไหม..
  
40:34 ...ไม่ใช่ด้วยเจตนาให้จบลง
การจบสิ้นลงของความผูกพัน...
  
40:37 ...ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง
โดยปราศจากแรงบังคับ...
  
40:41 ...เป็นการเริ่มต้นของอะไรบางอย่าง
ซึ่งใหม่หมดอย่างสิ้นเชิง
  
40:46 คุณเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ
 
40:50 ด้วยเหตุที่ "ฉัน"
"ตัวฉัน" คือการสืบต่อ
  
40:57 "ฉัน" ไม่ได้เป็นเพียงพันธุกรรม
ที่สืบทอดมาเป็นล้านๆ ปี...
  
41:02 ...จากหลายชั่วคน รุ่นแล้วรุ่นเล่า
เท่านั้น มันเป็นการสืบต่อ...
  
41:05  
 
41:08 ...และอะไรก็ตามที่ต่อเนื่อง
จะเป็นกลไกอัตโนมัติ...
  
41:13 ...ในนั้นไม่มีอะไรใหม่
 
41:18 ถูกต้องไหมครับ
 
41:21 คุณเข้าใจไหม มันเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่ง
ถ้าหากคุณเข้าถึงในเรื่องนี้
  
41:27 ถึงตรงนี้ยังมีประเด็นอื่น
เรื่องอื่นอีก
  
41:32 ขอให้ฟังอย่างเงียบๆ...
 
41:36  
 
41:39 ...อย่าเพิ่งเห็นด้วย ขอเพียงฟัง
ตราบใดที่สมองยังบันทึกจดจำอยู่
  
41:44 ใช่ไหมครับ
 
41:47 คุณตามทันไหมครับ
 
41:49 ตราบใดที่ผมยังคงบันทึกบาดแผล
ทางใจ บันทึกความเจ็บปวดเอาไว้...
  
41:53  
 
41:58 ...ซึ่งสมองกำลังบันทึก
สิ่งทั้งหมดนี้...
  
42:01 ...การบันทึกเช่นนั้น
ให้ความรู้สึกคงอยู่สืบเนื่องไป
  
42:06 มันทำให้เกิดความคิดว่า
"ฉันกำลังสืบต่ออยู่"...
  
42:13  
 
42:17 ...การสืบต่อเช่นนั้น เราทึกทักกันว่า
เป็นความก้าวหน้า...
  
42:24 ...เป็นการที่ "ตัวฉัน" ลดลง
ค่อยๆ จบลง
  
42:27 คุณตามทันไหมครับ
 
42:31 แต่ตราบใดที่สมองยังคงบันทึก
เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์
  
42:37 มันก็เป็นกลไกอัตโนมัติ
 
42:40  
 
42:48 ในขณะที่คุณถูกเหยียดหยามหรือยกย่อง
สมองก็กำลังบันทึกไว้เช่นกัน
  
42:56 และมันบันทึกอย่างนี้
มาเป็นล้านๆ ปีแล้ว
  
43:00  
 
43:02 คุณตามทันไหมครับ
 
43:04 นั่นคืออิทธิพล คือเงื่อนไข
ที่กำหนดเราอยู่
  
43:06  
 
43:12 นั่นคือกระบวนการทั้งหมด
ที่เกี่ยวกับความก้าวหน้าของเรา
  
43:16 แต่ขณะนี้เราถามคำถามว่า...
 
43:18 ...เป็นไปได้ไหม
ขอได้โปรดฟังคำถามก่อน...
  
43:21 ...เป็นไปได้ไหมที่จะไม่บันทึก...
 
43:25 ...ยกเว้นสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น...
 
43:31 ...นอกเหนือจากนั้นไม่บันทึกอะไรเลย
 
43:36 คุณเข้าใจตรงนี้ไหม
 
43:38 มันคงยากไป
 
43:46 เหตุใดเราจึงต้องบันทึก
เมื่อคุณเจ็บปวด
  
43:51 เหตุใดคุณจึงบันทึก เมื่อมีใครดูถูก
ดูหมิ่น หรือยกย่องชมเชยเรา
  
43:52 ใช่ไหมครับ
 
43:59 ผมถามว่าเพราะเหตุใด
 
44:06 เมื่อคุณบันทึก เมื่อสมองบันทึก...
 
44:10  
 
44:13 ...สิ่งที่บันทึกไว้มันจะปิดกั้น...
 
44:18 ...ไม่ให้คุณสังเกตผู้อื่น
ที่เหยียดหยามเรา
  
44:25 ฉะนั้นเมื่อคุณสังเกตบุคคลที่ดูถูก
ดูหมิ่นคุณ หรือยกย่องชมเชยคุณ...
  
44:30 ...ด้วยจิตที่บันทึกข้อมูลไว้แล้ว...
 
44:34 ...คุณจึงไม่อาจมองเห็นเขา
ตามความเป็นจริงได้เลย
  
44:38 คุณตามทันไหมครับ
 
44:39 คุณตามสิ่งที่ผมกำลังพูดทันไหม
 
44:42 ได้โปรดเถอะครับ
 
44:52 สมองคุณบันทึกอีกแล้ว
 
44:57 การบันทึกเป็นการสืบต่อ...
 
45:01 ...และในการสืบต่อนั้น
มีความรู้สึกปลอดภัย
  
45:05 มันบอกว่า
ฉันเคยถูกทำให้เจ็บปวด...
  
45:07 ...ฉะนั้นฉันต้องจดจำเอาไว้
บันทึกไว้...
  
45:10 ...เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้อง
เจ็บปวดอีกทั้งกายและใจ
  
45:13  
 
45:16 ใช่ไหมครับ
 
45:18 ในทางกายภาพแล้ว
มันจำเป็นที่จะต้องบันทึก
  
45:22 แต่ในด้านจิตใจแล้วมันจำเป็นหรือ
 
45:26 คุณเข้าใจคำถามของผมไหม
 
45:36 เราเคยถูกทำให้เจ็บปวดมาแล้ว
 
45:39 เราเคยถูกทำให้เจ็บปวด...
 
45:44 ...เพราะความเจ็บปวด
เป็นการเคลื่อนไหวของกาลเวลา...
  
45:49 ...ซึ่งคือมโนภาพที่คุณสร้างสมไว้
เกี่ยวกับตัวคุณเอง...
  
45:52 ...เมื่อภาพลักษณ์นั้นโดนทิ่มแทง
คุณก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
  
45:59  
 
46:00 แต่ตราบใดที่คุณยังมีภาพลักษณ์นั้น
คุณก็จะถูกทำให้เจ็บปวดอยู่เสมอ
  
46:08 ฉะนั้นเป็นไปได้ไหม
ที่จะไม่มีภาพลักษณ์
  
46:14 นั่นคือไม่มีการบันทึกจดจำไว้
 
46:16 คุณตามทั้งหมดนี้ทันไหม
 
46:20 ขอให้ฟังด้วยความใส่ใจ...
 
46:22 ...เรากำลังปูพื้นฐานความเข้าใจ
เพื่อที่จะค้นหาว่าสมาธิคืออะไร
  
46:32  
 
46:38 เหตุว่าถ้าหากคุณยังมีความกลัว
ไม่ว่าคุณจะทำอย่างไรก็ตาม...
  
46:42 ...สมาธิจะไม่เกิดขึ้น
 
46:47 ถ้าหากคุณเป็นคนชาตินิยม
หากคุณเป็นคนทะเยอทะยาน โลภมาก...
  
46:50 ...หากคุณเป็นนั่นเป็นนี่...
 
46:52 ...หรือแม้คุณจะยืนบนนิ้วหัวแม่เท้า
ของคุณได้ตลอดชีวิต...
  
46:57 ...คุณก็จะไม่เคยรู้เลยว่า
สมาธิเป็นอย่างไร
  
47:01 นั่นคือเหตุที่เราต้องอธิบาย
กันอย่างละเอียดถี่ถ้วน...
  
47:03 ...ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น
ของการพูดนี้ทีเดียว...
  
47:06 ...ว่าการทำความเข้าใจตัวเราเอง
เป็นส่วนหนึ่งของสมาธิที่ว่านี้...
  
47:11  
 
47:15 ...การทำความเข้าใจความทุกข์โศก
ความเจ็บปวดรวดร้าว ความกลัว...
  
47:19  
 
47:23 ...ความวิตกกังวล กระวนกระวายใจ
ก็เพื่อที่จิตใจของคุณ...
  
47:25 ...จิตสำนึกของคุณซึ่งคือเนื้อหา
สาระภายในจะถูกชำระล้างไปสิ้น
  
47:28  
 
47:35 เราจึงถามว่า
เป็นไปได้หรือไม่...
  
47:40 ...ที่จะไม่บันทึกจดจำเรื่องใดๆ
ทางจิตใจ...
  
47:45 ...แต่บันทึกเฉพาะสิ่งที่
นอกจากจะจำเป็นแล้ว...
  
47:50 ...ยังสำคัญและเกี่ยวข้องกันด้วย
 
47:56 เพราะเมื่อระเบียบได้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อมีระเบียบในชีวิตเรา...
  
47:59  
 
48:04 ...ซึ่งเราได้ใคร่ครวญกันอย่างถี่ถ้วน
แล้วเมื่อวันก่อนว่า...
  
48:08 ...เมื่อมีระเบียบ ย่อมมีอิสรภาพ
 
48:12 จิตที่ไร้ระเบียบเท่านั้น
ที่แสวงหาอิสรภาพ
  
48:19 เมื่อมีระเบียบถ้วนทั่วทั้งหมด
ระเบียบนั้นนั่นเองคืออิสรภาพ
  
48:22  
 
48:30 เรากล่าวว่ามันเป็นไปได้...
 
48:35  
 
48:38 ...ที่จะบันทึกเฉพาะความรู้เพื่อการ
ทำหน้าที่ เพื่อประโยชน์ใช้สอย
  
48:41  
 
48:47 โปรดฟังทางนี้
และทำงานร่วมไปกับผม
  
48:53 บันทึกจดจำความรู้
ที่สำคัญ ที่จำเป็น...
  
48:59 ...เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่
อย่างเป็นระเบียบ...
  
49:05 ...ในความหมายปรกติธรรมดา
เช่น การไปทำงานในสำนักงาน...
  
49:08  
 
49:12 ...การขับขี่รถยนต์ จดจำสามี
หรือภรรยาของคุณได้...
  
49:16 ...จำชื่อของคุณหรือสิ่งอื่นๆ
ที่จำเป็นได้...
  
49:20 ...บันทึกความรู้ที่เกี่ยวข้อง
และจำเป็น
  
49:27 แล้วทีนี้เรากำลังพูดว่า เรื่องภายใน
จิตใจไม่มีความจำเป็นหรือ...
  
49:29  
 
49:33 ...หรือไม่มีอะไรเป็นเหตุปัจจัย
ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องบันทึกจดจำไว้
  
49:36  
 
49:41 อย่างนี้เป็นไปได้ไหมครับ
 
49:43 คุณเข้าใจไหมครับ
 
49:49 โดยปัญญาทางความคิด
ด้วยการคิดตามด้วยเหตุด้วยผล...
  
49:58 ...คุณอาจจะเห็นคล้อยด้วย
หรือเห็นในระดับถ้อยคำ...
  
50:00 ...แต่การที่สภาวะนั้นจะเกิดขึ้น...
 
50:04 ...หรือการจะประสบพบ
สิ่งนี้จริงๆ ในชีวิต...
  
50:07 ...เป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปทีเดียว
 
50:12 ผมขอค้นเข้าไปในเรื่องนี้...
 
50:19 ...เพราะผมมีหลายเรื่องเหลือเกิน
ที่คาดว่าจะพูด
  
50:23 ทำให้ผมคิดว่า ผมอยากมีโอกาส
ที่จะพูดกับคุณทุกๆ วัน...
  
50:25 ...แต่ผมทำเช่นนั้นไม่ได้
 
50:27 และบางทีคุณอาจจะขอว่า
อย่าให้ผมทำเช่นนั้นได้
  
50:40 ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องนี้
ได้อย่างลุ่มลึก...
  
50:47 ...คุณต้องเข้าใจธรรมชาติ
ของจิตสำนึกของคุณเสียก่อน
  
50:54 ผมขออภัยด้วย
หากผมทำให้ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยาก
  
51:00 มันไม่ยากเลย
จิตสำนึกของคุณคืออะไร
  
51:03 คุณเคยถามตนเองบ้างไหม
 
51:10 จิตสำนึกของคุณก็คือ
เนื้อหาสาระของมัน
  
51:15 ถูกต้องไหมครับ
 
51:16 หากปราศจากเนื้อหาสาระ
จิตสำนึกก็หาได้มีไม่
  
51:20 ถูกต้องไหม
 
51:22 คุณมองเห็นที่พูดไหมครับ
 
51:24 ได้โปรดเถอะครับ
ช่วยค้นไปกับผมด้วย
  
51:28 ใช่ไหมครับ
 
51:30 ฉะนั้นเนื้อหาสาระนั้น
ประกอบกันขึ้นเป็นจิตสำนึกของเรา
  
51:36 เนื้อหานั้นคือจารีตของเรา
ความวิตกกังวลของเรา...
  
51:39 ...ชื่อเสียงตำแหน่งของเรา
เนื้อหาคือสิ่งเหล่านั้น
  
51:41 คุณตามสิ่งที่ผมพูดทันไหมครับ
 
51:43 และนั่นคือจิตสำนึกของเรา
 
51:45  
 
51:48 แล้วความคิดก็รู้สึกไม่พอใจ
กับจิตสำนึกนี้...
  
51:52 ...มันจึงบอกว่าจะต้องมีจิตสำนึก
ที่เหนือกว่า ที่สูงกว่านี้
  
51:57  
 
51:59 แต่การเคลื่อน
จากที่ต่ำไปสู่ที่สูงกว่า...
  
52:02 ...ก็ยังคงเป็นกระแสความคิด
เท่านั้นเอง
  
52:05 ความคิดคือกระบวนการทางวัตถุ
 
52:08 ดังนั้นมันจึงยังคงเป็นส่วนหนึ่ง
ของจิตสำนึกนี้
  
52:11 ไม่ทราบว่าคุณเข้าใจหรือเปล่าครับ
 
52:14 คุณเข้าใจไหม
 
52:18 คุณเข้าใจแล้วหรือยังครับ
 
52:20 มันเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกนี้...
 
52:23 ...จิตสำนึกแห่งจักรวาล
จิตสำนึกอันสูงสุด
  
52:25  
 
52:28 แต่มันก็ยังอยู่ในพื้นภูมิ
ของจิตสำนึกนี้แหละ...
  
52:33 ...ซึ่งมีการสืบต่อของมัน
และการสืบต่อคือเนื้อหาของมัน
  
52:36  
 
52:40 ถูกต้องไหม
 
52:42 มองให้เห็นแม้ในระดับถ้อยคำ
หรือด้วยปัญญาความคิด นั่นก็ดีพอแล้ว
  
52:46  
 
52:51 จิตสำนึกนี้มีการสืบต่อของมัน...
 
52:59 ...เช่น ความผูกพัน
และสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดนั้น
  
53:05 ฉะนั้นเราถามว่าจิตสำนึกนี้
พร้อมด้วยเนื้อหาทั้งหมดของมัน...
  
53:07  
 
53:11  
 
53:14 ...ซึ่งเป็นส่วนประกอบของสมอง
เป็นองค์ประกอบของจิต...
  
53:16  
 
53:18 ...จิตคือสมองและทั้งหมดนั้น...
 
53:22 ...จิตเป็นส่วนประกอบของจิตสำนึก...
 
53:26 จิตสำนึกทั้งหมดนี้จะสามารถตระหนักรู้
ถึงเนื้อหาของมันเองได้ไหม...
  
53:29 ...ตระหนักรู้ช่วงเวลาของมัน...
 
53:33  
 
53:37 ...แล้วเรียนรู้ถึงส่วนหนึ่ง
ของจิตสำนึก...
  
53:42 ...อย่างเช่น เรื่องความผูกพัน
และให้มันจบลงไปเอง
  
53:46  
 
53:50 นั่นหมายถึงคุณทำลาย
กระบวนการสืบต่อ
  
53:53 ผมสงสัยว่าคุณตามทันไหม
 
54:01 ซึ่งนั่นหมายถึง เรากำลังถามว่า
เป็นไปได้ไหม...
  
54:05  
 
54:08 ...ที่จะบันทึกเฉพาะสิ่งจำเป็น
เฉพาะเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
  
54:12 คุณเข้าถึงความงดงาม
ของคำถามนั้นไหม...
  
54:14 ...นัยของคำถามนั้น
ความลึกล้ำของคำถามนั้น
  
54:21 ผมบอกว่ามันเป็นไปได้
 
54:24 ผมจะอธิบายให้ฟัง
แต่คำอธิบายไม่ใช่ความเป็นจริง
  
54:27  
 
54:32 ขออย่าได้ติดอยู่กับคำอธิบาย
 
54:36 แต่โดยผ่านการอธิบาย
มาสู่ความเป็นจริง
  
54:39 มิฉะนั้นแล้ว
คำอธิบายจะไม่มีค่าอะไรเลย
  
54:45 นักวิจารณ์ให้คำอธิบาย
แต่เขาไม่เคยมาถึงความจริง
  
54:49  
 
54:52 ใช่ไหมครับ
 
54:55 อะไรก็ตามที่มีการสืบต่อ
มันคือกระบวนการของกาลเวลา...
  
55:05  
 
55:09  
 
55:12 ...เป็นการเคลื่อนไหวของความคิด
...
  
55:15 ...เป็นการเคลื่อนไหว
ของความรู้จากอดีต...
  
55:17 ...ที่คิดปรับเปลี่ยนตัวมันเอง
ในปัจจุบันแล้วเคลื่อนต่อไป
  
55:25 นั่นคือกระบวนการทั้งหมด
ของการบันทึกจดจำ
  
55:29 ใช่ไหมครับ
 
55:30 คุณตามทันนะครับ
 
55:31 กระบวนการบันทึกทั้งหมดของสมอง...
 
55:35 ...มิฉะนั้นเราจะไม่มีความรู้อะไรเลย
 
55:38 นั่นคือกระบวนการทั้งหมด
แล้วเราบอกว่า...
  
55:40  
 
55:42 ...กระบวนการเช่นนั้นเข้าไปครอบครอง
พื้นที่เรื่องจิตใจด้วย
  
55:49 ถูกต้องไหมครับ
 
55:53 เพราะเราเห็นว่า
ความรู้เป็นสิ่งที่จำเป็น...
  
55:59 มิฉะนั้นเราก็ทำหน้าที่ไม่ได้
ผมไม่สามารถจะพูดได้...
  
56:02 ...ผมจะไม่พูดเกี่ยวกับการพูด
นั่นเป็นเรื่องที่ต่างออกไป...
  
56:05 ...เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ถ้าคุณจะค้นเข้าไปในเรื่องนี้
  
56:09 ...แต่ผมจะไม่พูดถึงมันขณะนี้
 
56:17 ผมพูดว่าอะไรแล้วนะครับ
 
56:22 Questioner: ความรู้มีความจำเป็น
ต่อการทำงาน
  
56:32 Krishnamurti: เราพูดว่าความรู้
เป็นการสืบต่อ...
  
56:40  
 
56:42 ...และสมองได้ค้นพบความปลอดภัย
ในการสืบต่อนั้น...
  
56:46 ...ฉะนั้นมันจึงต้องบันทึก
 
56:49 ใช่ไหมครับ
 
56:54 แต่ความรู้มีขอบเขตอันจำกัดเสมอ
 
57:01 ความรู้ซึ่งมีอำนาจที่ไร้ขีดจำกัดนั้น
หามีอยู่ไม่
  
57:07 เมื่อสมองได้ค้นพบความมั่นคง
ปลอดภัยในกระแสแห่งความรู้...
  
57:11  
 
57:15 ...ยึดติดอยู่กับมัน
แล้วแปลความหมายทุกเหตุการณ์...
  
57:18 ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ไปตามความรู้หรือตามอดีตนั้น
  
57:26 ฉะนั้นอดีตจึงมีความสำคัญ
อย่างมหาศาลต่อสมอง...
  
57:31 ...เพราะสมองนั้นเองคืออดีตกาล
 
57:41 จากนั้นความคิดของเรา...
 
57:44 ...ก็จะบอกอย่างที่เราได้อธิบายมาแล้ว
อย่างมีเหตุมีผล...
  
57:46 ...ซึ่งเป็นการอธิบายด้วยถ้อยคำ
ที่มาจากการขบคิดด้วยสมอง...
  
57:49  
 
57:52 ...ความคิดบอกว่าฉันมองเห็นชัดเจน...
 
57:54 ...ว่าไม่มีอะไรใหม่
ในสิ่งที่มีการสืบต่อ...
  
57:59 ...ไม่มีกลิ่นหอมใหม่ๆ...
 
58:04 ...ไม่มีสวรรค์วิมานใหม่
ไม่มีโลกใหม่...
  
58:10 ...เมื่อเห็นดังนั้นความคิดถามว่า
จะมีการจบสิ้นลงของการสืบต่อไหม...
  
58:13  
 
58:17 ...จบโดยที่ไม่นำมาซึ่ง
อันตรายต่อสมอง...
  
58:20 ...คุณตามทันไหม เพราะเมื่อปราศจาก
การสืบต่อสมองจะรู้สึกหลงทาง
  
58:22  
 
58:30 มันจึงพูดกับตัวเองว่า
ถ้าหากว่าฉันยุติการสืบต่อลงแล้ว...
  
58:34 ...อะไรจะเกิดขึ้นจากนั้น
 
58:36  
 
58:41 สมองต้องการความมั่นคงปลอดภัย
แต่อะไรเล่าจะเกิดขึ้น
  
58:47 หากสมองสามารถค้นพบอะไรบางอย่าง
ในการจบสิ้นและในการเริ่มต้น...
  
58:51  
 
58:54 ...มันก็จะบอกว่างั้นไม่เป็นไร
ฉันรับได้
  
58:58 คุณเข้าใจไหมครับ
 
59:00 ฉันสามารถปฏิบัติการได้
ในความมั่นคงปลอดภัยเท่านั้น...
  
59:05  
 
59:08 ...ไม่ว่าความมั่นคงปลอดภัยนั้น
จะถูกหรือจะผิด...
  
59:12  
 
59:16 ...และการสืบต่อได้หยิบยื่น
ความมั่นคงปลอดภัยให้แก่มัน
  
59:19 คุณตามทันนะครับ
 
59:21 ซึ่งคือกระบวนการบันทึกนั่นเอง
 
59:22 แล้วทีนี้คุณก็มาบอกฉัน
ผมหมายถึงบอกสมองนั่นแหละว่า...
  
59:31 ...ให้มันบันทึกสิ่งที่จำเป็น
สิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยเกี่ยวข้องเท่านั้น
  
59:36 ...นอกเหนือจากนั้น
อย่าบันทึกอะไรไว้เลย
  
59:39 คุณเข้าใจคำถามที่ผมถามไหม
 
59:41 สมองจะตะลึงงงงันขึ้นมาในทันที
 
59:44 มันถามว่าที่คุณพูด
คุณหมายความว่าอย่างไร
  
59:46 เพราะมันทำงานจากความรู้สึกว่า
มั่นคงปลอดภัย...
  
59:50 ...มันบอกว่า คุณให้ความมั่นคง
ปลอดภัยแก่ผมซิ
  
59:54 แล้วผมจะทำตาม
คุณเข้าใจที่พูดไหม
  
59:58 ผมบอกว่าความมั่นคงปลอดภัยนั้นมี...
 
1:00:04 ...แต่ไม่ใช่ความมั่นคง
ปลอดภัยชนิดนี้...
  
1:00:07 ...แต่เป็นความปลอดภัย
ที่เกิดจากการจัดบทบาท
  
1:00:12  
 
1:00:19 ใช่ไหมครับ
 
1:00:21 ความเป็นระเบียบแห่งชีวิต
จะเกิดขึ้นได้...
  
1:00:26  
 
1:00:29 ...ก็ต่อเมื่อสมองเข้าใจแล้วว่า
มันอยู่ในความไร้ระเบียบ...
  
1:00:33 ...ที่มันเรียกว่าความมั่นคงปลอดภัย
 
1:00:38  
 
1:00:41 และเมื่อสมองตระหนักรู้ว่า
ความมั่นคงปลอดภัยหมายถึง...
  
1:00:45 ...การจัดทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง
ไว้ในระเบียบ...
  
1:00:47  
 
1:00:50 ...หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่เกี่ยวข้อง...
  
1:00:55 ...และไม่เก็บอะไร
ที่ไม่เกี่ยวข้องไว้เลย...
  
1:01:00 ...คุณตามสิ่งที่ผมพูดทันไหมครับ
 
1:01:02 ...แล้วสมองก็พูดว่า ฉันเข้าใจแล้ว
ฉันจับสาระได้แล้ว
  
1:01:03  
 
1:01:08 นั่นคือฉันเกิดการหยั่งเห็นเข้าไป
ในกระบวนการทั้งหมดของการสืบต่อ
  
1:01:13 ใช่ไหม
คุณตามทันไหม
  
1:01:16 สมองเกิดการหยั่งเห็น
 
1:01:19 การหยั่งเห็นนั้นเป็นผลมาจาก
ระเบียบอันสมบูรณ์...
  
1:01:22  
 
1:01:28 ...นั่นหมายถึงสมองได้จัดให้ทุกสิ่ง
ทุกอย่างมีบทบาทอันถูกต้อง
  
1:01:34 เมื่อนั้นก็เกิดการหยั่งเห็น
ที่เป็นทั้งหมด...
  
1:01:37 ...เห็นเข้าไปในกระบวนการทั้งหมด
ของจิตสำนึก
  
1:01:41 ดังนั้นนั่นจึงหมายถึง สมองจะบันทึก
เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น...
  
1:01:45  
 
1:01:50 ...และจะไม่บันทึกอะไรอื่นอีก
 
1:01:52 คุณเข้าใจแล้วหรือยัง
คุณจับนัยบางอย่างได้ไหม
  
1:01:57 นัยที่แสดงว่าการทำงานของสมอง
เกิดการเปลี่ยนแปลง...
  
1:02:00  
 
1:02:07 ...ในตัวโครงสร้างของสมอง
เกิดการเปลี่ยนแปลง...
  
1:02:12 ...เพราะการเห็นอะไรบางอย่าง
ใหม่เป็นครั้งแรก...
  
1:02:16 ...ทำให้ประสิทธิภาพใหม่ปฏิบัติการ...
 
1:02:20 คุณเข้าใจไหมครับ
 
1:02:24 คุณครับแขนของคุณ
แขนนี้นี่แหละ...
  
1:02:27 ...ถูกพัฒนาขึ้นมา
เพราะหน้าที่ของมันใช่ไหม
  
1:02:31 ใช่ไหมครับ
 
1:02:38 ฉะนั้นเมื่อสมองค้นพบ
หรือมองเห็นอะไรบางอย่างใหม่...
  
1:02:40 ...จะมีหน้าที่ใหม่
องค์ประกอบใหม่เกิดขึ้น
  
1:02:44 เราจึงบอกว่า...
 
1:02:52 ...มันสำคัญที่สุดสำหรับจิตใจ...
 
1:02:55  
 
1:02:59 ...สำหรับสมองที่จะกลับอ่อนเยาว์...
 
1:03:03 ...สดใหม่ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา
เปี่ยมชีวิตชีวา เยาว์วัย...
  
1:03:06 และจะเกิดขึ้นได้เมื่อไม่มีการบันทึก
ทางด้านจิตใจเลยอย่างสิ้นเชิง
  
1:03:19 และเราต้องพิจารณา
ประเด็นปัญหาว่า...
  
1:03:24 ...ความรักอยู่ในจิตสำนึกนี้
ด้วยหรือไม่
  
1:03:30 นั่นก็คือถามว่า
 
1:03:36 ความรักมีการสืบต่อหรือ
 
1:03:40  
 
1:03:42 โปรดฟังคำถามเสียก่อน
 
1:03:45 อย่าเพิ่งด่วนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
ขอเพียงฟังดูเท่านั้น
  
1:03:55 เราบอกว่าจิตสำนึกคือการสืบต่อ
คือจารีต ทั้งหมดนั้น
  
1:04:03  
 
1:04:08 ก็แล้วความรักล่ะ
เป็นส่วนหนึ่งแห่งท้องทุ่งนี้ด้วย...
  
1:04:13 ...หรือความรักอยู่นอกพื้นที่นี้
อย่างสิ้นเชิง
  
1:04:17 ผมกำลังถาม กำลังท้าทาย
 
1:04:20 ผมไม่ได้บอกว่าอยู่
หรือไม่อยู่ในท้องทุ่งแห่งนี้
  
1:04:22 เรากำลังเข้าไปพิจารณาคำถามนี้
 
1:04:26 เพราะหากว่ามันอยู่ภายในพื้นที่
ของจิตสำนึกของเรา...
  
1:04:31 ...มันก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของความคิด
 
1:04:34 ถูกไหมครับ
 
1:04:35 เพราะเนื้อหาของจิตสำนึกเรา
ประกอบขึ้นด้วยความคิด...
  
1:04:38  
 
1:04:40 ...ความเชื่อ พระเจ้า ด้วยสิ่งงมงาย
เหลวใหลไร้สาระ ด้วยจารีต...
  
1:04:43 ...ทั้งหมดนั้น
ความกลัวก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิด
  
1:04:47 แต่ทว่าความรัก
เป็นส่วนหนึ่งของความคิด...
  
1:04:52 ...เป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกหรือ
 
1:04:54  
 
1:04:58 นั่นหมายถึงถามว่า
ความรักคือความอยากหรือ...
  
1:05:04 ...ความรักคือการเสพสุข คือกามารมณ์
และอะไรอื่นๆ ทำนองนั้นหรือ
  
1:05:08  
 
1:05:11 ความรักเป็นส่วนหนึ่ง
ของกระบวนการความคิดหรือ
  
1:05:14  
 
1:05:20 นั่นหมายถึงความรักคือความทรงจำหรือ
 
1:05:25 คุณตามทั้งหมดนี้ทันไหม
 
1:05:35 ความรักไม่อาจดำรงอยู่ได้
หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้...
  
1:05:39  
 
1:05:42 ...ดุจหยดน้ำค้างอันบริสุทธิ์
ในยามเช้าตรู่
  
1:05:47  
 
1:05:52 ใช่ไหมครับ
 
1:05:57 หากว่าเชิงชั้นการขบคิด
ยังสำคัญสูงสุด
  
1:06:02 และอารยธรรมของเราบูชาเชาวน์ปัญญา...
 
1:06:04 ...นั่นคือบูชาเพราะปัญญา
ทางความคิดได้คิดสร้างทฤษฎี...
  
1:06:07 ...อย่างทฤษฎีว่ามีพระพรหม
หรือไม่มีพระพรหม...
  
1:06:09 ...มีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า
คุณตามทันไหม
  
1:06:12 ความคิดได้สร้างหลักการ
สร้างอุดมการณ์...
  
1:06:17  
 
1:06:21 ...สิ่งที่สูงส่ง สูงส่งเป็นสองเท่า
หรือสามเท่า
  
1:06:29 ฉะนั้นเราจึงถามคุณว่า...
 
1:06:34 ...ความรักเป็นส่วนหนึ่งของกระแส
ธารแห่งนี้ ของจิตสำนึกนี้หรือ
  
1:06:44 ความรักมีอยู่หรือเมื่อมีความอิจฉา
 
1:06:51 ความรักดำรงอยู่ได้หรือ
เมื่อมีความผูกพันมั่นหมาย...
  
1:06:54 ...อยู่กับภรรยาของฉัน สามีของฉัน
ลูกๆ ของฉัน
  
1:06:59 ความรักยังคงอยู่หรือ
เมื่อมีความจำเกี่ยวกับกิจแห่งกามรส...
  
1:07:05 ...เมื่อมีความทรงจำ
มีภาพทั้งหมดเหล่านั้น
  
1:07:13 ความรักมีความสืบต่อหรือ
 
1:07:17 โปรดค้นเข้าไปในปัญหา
 
1:07:19 ขอให้ค้นหาเพราะว่าสิ่งนั้น
 
1:07:23 ความรักนั้น
มิได้มีอยู่ในหัวใจของคุณ...
  
1:07:26 ...โลกถึงได้วุ่นวายระส่ำระสาย
อยู่เยี่ยงนี้
  
1:07:37 การที่จะประสบพบรักนี้...
 
1:07:45 ...กระแสทั้งหมดแห่งจิตสำนึก
ต้องมาถึงจุดจบสิ้น...
  
1:07:50 จิตสำนึกคือความอิจฉาของคุณ
ความเป็นปฏิปักษ์ของคุณ...
  
1:07:54 ...ความทะเยอทะยานของคุณ
ความอยากได้ตำแหน่งของคุณ...
  
1:07:57 ...ความอยากที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ผู้สูงศักดิ์ของคุณ...
  
1:08:00 ...และอื่นๆ ทั้งหมดนั้น...
 
1:08:07 ...หรือการแสวงอำนาจ
คุณเข้าใจไหม
  
1:08:12  
 
1:08:17 ...อำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจ
ของอิทธิฤทธิ์ พลังอำนาจ ...
  
1:08:21 ...เรื่องเหล่านั้นทั้งหมด
 
1:08:24 ...หรืออำนาจอิทธิพลยศศักดิ์
ตำแหน่งทางการเมืองและทางศาสนา...
  
1:08:28 ...หรือแม้กระทั่งอำนาจเหนือภรรยา
เหนือสามี เหนือลูกๆ ของคุณ
  
1:08:31 ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึง
นัยของการแสวงหาอำนาจ
  
1:08:33 ที่ใดก็ตามที่มีความรู้สึกแห่งอัตตา
ความรักไม่มีอยู่
  
1:08:45 และกระบวนการบันทึก
คือตัวการสำคัญแห่งอัตตวิสัย
  
1:08:49 และเราได้พูดแล้ว
เมื่อวันก่อน เมื่อวานว่า...
  
1:08:58 ...การจบสิ้นลงของความทุกข์ระทม...
 
1:09:01 ...คือการเริ่มต้นขึ้น
แห่งความเมตตาการุณย์
  
1:09:08 แต่ทว่าเรากลับใช้ความทุกข์ระทม
เป็นเครื่องมือเพื่อความก้าวหน้า...
  
1:09:12 ...เพื่อให้ดียิ่งๆ ขึ้น
ดีขึ้น ดีกว่า
  
1:09:15 แต่กลับตรงข้าม
เพราะการจบสิ้นนั้น...
  
1:09:21 ...จะมีอะไรบางอย่าง
ที่ใหม่ไม่สิ้นสุดอุบัติขึ้น
  
1:09:24 เมื่อถึงตรงนี้
 
1:09:27 เราก็สามารถที่จะพูด
เกี่ยวกับเรื่องสมาธิได้
  
1:09:31 อย่าได้ตั้งท่า
 
1:09:34 อย่านั่งหลังตรงขึ้นมา
ในทันทีทันใด...
  
1:09:36 ...แล้วก็บอกว่า
เอาละฉันจะทำสมาธิล่ะ
  
1:09:40 ขอให้ทำตัวสบายๆ ผ่อนคลาย
เท่านั้นเป็นพอ
  
1:09:51 คุณครับในสมาธิมีมากมายหลายนัย
 
1:09:58 ประการแรกสุดจะต้องมีพื้นที่ว่าง
ไม่ใช่ว่างทางกายภาพเท่านั้น...
  
1:10:04  
 
1:10:07 ...แต่มีพื้นที่ว่างภายในจิตใจ...
 
1:10:13 ...ซึ่งหมายถึง จิตใจไม่หมกมุ่น
วุ่นวายอยู่กับเรื่องอะไรเลย
  
1:10:21 คุณเข้าใจที่พูดไหมครับ
 
1:10:26 เข้าใจไหมครับ
 
1:10:27 จิตใจของเราทั้งหมดเต็มไปด้วย
ความคิดรุมเร้าเกาะกินใจ
  
1:10:33 เราจะหยุดอาการคิดจ้อ
ภายในจิตใจได้อย่างไร
  
1:10:40 หรือผมจะต้องวุ่นสาละวน
เพื่อให้มีเนื้อที่ว่างในจิตใจ
  
1:10:47 ผมจะต้องเงียบอย่างนั้นหรือ
 
1:10:49 คุณตามทันไหม
 
1:10:50 อาการหมกมุ่นนี้ประหนึ่งแม่บ้าน...
 
1:10:53 ...ที่วุ่นวายอยู่กับ
การต้องหุงหาอาหาร เลี้ยงดูลูกๆ...
  
1:10:57 ...หรือดุจดังผู้อุทิศตน
ทุ่มเทแด่พระเจ้าของเขา...
  
1:11:00 ...หรือชายผู้ยุ่งอยู่กับกิจการ
งานอาชีพของเขา กับการเสพกาม...
  
1:11:05 ...กับงาน กับความทะเยอทะยาน
และตำแหน่งของเขา...
  
1:11:08 ...จิตใจถูกยึดครองอยู่ทั้งหมด
 
1:11:14 ดังนั้นจึงไม่มีเนื้อที่ว่าง
หลงเหลืออยู่ในนั้น
  
1:11:23 ตามทันไหมครับ
 
1:11:24 เราได้สร้างฐานแห่งระเบียบขึ้น
ในชีวิตของเรา...
  
1:11:31 ..ไม่ใช่ระเบียบจากการใช้
กฎข้อบังคับหรือการควบคุม...
  
1:11:35 ...ทั้งหมดนั้นจบไปแล้ว
 
1:11:39 แต่เราได้ก่อให้เกิดระเบียบขึ้น
เพราะเราได้ประจักษ์แล้ว...
  
1:11:44 ...เราได้มองเห็นด้วยสติปัญญาว่า
ระเบียบเกิดขึ้นได้...
  
1:11:47 ...เมื่อเข้าใจความไร้ระเบียบเท่านั้น
 
1:11:53 เราได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว
ผมจะไม่เข้าสู่เรื่องนี้อีก
  
1:11:57 ดังนั้นเราได้นำระเบียบ
มาสู่ชีวิตเรา...
  
1:12:02 ...ระเบียบในสัมพันธภาพของเรา
ซึ่งสำคัญยิ่งนัก...
  
1:12:07 ...เพราะชีวิตคือสายสัมพันธ์
คือกระบวนการ...
  
1:12:12 ...คือการกระทำในความสัมพันธ์
 
1:12:16 หากแม้นไร้ระเบียบในสัมพันธภาพ
ของคุณและภรรยาหรือสามี...
  
1:12:19 ...และลูกๆ ของคุณ ไร้ระเบียบใน
ความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อนบ้าน...
  
1:12:22 ...ไม่ว่าจะบ้านใกล้เรือนเคียง
หรือไกลห่างยิ่งแล้วล่ะก็...
  
1:12:25 ...จงลืมเรื่องสมาธิเสียเถิด
 
1:12:30 เพราะหากว่าคุณพยายามทำสมาธิ
จากชีวิตอันไร้ระเบียบของคุณ...
  
1:12:35 ...คุณจะตกหลุมพรางแห่งมายา
 
1:12:40 นั่นแหละคือเหตุที่ทำให้เราพูด
ในการสนทนากันหลายครั้งนี้ว่า...
  
1:12:45 ...หากว่าคุณเอาจริงเอาจัง
ติดตามมาตลอด...
  
1:12:47 ...คุณได้ทำให้เกิดระเบียบขึ้น...
 
1:12:50 ...ระเบียบอันสมบูรณ์
ไม่ใช่ระเบียบชั่วครั่งชั่วคราว...
  
1:12:55 ...แต่เป็นระเบียบอันสมบูรณ์
อย่างแท้จริง
  
1:13:00 ระเบียบนี้สามารถมองไปยัง
ระเบียบแห่งจักรวาล
  
1:13:04 คุณเข้าใจไหมครับ
 
1:13:05 เพราะมันสัมพันธ์กันอยู่
ผมต้องไม่พูดถึงเรื่องนี้
  
1:13:10 แต่เอาล่ะขอให้ผมพูดสักนิดว่า
 
1:13:12 ระเบียบที่ว่านั้นมีความสัมพันธ์
กับระเบียบแห่งจักรวาล
  
1:13:18 ระเบียบแห่งจักรวาล
คือการตกลาลับแห่งดวงสุริยะ...
  
1:13:21 ...การเคลื่อนคล้อยลอยขึ้น
ของดวงจันทรา...
  
1:13:23 ...และท้องนภายามเย็น
ที่เปี่ยมด้วยความงามอันอัศจรรย์
  
1:13:32 ทว่าการเพียงตรวจสอบห้วงอวกาศ
หรือจักรวาลด้วยกล้องส่องทางไกล...
  
1:13:36 ...หาใช่ระเบียบไม่
 
1:13:39 เพราะระเบียบอยู่ที่นี่
อยู่ในชีวิตของเรา
  
1:13:43 แล้วระเบียบนั้นก็จะมีความสัมพันธ์
อันพิเศษเหนือธรรมดากับจักรวาล
  
1:13:47 คุณเข้าใจทั้งหมดนี้ไหมครับ
 
1:13:50 ฉะนั้นเราจึงบอกว่า
เมื่อจิตใจถูกยึดครอง...
  
1:13:53  
 
1:13:57 ...จะไม่มีระเบียบ ไม่มีพื้นที่ว่าง
 
1:14:00 เมื่อจิตใจเต็มไปด้วยปัญหา
คุณจะมีพื้นที่ว่างได้อย่างไร
  
1:14:04  
 
1:14:08 ดังนั้นก่อนอื่นใดทุกๆ ปัญหา
ต้องได้รับการแก้ไข...
  
1:14:11 ...ต้องเข้าใจในทันทีที่มันเกิดขึ้น
 
1:14:15 เพื่อจะได้มีที่ว่างในจิตใจ
เข้าใจไหมครับ...
  
1:14:16  
 
1:14:18 ...การพกพาปัญหาข้ามวัน
แบกพาไปวันแล้ววันเล่า
  
1:14:24 เมื่อวันก่อนผมพบกับสุภาพสตรี
ท่านหนึ่ง เธอบอกผมว่า...
  
1:14:29 "เมื่อคุณเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ อยู่
คุณทำให้จิตใจฉันเจ็บปวด...
  
1:14:32 ...และฉันก็ยังพกพา
เอาความเจ็บนั้นไว้"
  
1:14:37 หกสิบปีแห่งความเจ็บปวด
 
1:14:40 โอ! คุณคงมองไม่เห็นที่พูดนี้
 
1:14:46 ดังนั้นแล้วเป็นไปได้ไหม
ที่จะไม่หมกมุ่น...
  
1:14:54 ...ซึ่งมิได้หมายถึง
การขาดความรับผิดชอบ
  
1:14:57 คุณเข้าใจไหมครับ
 
1:15:00 ทว่ากลับตรงข้าม
เมื่อคุณไม่หมกมุ่น...
  
1:15:04 ...คุณก็จะให้ความใส่ใจของคุณ
ต่อความรับผิดชอบ
  
1:15:11 จิตที่หมกมุ่นวุ่นวายเท่านั้น
ที่สับสน...
  
1:15:14 ...แล้วทำให้ความรับผิดชอบ
กลายเป็นสิ่งที่น่าเกลียด...
  
1:15:18  
 
1:15:23 ...กลายเป็นความรับผิดชอบที่มี
ความรู้สึกผิดอะไรทำนองนั้นอยู่ด้วย
  
1:15:29 โปรดอย่าได้ถาม
ว่าจะทำอย่างไรจึงจะไม่หมกมุ่น
  
1:15:37 ถ้าหากคุณบอกว่า
ช่วยบอกระบบปฏิบัติ...
  
1:15:40 ...วิธีการ ฯลฯ ให้แก่ฉันด้วยเถิด
 
1:15:43 คุณก็จะหมกมุ่นยุ่งอยู่กับ
ระบบปฏิบัติ กับวิธีการ...
  
1:15:45 ...กับคำโฆษณาจูงใจ
และอื่นๆ ทั้งหมดนั้น
  
1:15:49 แต่ถ้าหากคุณประจักษ์ชัด
หากคุณหยั่งเห็น...
  
1:15:53 ...หากคุณมองเห็นว่า
จิตที่หมกมุ่นเป็นจิตที่ทำลายล้าง...
  
1:15:59 ...หาใช่จิตที่เป็นอิสระ
มันไร้ที่ว่าง...
  
1:16:05 ...หากคุณเห็นที่ว่ามานั้น
สมาธิจะบังเกิดขึ้น
  
1:16:12 ประเด็นปัญหาต่อจากนั้นคือ
เรื่องความใส่ใจ...
  
1:16:15  
 
1:16:20 ...เรื่องความไม่ใส่ใจ
และสิ่งรบกวนใจให้วอกแวก
  
1:16:25 ตามทันไหมครับ
 
1:16:27 เราจะพูดเรื่องความใส่ใจ
ความไม่ใส่ใจ...
  
1:16:31 ...การตั้งจิตจดจ่อ
และสิ่งที่รบกวนให้จิตใจวอกแวก
  
1:16:36 คุณเหนื่อยแล้วหรือยัง
 
1:16:48 เราบอกว่าไม่มีสิ่งรบกวน
ให้เสียสมาธิเลย
  
1:16:58 โปรดมองจุดนี้ให้รอบคอบถี่ถ้วน
 
1:17:00 ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งรบกวน
ให้จิตใจวอกแวก
  
1:17:04 ผมจะอธิบาย
ผมจะเข้าไปในเรื่องนี้
  
1:17:08 เมื่อเราพยายามที่จะตั้งจิต
จดจ่อเท่านั้น จึงจะเกิดการวอกแวก
  
1:17:13  
 
1:17:18 ใช่ไหมครับ
 
1:17:21 ฟังตรงนี้ดีๆ นะครับ...
 
1:17:25 ...ความคิดพูดว่า
ผมจะตั้งสมาธิจดจ่อในสิ่งนั้น...
  
1:17:29 ...จดจ่อที่ภาพลักษณ์ ที่รูปภาพ...
 
1:17:31 ...หรือที่แนวคิด ที่คำว่า โอม
หรืออะไรก็ตาม...
  
1:17:34 ...เมื่อผมจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น...
 
1:17:37 ...ความคิดก็จะรวมพลัง
พุ่งไปที่สิ่งนั้น
  
1:17:45 แต่ทว่าความคิดก็โลดแล่นออกไปด้วย
แล้วความคิดก็บอกว่า...
  
1:17:49 ...นั่นคือการถูกรบกวนให้ใจวอกแวก...
 
1:17:53 ...ผมจะต้องกลับมา
ยังสิ่งที่ตั้งจิตไว้
  
1:17:56 ทั้งสองก็เป็นการเคลื่อนไหว
ของความคิด
  
1:17:59 คุณกำลังติดตามมาหรือเปล่า
 
1:18:01 ฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งรบกวนให้วอกแวก...
 
1:18:04 ...มันเป็นเพียงการเคลื่อนไหว
ของความคิดใช่ไหม
  
1:18:08 ใช่ไหมครับ
 
1:18:11 และการตั้งจิตจดจ่อยังบ่งบอกถึง
การปิดกั้น การต่อต้าน
  
1:18:16  
 
1:18:20 ใช่ไหมครับ
 
1:18:22 เรากำลังพูดกันว่า เมื่อใดที่มี
การพยายามตั้งสติจดจ่อ...
  
1:18:26  
 
1:18:31 ...ซึ่งคือการที่ความคิด
มุ่งพุ่งพลังงานของมัน...
  
1:18:36 ...เจาะจงอยู่กับสิ่งใดโดยเฉพาะ...
 
1:18:39 ...ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม
ที่คุณมุ่งจะตั้งสติจดจ่ออยู่...
  
1:18:44 ...แล้วในกระบวนการนั้น
ความคิดก็แล่นออกไป
  
1:18:47 แล้วคุณเรียกการเคลื่อนออกไปว่า
การรบกวน...
  
1:18:51 ...แต่การตั้งสมาธิจดจ่อ
และการเคลื่อนออกไป...
  
1:18:53 ...ก็เป็นส่วนของความคิด
เป็นความคิดนั่นเอง
  
1:18:56 ดังนั้นอย่าได้พูดกับตัวเองว่า
คุณถูกรบกวนให้วอกแวก...
  
1:19:03 ...เมื่อเป็นดังนี้ ความขัดแย้ง
ระหว่างการตั้งสติจดจ่อ...
  
1:19:06 ...และสิ่งรบกวนให้วอกแวก
ก็ถูกกำจัดออกไป
  
1:19:09 คุณเข้าใจที่ผมพูดไหมครับ
 
1:19:15 แล้วเราบอกว่าหากคุณเข้าใจ
ที่พูดมานี้ นั่นแหละคือความใส่ใจ
  
1:19:19  
 
1:19:26 ขณะนี้คุณกำลังใส่ใจอยู่หรือเปล่า
 
1:19:31  
 
1:19:33 การใส่ใจหมายถึงอะไร
 
1:19:40 หากคุณใส่ใจอยู่อย่างล้ำลึกจริงๆ...
 
1:19:44 ...นั่นหมายถึงไม่มีศูนย์กลาง
ที่คุณส่งความใส่ใจออกไป
  
1:19:48 ใช่ไหมครับ
 
1:19:50 คุณเข้าใจไหมครับ
 
1:19:54 และความใส่ใจนั้นไม่สามารถสืบต่อ
แม้คุณจะต้องการให้มันสืบต่อ
  
1:19:57  
 
1:20:01 ตามทันไหมครับ
 
1:20:04 การสืบต่อคือความไม่ใส่ใจ
 
1:20:09 คุณเข้าใจตรงนี้แล้วหรือยังครัย
 
1:20:14 ผมจะอธิบาย
 
1:20:23 ยามเมื่อคุณกำลังใส่ใจ
ซึ่งหมายถึงคุณกำลังฟัง...
  
1:20:26  
 
1:20:30 ...ผมจะอธิบายว่าหมายถึงอะไร...
 
1:20:33 ...คือศิลปะแห่งการฟัง
ศิลปะแห่งการมองดู...
  
1:20:36 ...ศิลปะแห่งการเรียนรู้
 
1:20:43 นั่นคือกระบวนการทั้งหมด
ของความใส่ใจ
  
1:20:49 ในความใส่ใจเยี่ยงนั้น
ไม่มีศูนย์กลางที่พูดว่า...
  
1:20:55 ...ฉันกำลังเรียนรู้ ฉันกำลังฟัง
ฉันกำลังดู
  
1:20:59 มีอยู่แต่ความรู้สึกเป็นทั้งหมด
อันโอฬารกว้างใหญ่...
  
1:21:05 ...ซึ่งคือการดู การฟัง
และการเรียนรู้
  
1:21:11 และในความใส่ใจนั้น
ไม่มีการเคลื่อนไหวของความคิด
  
1:21:16 ผมไม่ทราบว่า
คุณเคยสังเกตเห็นบ้างไหมว่า
  
1:21:18 ไม่มีการเคลื่อนไหวของความคิด
 
1:21:21 แล้วก็ความใส่ใจนั้น
ไม่สามารถคงอยู่ได้...
  
1:21:26 ...ความคิดจึงพูดขึ้นว่า ฉันต้องค้นหา
ว่าจะประสบพบ จะเข้าถึง...
  
1:21:31 ...จะบรรลุถึง หรือได้รับความใส่ใจ
นั้นอีกอย่างไร
  
1:21:34 การเคลื่อนออกไปเช่นนี้...
 
1:21:40 ...กระบวนการของความต้องการ
ที่จะจับยึดความใส่ใจนั้นไว้...
  
1:21:44 ...คือความไม่ใส่ใจ
เป็นการขาดความใส่ใจ
  
1:21:48 คุณเข้าใจแล้วหรือยัง
 
1:21:52 ทีนี้เพื่อที่จะรู้สึกตัว...
 
1:21:56 ...รู้สึกตัวถึงการเคลื่อนออกไป
จากความใส่ใจคือการใส่ใจอยู่
  
1:22:02 คุณจับนัยสำคัญได้แล้วยัง
 
1:22:04 คุณเข้าใจแล้วยังครับ
 
1:22:06 ดังนั้นเราจึงบอกว่า...
 
1:22:15 ...จิตใจต้องมีที่ว่างอันไพศาล
ที่ว่างอันไร้ขอบเขต...
  
1:22:20 ...และที่ว่างเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อจิตไม่คิดจ้อ...
  
1:22:22 ...เมื่อไม่มีปัญหาอีกแล้วเท่านั้น...
 
1:22:25 ...เพราะปัญหาได้ถูกแก้ไข
ให้สลายไป...
  
1:22:28  
 
1:22:30 ดังนั้นการเคลื่อนไหวของจิต
ในยามหลับก็เงียบลงด้วย...
  
1:22:36 ...เพราะมันไม่ฝันอยู่เป็นนิตย์...
 
1:22:39 ...เพราะคุณได้สลายปัญหา
ในทันทีที่มันเกิดขึ้น
  
1:22:44 ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีก
มันยืดเยื้อเกินไป
  
1:22:48 ดังนั้นเมื่อมีที่ว่างอันไพศาล...
 
1:22:53 ...ซึ่งคุณจะเกิดมีที่ว่างอันไพศาล
เมื่อไม่มีศูนย์กลางเท่านั้น
  
1:22:55  
 
1:23:00 ในทันทีที่คุณมีศูนย์กลาง
ก็ต้องมีเส้นล้อมรอบศูนย์กลาง...
  
1:23:02  
 
1:23:06 ...ต้องมีเส้นแบ่งแยกศูนย์กลาง...
 
1:23:09 ...มีการเคลื่อนจากศูนย์กลาง
ไปยังเส้นรอบวง
  
1:23:15 แต่ทว่าที่ว่างหมายถึงไม่มีศูนย์กลาง
 
1:23:21 ดังนั้นมันจึงไร้ขอบเขตอย่างสิ้นเชิง
 
1:23:28 และเราบอกว่าการตั้งสติจดจ่อ
คือการรบกวนของความคิด
  
1:23:33  
 
1:23:40 ความคิดนั่นเองคือตัวรบกวน
 
1:23:46 ส่วนความใส่ใจหมายถึง
การให้พลังงานทั้งหมดของคุณ...
  
1:23:50  
 
1:23:53  
 
1:23:55 ...และในนั้นไร้ศูนย์กลาง
 
1:23:59 จากนั้นจิตเกิดความเข้าใจ
ในระเบียบ...
  
1:24:06  
 
1:24:11 ...เป็นอิสระจากความกลัว
และจบสิ้นความทุกข์โศก...
  
1:24:15 ...จิตเข้าถึงธรรมชาติ
ของความสุขเพลิดเพลิน...
  
1:24:19 ...และให้ที่ทางที่ถูกต้อง
แก่การเสพสุข และอื่นๆ
  
1:24:24 จากนั้นคำถามที่ตามมาก็คือ...
 
1:24:28  
 
1:24:31 ...คุณสมบัติของจิต
ที่เงียบอย่างสมบูรณ์คืออะไร
  
1:24:36 ไม่ใช่ถามว่าจะบรรลุถึงความเงียบ
ได้อย่างไร...
  
1:24:39 ...หรือจะมีจิตที่สงบได้อย่างไร
 
1:24:41 นั่นคือสิ่งที่พวกคุณทั้งหมด
ต้องการ...
  
1:24:46 ...คุณต้องการความสงบสุขแห่งจิต
คุณก็จะได้แต่ชิ้นส่วนเท่านั้น
  
1:24:50 แต่เราพูดถึงคุณสมบัติของจิต
ที่เงียบอย่างสิ้นเชิง...
  
1:24:53 ...เงียบอันไร้กาลเวลา
 
1:25:02 มีความเงียบหลายชนิด...
 
1:25:04 ...เช่น ความเงียบระหว่าง
ตัวโน๊ตสองตัว...
  
1:25:07 ...ความเงียบระหว่างสองความคิด...
 
1:25:10 ...ความเงียบระหว่าง
สองความเคลื่อนไหว...
  
1:25:16 ...ความเงียบระหว่างสองสงคราม...
 
1:25:21 ...ความเงียบก่อนที่สองสามีภรรยา
จะเริ่มทะเลาะเบาะแว้งกัน...
  
1:25:24  
 
1:25:26 ...ก่อนที่จะมีอะไรต่อมิอะไร
เกิดขึ้นระหว่างเขา
  
1:25:30 แต่เรามิได้พูดถึงความเงียบ
ในลักษณะนั้น...
  
1:25:34 ...เพราะมันเป็นความเงียบ
ที่ชั่วครั้งชั่วคราว แล้วมันก็จากไป
  
1:25:39 เรากำลังพูดถึงความเงียบ
ที่มิได้สร้างขึ้นโดยความคิด...
  
1:25:44  
 
1:25:47 ...ความเงียบที่ไม่สามารถบ่มเพาะ
สร้างขึ้นมาได้...
  
1:25:51 ...แต่เป็นความเงียบที่เกิดขึ้น...
 
1:25:53 ...เมื่อคุณเข้าใจกระบวนการทั้งหมด
แห่งการดำรงอยู่
  
1:25:55 คุณเข้าใจไหมครับ
 
1:25:59 จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น
ในความเข้าใจนั้น คือความเงียบ...
  
1:26:06 ...ในนั้นไร้คำถามและคำตอบ...
 
1:26:11 ...ไร้สิ่งท้าทาย
ไม่มีการแสวงหาอีกแล้ว...
  
1:26:14 ...ทุกสิ่งทุกอย่างได้จบสิ้นลง
 
1:26:18 ในความเงียบเยี่ยงนั้น
หากคุณมาถึงตรงนั้น...
  
1:26:22 ...ความรู้สึกแห่งความว่างอันไพศาล
พร้อมทั้งความงาม...
  
1:26:25 ...และพลังงานอันพิเศษเหนือธรรมดา...
 
1:26:29 ...จากนั้นสิ่งอันเป็นนิรันดร์...
 
1:26:31 ...สภาวะอันศักดิ์สิทธ์
ไร้กาลจะเกิดขึ้น...
  
1:26:34 ...ซึ่งมิใช่เป็นผลของอารยธรรม
แห่งความศิวิไลซ์
  
1:26:40 มิใช่เป็นผลของความคิด...