Krishnamurti Subtitles

เราสามารถร่วมกันสร้างสังคมที่ดีงามได้ไหม

Saanen - 10 July 1979

Public Talk 2



0:57 Krishnamurti: May we continue K:เรามาคุยกันต่อเรื่องที่คุยค้างไว้
  เมื่อเช้าวันอาทิตย์
   
1:00 with what we were talking about  
on Sunday morning?  
   
1:05 Will that be all right? ดีไหมครับ
   
1:17 I wonder ผมใคร่รู้ว่า
if you have thought any more คุณได้นำเรื่องที่เราคุยกันไว้...
   
1:20 about what we were talking ...เมื่อเช้าวันอาทิตย์
on Sunday morning. ไปคิดต่อบ้างหรือเปล่า
   
1:30 Whether you have gone into it คุณได้สืบค้นเข้าไปในเรื่องเหล่านั้น
deeply by yourselves อย่างลึกซึ้งด้วยตัวคุณเอง...
   
1:37 and have come to a certain point, ...และก็อาจจะมาถึง
  จุดที่ไม่สามารถก้าวพ้นไปได้
   
1:42 beyond perhaps which ...และหากเป็นเช่นนั้นจริง...
you may not be able to go,  
   
1:48 and if so, ...เราอาจจะพูดคุยกันต่อ
we could go into it much further. ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
   
1:54 What we were saying สิ่งที่เราพูดกัน ตอนเช้าวันอาทิตย์ก็คือ...
on Sunday morning  
   
1:58 was that we must have the capacity ...เราจำต้องมีความสามารถ
to think together. ในการคิดร่วมกัน...
   
2:09 The capacity comes ...ความสามารถนี้จะเกิดขึ้น
naturally and inevitably อย่างเป็นธรรมชาติ...
   
2:20 if one sees the importance ...และจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน...
   
2:24 and the necessity, ...หากในโลกแห่งความฉ้อฉลนี้...
in a corrupting world,  
   
2:33 that to think together ...เราเห็นความสำคัญและความจำเป็น
does not imply ของการคิดร่วมกัน...
   
2:39 agreement or disagreement, ...ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วย
  หรือการไม่เห็นด้วย...
   
2:43 but putting aside  
one’s own particular point of view,  
   
2:53 one’s own particular prejudice, ...แต่เป็นการวางความคิดเห็นส่วนตัว
  วางอคติ ทัศนะ...
   
2:58 opinion, judgement, ...การตัดสินให้คุณค่า
  ของเราเองไว้ก่อน...
   
3:05 and having the capacity thus ...จึงจะมีความสามารถที่จะคิดร่วมกัน
to think together.  
   
3:16 Because when we think together, เพราะเมื่อเราคิดร่วมกัน
  ก็จะไม่เกิดการแบ่งแยก...
   
3:24 there is no division,  
   
3:28 you are not thinking separately ...คุณไม่ได้กำลังคิด
from the speaker. แยกต่างหากจากผู้พูด
   
3:35 Sorry, I’ve got slight hay fever. ขอโทษ ผมแพ้ละอองเกสรเล็กน้อย
   
3:39 Don’t give me medicines. ไม่ต้องเอายาให้ผม
   
3:54 If we are able to think together, หากเราสามารถคิดร่วมกันได้...
   
4:03 the division between you and another ...การแบ่งแยกระหว่างคุณ
comes to an end. กับผู้อื่นก็จะสิ้นสุดลง
   
4:07 There is only thinking, มีเพียงแต่การคิดเท่านั้น
   
4:11 not your way of thinking มิใช่วิธีคิดของคุณ
  หรือวิธีคิดของคนอื่น...
   
4:14 or another way of thinking, ...แต่เป็นความสามารถที่จะคิดร่วมกัน
   
4:17 just the capacity to think together.  
   
4:27 But that is not possible แต่นั่นจะเป็นไปไม่ได้เลย
  หากคุณไม่วางข้อสรุปที่คุณมีอยู่...
   
4:29 if you don’t put aside  
your own particular conclusions,  
   
4:35 your own vanity, ...ตลอดจนความเย่อหยิ่งและ
  ความต้องการส่วนตนของคุณไว้ก่อน...
   
4:38 your own personal demands, ...ไม่เช่นนั้นแล้ว
  การร่วมกันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย
   
4:41 otherwise there is  
no coming together.  
   
4:46 The word ‘together’ คำว่า "ร่วมกัน" หมายถึง
means walking together, การเดินไปด้วยกัน...
   
4:51 being together all the time, ...การอยู่ด้วยกันตลอดเวลา...
   
4:53 not you walk ahead  
and the other walks behind,  
   
4:58 but walking together means ...ไม่ใช่คุณเดินนำหน้า
  และคนอื่นตามหลัง...
   
5:01 we are both going ...แต่หมายความว่าเราทั้งคู่
along the same way, กำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกัน...
   
5:06 not thinking different things, ...ไม่คิดเรื่องที่ต่างออกไป
  สังเกตดูสิ่งเดียวกัน...
   
5:09 observing the same thing,  
   
5:12 not translating what you observed ...ไม่แปลความสิ่งที่คุณสังเกตเห็น
  ไปตามความชอบหรืออคติของคุณ...
   
5:14 in your own particular  
inclination or prejudice,  
   
5:20 but observing together, listening ...แต่สังเกตด้วยกัน ฟังด้วยกัน
together, walking together. ก้าวไปด้วยกัน
   
5:31 I wonder if you realise – ผมใคร่รู้ว่า เมื่อการนั้นเกิดขึ้นจริงๆ...
   
5:33 when that takes place, what happens ...คุณตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
between two human beings? ระหว่างมนุษย์สองคนหรือไม่
   
5:45 There is great demand, ในสังคมที่ปล่อยเสรีเช่นปัจจุบันนี้
a great urge มีการเรียกร้องต้องการ...
   
5:49 in this present permissive society ...และมีแรงเร่งเร้าอันใหญ่หลวง
  ที่เราทุกคนจะต้องบรรลุให้ได้...
   
5:53 that each one of us  
must fulfil,  
   
5:57 sexually, emotionally, ...ไม่ว่าในเรื่องทางเพศ
and so on – ในเรื่องอารมณ์ หรืออื่นๆ
   
6:03 the desire to fulfil. กล่าวคือ มีความอยาก
  ที่จะต้องเติมให้เต็ม
   
6:07 And with it goes naturally และแน่นอนว่า
the whole problem of frustration. สิ่งที่เกิดควบคู่กันไปก็คือ...
   
6:11   ...ปัญหาของความสับสนว้าวุ่นทั้งปวง
   
6:15 Please, listen carefully กรุณาฟังอย่างรอบคอบ
to what I am pointing out. ถึงสิ่งที่ผมกำลังชี้ให้เห็นนะครับ
   
6:18 Don’t accept or deny อย่ายอมรับหรือปฏิเสธ
what we are talking about, สิ่งที่เรากำลังคุยกัน...
   
6:22 but we are thinking together, ...เพราะเรากำลังคิดร่วมกัน
and I mean thinking together. ผมขอย้ำว่าเป็นการคิดไปด้วยกันจริงๆ
   
6:33 When one is seeking เมื่อเราแสวงหา
fulfilment in another การเติมเต็มจากผู้อื่น...
   
6:39 or desiring to be and become ...หรืออยากที่จะเป็น
and therefore act, หรือกลายเป็นอะไรสักอย่าง...
   
6:47 which is a form of fulfilment, ...และจากนั้นจึงกระทำ
  ซึ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการเติมเต็ม...
   
6:50 then in that movement ในกระบวนการนั้นเอง
there is frustration, มีความผิดหวัง ไม่พอใจ...
   
6:54 all kinds of neurotic ideas, ...ความวิตกกังวลทั้งหลายแหล่
neurosis, and so on, so on. ความกลัดกลุ้ม และอื่นๆ อีกมากมาย
   
7:03 But when we think together, แต่เมื่อเราคิดร่วมกัน
  นั่นคือคุณละวางทัศนะ...
   
7:08 that is, you have dropped ...การตัดสินให้คุณค่า ฯลฯ ของคุณไว้...
your particular opinion,  
   
7:12 judgement, and so on,  
   
7:14 and the other has ...และคนอื่นก็ละวางของเขาเอง...
also dropped his,  
   
7:17 there is no division ...มันก็จะปราศจากการแบ่งแยก...
   
7:19 and therefore there is ...ดังนั้นจึงปราศจาก
no sense of fulfilment ความรู้สึกที่จะต้องเติมให้เต็ม...
   
7:23 – I wonder if you get this – ...ผมไม่แน่ใจว่าคุณเข้าใจหรือเปล่า
   
7:26 and therefore และก็ไม่มีความรู้สึก
no sense of frustration. ขัดข้องใจอีกด้วย
   
7:32 Please, กรุณาเข้าใจด้วยนะครับว่า
this is not a verbal conclusion, นี่ไม่ใช่การสรุปด้วยวาจา...
   
7:37   ...ไม่ใช่แนวความคิดเชิงอุดมคติ...
   
7:38 an idealistic concept, ...ไม่ใช่อะไรบางอย่าง
something to be achieved, ที่จะต้องไขว่คว้ามาให้ได้...
   
7:47 but the realisation ...แต่เป็นการตระหนัก
of the actual fact ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า...
   
7:55 that as long as we are not thinking ...ตราบใดที่เราไม่ได้คิดร่วมกัน
together about everything ไม่ว่าในเรื่องอะไรก็ตาม...
   
8:04 – politics, religion, economics, ...จะเป็นเรื่องการเมือง ศาสนา
personal relationships, and so on – เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ฯลฯ...
   
8:09 thinking together, ...หากไม่ได้คิดร่วมกันแล้วละก็
  จะต้องมีการแบ่งแยกอย่างแน่นอน...
   
8:11 there must be division,  
   
8:14 and out of that division ...และจากการแบ่งแยกนั้น...
there arises the desire to fulfil,  
   
8:20 and inevitable sequence of that ...ก็จะเกิดความต้องการ
is frustration ที่จะให้ได้สมอยาก...
   
8:25   ...และเกิดผลอันหลีกเลี่ยงไม่ได้
  นั่นคือความคับข้องใจ...
   
8:27 with all its neurosis ...พร้อมทั้งความกลัดกลุ้มกังวล
and all the inevitable reactions. และปฏิกิริยาต่างๆ ที่จะต้องตามมา
   
8:36 When we think together, แต่เมื่อเราคิดร่วมกัน
all that comes to an end. สิ่งทั้งหมดนั้นก็จะยุติลง
   
8:45 I wonder ผมไม่แน่ใจว่า
if you are following this. คุณตามทันหรือเปล่านะครับ
   
8:54 If one may ask, ถ้าจะถามว่า
you have, perhaps some of you, เมื่อคุณหรือพวกคุณบางคน...
   
9:01 listened to Sunday morning’s talk ...ได้ฟังการพูด
  เมื่อเช้าวันอาทิตย์ไปแล้ว...
   
9:08 and have you inwardly dropped ...ภายในจิตใจคุณได้ละวาง
your personal opinion, ความคิดเห็นส่วนตัว...
   
9:16 your conclusion, your experience? ...วางข้อสรุปและประสบการณ์
  ของคุณหรือยัง
   
9:22 Or you hold on to them, หรือคุณยังยึดถือมันเอาไว้
consciously or unconsciously, ทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม...
   
9:30 and make an effort ...แล้วพยายามที่จะคิดไปด้วยกัน
to think together?  
   
9:35 And of course,  
that is rather childish,  
   
9:39 which only maintains ซึ่งนั่นก็แน่นอนว่าออกจะเขลาไป...
a certain verbal communication,  
   
9:45 but in actuality ...เพราะมันจะเป็นเพียงการพยายาม
there is division สื่อสารกันด้วยคำพูดเท่านั้น...
   
9:49 and therefore there is conflict. ...แต่ในความเป็นจริงก็ยังคงมี
  การแบ่งแยกฉะนั้นจึงมีความขัดแย้งด้วย
   
9:53 When we think together, แต่เมื่อเราคิดร่วมกัน
conflict comes to an end. ความขัดแย้งจะยุติลง
   
9:58 I wonder if you see this? ไม่ทราบว่าคุณจะเข้าใจหรือเปล่า
   
10:01 Please, you must get this. แต่โปรดเข้าใจด้วยนะครับ
   
10:10 Because we human beings เพราะเวลาผ่านไปแล้ว
for millennia upon millennia เป็นหลายๆ สหัสวรรษ...
   
10:15 have lived with conflict ...มนุษย์เราก็ยังคงอยู่
  กับความขัดแย้ง...
   
10:18 – struggle, strife of various kinds: ...การดิ้นรน การต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ...
   
10:24 physical, psychological, emotional, ...ทั้งในทางกาย ทางจิต ทางอารมณ์
  เอารัดเอาเปรียบกันและกัน...
   
10:28 exploiting each other –  
   
10:32 the whole human relationship ...นี่คือพื้นฐานของความสัมพันธ์
is based on that. ของมนุษย์ทั้งหมด
   
10:41 And in thinking together, แต่ในการคิดร่วมกัน...
   
10:44 relationship undergoes ...ความสัมพันธ์จะเปลี่ยนแปลง
a fundamental change, ไปอย่างสิ้นเชิง
   
10:50 because there is no division. เพราะปราศจากการแบ่งแยก
   
10:54 If you are ambitious and หากคุณทะเยอทะยาน
another is not ambitious, ในขณะที่ผู้อื่นไม่เป็นอย่างนั้น...
   
10:58 there is division. ...นั่นก็จะเกิดการแบ่งแยก
   
11:01 If you believe in God or in Jesus หากคุณเชื่อในพระเจ้า หรือพระเยซู
or Krishna, whatever it is, หรือพระกฤษณะ หรืออะไรก็ตาม...
   
11:08 and the other doesn’t, ...ในขณะที่ผู้อื่นไม่เชื่อ
  นั่นก็จะมีการแบ่งแยก...
   
11:09 there is division ...และย่อมมีความขัดแย้งด้วย
and therefore there is conflict.  
   
11:11 You may tolerate each other, คุณอาจจะยอมทนผ่อนปรนซึ่งกันและกัน
that is what is happening now, ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น...
   
11:17 but division exists ...แต่การแบ่งแยกก็ยังดำรงอยู่
– nationalism, and so on. เช่นความรู้สึกชาตินิยมและอื่นๆ
   
11:23 So if we could ถ้าเช่นนั้น ในการพูดหลายๆ ครั้งนี้...
during these talks,  
   
11:28 – I don’t know how many of them, ...ผมไม่แน่ใจว่ามีกี่ครั้ง
I believe ten or so – ประมาณสิบครั้งได้กระมัง...
   
11:30 if we could, ...หากพวกเราสักกลุ่ม
a group of us, หรือทั้งหมดถ้าเป็นไปได้...
   
11:34 all of us if we can, ...หรืออย่างน้อยสักสองสามคน...
at least a few of us,  
   
11:40 apply our minds ...จะให้ใจของเราเพื่อค้นหาว่า...
   
11:44 to find out if we can เราสามารถคิดร่วมกัน
absolutely think together. อย่างแท้จริงได้หรือไม่
   
11:54 Therefore when we do that, และหากเราทำเช่นนั้นแล้ว...
   
11:57 the relationship between us ...ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็จะเกิด
completely undergoes a change. การเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงใช่ไหม
   
12:02 Right? ผมไม่ทราบว่าคุณเข้าใจหรือเปล่า
I wonder if you see this?  
   
12:09 And also we were saying on Sunday, นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์
  เราคุยกันด้วยว่า...
   
12:13 psychologically thought  
has accepted  
   
12:25 the progressive ...ความคิดเชื่อว่ามีกระบวนการ
evolutionary process, ที่วิวัฒนาการ ก้าวหน้าในทางจิตใจ...
   
12:31 and therefore it is always ...ซึ่งทำให้มันพยายามที่จะมี
trying to become something, จะเป็นอะไรบางอย่างอยู่เป็นนิจ
   
12:35 or be something.  
   
12:38 And we talked about time, และเราก็พูดกันเรื่องกาลเวลาด้วยว่า...
   
12:42 if there is  
   
12:44 – please listen, ( กรุณาฟังด้วยนะครับ ทดลองดู)
play with it –  
   
12:50 if there is psychological time ...มีกาลเวลาในทางจิตใจ
at all tomorrow, เช่น วันพรุ่งนี้หรือ...
   
12:55 if there is psychologically ...กล่าวคือ ในทางจิตใจแล้ว
the future. มีอนาคตหรือไม่
   
13:02 If there is not, หากไม่มีแล้วละก็...
   
13:07 then what is the relationship ...ระหว่างมนุษย์สองคนผู้ปราศจาก
between two human beings อนาคตกาลจะสัมพันธ์กันอย่างไร
   
13:11 who have no future? คุณเข้าใจไหมครับ
   
13:16 You understand? เข้าใจคำถามของผมหรือเปล่าครับ
You are following my question?  
   
13:20 Not my question, ไม่ใช่คำถามของผม
it is your question. แต่เป็นคำถามของคุณต่างหาก
   
13:25 You may not have put it to yourself, คุณอาจจะไม่เคยถามคำถามนี้
but it is being put forward. กับตัวคุณเองมาก่อน
   
13:28   แต่ตอนนี้มีคำถามอยู่ต่อหน้าคุณ
   
13:30 So you have to look at it. ฉะนั้นคุณก็ควรสนใจมัน
   
13:39 We have, throughout the centuries, ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา...
   
13:44   ...ทั้งในทางศาสนา ทางการเมือง
  และอื่นๆ อีกมากมาย...
   
13:45 religiously, politically, ...เราได้ยอมรับแนวความคิด
and in different ways, เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง...
   
13:51 have accepted ...อย่างค่อยเป็นค่อยไปใช่ไหมครับ
this idea of gradualness.  
   
13:57 Right? ประเด็นนี้ชัดเจน
That is obvious.  
   
14:00 Gradually I will become perfect, ฉันจะค่อยๆ สมบูรณ์แบบขึ้น
  ทีละเล็กทีละน้อย...
   
14:03 gradually I will be ...ฉันจะค่อยๆ เป็นอย่างนี้ให้น้อยลง
less this and more that. เป็นอย่างนั้นให้มากขึ้น
   
14:09 In this gradational ในความค่อยเป็นค่อยไปนี้
conclusion and evolution, การสรุปรวบยอด...
   
14:14   ...การเทียบวัดความก้าวหน้า
  หรือวิวัฒนาการ...
   
14:16 measurement has become important. ...กลายเป็นสิ่งสำคัญไปโดยปริยาย
   
14:20 Naturally. คุณตามทันไหมครับ
You follow all this?  
   
14:26 That is, measurement นั่นคือการเทียบวัดให้ค่าแก่สภาพ
  ที่เราเคยเป็น ที่เรากำลังเป็นอยู่...
   
14:28 – what one was, what one is  
and what one will be –  
   
14:34 which is a measurement. ...และที่เราจะไปเป็น
  ซึ่งเป็นการเทียบวัดให้ค่าทั้งสิ้น
   
14:37 Measurement is time, การเทียบวัดหมายถึงกาลเวลา
  และเราก็กำลังถามคำถาม...
   
14:46 and we are questioning,  
questioning together,  
   
14:50 if there is ...กำลังค้นหาร่วมกันว่า
psychological time at all. กาลเวลาในทางจิตใจมีอยู่หรือ
   
14:57 There is chronological time, แน่นอนว่า เวลาตามลำดับก่อนหลังนั้นมีอยู่...
obviously,  
   
15:00 because we are going to meet ...เช่นเราจะมาเจอกันอีก
if you want to, ในตอนเช้าวันมะรืน...
   
15:03 the day after tomorrow morning ...หากคุณต้องการ
– that is obvious. อันนี้ชัดเจน
   
15:10 If you want to go and play golf or ถ้าคุณอยากจะไปตีกอล์ฟ
go to the cinema or whatever it is, หรือไปดูหนัง...
   
15:13 there is the day after tomorrow. ...หรืออะไรก็ตาม ก็จะมีวันมะรืน
   
15:16 But psychologically, inwardly, แต่ว่าในทางจิตใจ ภายในจิตใจ
is there time? มีกาลเวลาอยู่หรือ
   
15:26 Or thought has invented time, หรือความคิดได้สร้างกาลเวลา
psychologically, ทางจิตใจขึ้น...
   
15:33 because it is too lazy, indolent ...เพราะมันช่างเกียจคร้าน
  และเฉื่อยชา...
   
15:38 and also because ...และเพราะมันไม่รู้ว่า...
it doesn’t know  
   
15:41 how to deal ...จะจัดการกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
with what is actually happening. อยู่จริงๆ ได้อย่างไรด้วย
   
15:46 Therefore it says: give me time. มันจึงบอกว่าให้เวลาฉันหน่อย
   
15:52 One does not know ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นอิสระ
how to be free of envy, จากความริษยาได้อย่างไร...
   
15:57 but I’ll think about it, ...แต่ฉันจะค่อยเอาไปคิด...
I’ll work at it  
   
16:01 and gradually get rid of it ...ไปพิจารณา และก็ค่อยๆ จัดการ
– if you want. กำจัดมัน ถ้าคุณต้องการจะกำจัด
   
16:05 But if you like to keep it, แต่หากคุณต้องการ
that’s all right. เก็บมันไว้ก็ไม่เป็นไร
   
16:09 So this has been วิธีคิดเช่นนี้เป็นเงื่อนไข
our conditioning. ที่กำหนดเรามานานแล้ว
   
16:14 Right? ใช่ไหมครับ
   
16:16 You are following this? คุณตามทันไหมครับ
   
16:19 Not verbally, please, ไม่ใช่ทันในระดับถ้อยคำนะครับ
watch it in your own self. แต่กรุณาสำรวจดูภายในตัวคุณเอง
   
16:24 This has been your conditioning, ด้วยว่านี่คือเงื่อนไข
  ที่กำหนดคุณอยู่...
   
16:27 and somebody comes along ...และก็มีใครสักคนอย่างผู้พูด
like the speaker พูดขึ้นมาว่า "เป็นอย่างนั้นจริงหรือ"
   
16:30 and says, ‘Is this so?’  
   
16:36 You have accepted it, ทั้งนี้เพราะคุณได้ยอมรับ
  มันเป็นจารีต...
   
16:38 this has been the tradition, ...เป็นจารีตที่ได้รับการอบรม
educated tradition, สั่งสอนกันมา มิใช่เชื่องมงายเอาเอง...
   
16:44 not a superstition, ...เพราะผู้คนทั้งหมด
  ทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนอื่นๆ...
   
16:46 because all people have –  
   
16:48 scientists and others have talked  
about the ascent of man  
   
16:53 through accumulation of knowledge, ...พูดกันถึงความเจริญก้าวหน้า
which is time, and so on ของมนุษย์ โดยอาศัยการสั่งสมความรู้...
   
16:58 – you have accepted it. ...ซึ่งก็คือเวลา ฯลฯ
  และคุณก็ยอมรับมัน
   
17:00 And the speaker แล้วผู้พูดก็มาพูดว่า...
comes along and says,  
   
17:03 ‘Look, you may be all wrong, "ดูก่อน คุณอาจจะผิดหมดเลยก็ได้
question it’. ลองสืบสอบดูไหม"
   
17:13 So he says, perhaps there is และเขาก็พูดว่า
no psychologically tomorrow. อาจจะไม่มีวันพรุ่งนี้ในทางจิตใจ
   
17:20 You understand it? คุณเข้าใจไหมครับ
   
17:22 No, see the importance โปรดเห็นความสำคัญ
of this question. ของคำถามนี้นะครับ
   
17:25 What happens to you  
   
17:27 if you put that question จะเกิดอะไรขึ้นกับคุณหากคุณถาม
very seriously, คำถามนั้นอย่างจริงจังยิ่ง...
   
17:32 not as an idea, ...มิใช่ถามอย่างเป็นแนวความคิด
but as an actuality? แต่อย่างความเป็นจริง
   
17:39 Actuality means that ความเป็นจริงหมายถึง
which is happening now. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง ณ บัดนี้
   
17:45 Right? ใช่ไหมครับ
   
17:47 If you put that question หากคุณถามคำถามนั้นกับตัวเอง...
to yourself,  
   
17:50 then what is the quality of the mind ...แล้วคุณลักษณะของจิต
  ที่ไม่ได้คิดถึงวันพรุ่งนี้...
   
17:54 that does not think of tomorrow ...ในทางจิตใจจะเป็นอย่างไร
psychologically?  
   
17:59 You follow? ตามทันไหมครับ
You have got my question?  
   
18:05 Right? เข้าใจคำถามไหมครับ
   
18:06 What happens if there is เกิดอะไรขึ้นเมื่อปราศจาก
no future psychologically อนาคตกาลในทางจิตใจ...
   
18:14 – there is a future: ...มันมีอนาคตอยู่ในแง่ที่ว่า...
   
18:16 you have to go and have your lunch, ...คุณต้องไปกินอาหารกลางวัน
  คุณต้องนอน คุณต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้...
   
18:19 you have to sleep,  
you have to do this and that  
   
18:22 – but psychologically, ...แต่ในทางจิตใจแล้ว
if there is no future, หากปราศจากอนาคตกาล...
   
18:25 what is your relationship ...ความสัมพันธ์ของคุณกับผู้อื่น
with another? จะเป็นอย่างไร
   
18:30 You have got this? คุณเข้าใจหรือยังครับ
You have understood this?  
   
18:32   เห็นหรือยังครับ
   
18:36 Have you solved this question คุณตอบคำถามนี้
which was put forward yesterday? ที่ถามทิ้งไว้เมื่อวานแล้วหรือยังครับ
   
18:43 What is your relationship ความสัมพันธ์กับภรรยา
with your wife or girlfriend, หรือแฟนของคุณ...
   
18:47 or with your... etc., ...หรือกับใครๆจะเป็นอย่างไร
  หากไม่มีวันพรุ่งนี้
   
18:50 if there is no tomorrow?  
   
18:59 If you have tomorrow, ถ้าคุณมีวันพรุ่งนี้ในทางจิตใจ
psychologically, คุณก็จะสร้างมโนภาพขึ้นมา...
   
19:07 then you create the image,  
   
19:11 you pursue that image ...และคุณก็จะไล่ไข่วคว้าไปตามมโนภาพ
about her or him, ที่เกี่ยวกับเธอหรือเขาคนนั้น...
   
19:16 you have the memory cultivated ...คุณจะมีความทรงจำที่บ่มเพาะขึ้น
in relation to that person, จากความสัมพันธ์กับคนๆ นั้น...
   
19:22 and you act according ...และคุณจะปฏิบัติไปตามความทรงจำนั้น
to that memory, to that experience. ตามประสบการณ์นั้น
   
19:27 You pursue that. คุณทำไปตามจิตภาพนั้น
   
19:30 Right? ใช่ไหมครับ
   
19:33 So, when there is ฉะนั้น เมื่อในทางจิตใจ
psychologically a future, มีอนาคตกาลอยู่...
   
19:41 then it becomes mechanistic. ...มันก็จะกลายเป็นกลไก
   
19:46 You follow สิ่งที่ผมหมายถึงกลไก
what I mean by mechanistic คุณเข้าใจหรือเปล่าครับ...
   
19:47 – routine, repetition, ..การทำจนกลายเป็นกิจวัตรซ้ำซากจำเจ
acting on remembrance. ทำไปตามความทรงจำ
   
19:59 Now, if there is no แต่ทีนี้ หากไม่มีวันพรุ่งนี้
psychologically tomorrow, ในทางจิตใจแล้วละก็...
   
20:05 what has taken place ...จะเกิดอะไรขึ้น
in your relationship? ในความสัมพันธ์ของคุณ
   
20:09 In your relationship, ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้
not as an idea, เป็นเพียงแนวความคิด...
   
20:12 in your actual relationship ...แต่ในความสัมพันธ์ที่เป็นจริง
to your wife, to your husband, ต่อภรรยา สามี...
   
20:17 to your friend, .ต่อสามี เพื่อน ลูกชาย ลูกสาวของคุณ
to your boy, to your girl, จริงๆ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหรือครับ
   
20:19 what actually takes place?  
   
20:22 You understand this? คุณเข้าใจไหมครับ
   
20:32 Are you interested in this? เรื่องที่พูดมานี้
  คุณสนใจหรือเปล่าครับ
   
20:40 Which means you have ซึ่งหมายความว่า
not only investigated the concept, คุณไม่เพียงแต่ตรวจสอบแนวความคิด...
   
20:46 the conditioning ...ตรวจสอบอิทธิพลกำหนดของอนาคตกาล
of psychological future ในทางจิตใจเท่านั้น...
   
20:52 and have understood ...คุณได้เข้าใจความสำคัญทั้งหมด
the whole significance of it, ของมันอย่างมีเหตุมีผล...
   
20:56 rationally, sanely, logically, ...อย่างชัดเจนและสมเหตุสมผล
  แล้วพูดว่า...
   
20:59 and said, "มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้"
‘That may not be’.  
   
21:04 So you have hesitantly moved away ซึ่งนั่นก็คือคุณเกิดการรีรอและ
from your conditioning. เคลื่อนไปจากอิทธิพลที่กำหนดคุณแล้ว
   
21:11 And when you put this question, และเมื่อคุณถามคำถามนี้...
your mind is free to observe,  
   
21:19 is no longer tethered ...จิตใจของคุณจะเป็นอิสระ
to your conditioning ที่จะสังเกตและไม่ถูกผูกติด...
   
21:25 that there is a future. ...อยู่กับเงื่อนไขกำหนดที่ว่า
  มีอนาคตดำรงอยู่อีกต่อไป
   
21:27 You have got it? คุณเข้าใจหรือยังครับ
   
21:32 What is your relationship ความสัมพันธ์ของคุณ
to another ต่อผู้อื่นจะเป็นอย่างไร...
   
21:36 when tomorrow psychologically ...หากปราศจากวันพรุ่งนี้ในทางจิตใจ
is not there?  
   
21:58 Perhaps we could approach – ผมไม่อยากตอบคำถามนี้
   
22:00 I don’t want to answer  
this question,  
   
22:03 we’ll find out for ourselves แต่เราจะค้นพบด้วยตัวเราเอง
as we go along. ในขณะที่เราตรวจสอบไปด้วยกัน
   
22:07 I know you are waiting ผมรู้ว่าคุณกำลังรอให้ผมตอบ
for me to answer it, แต่มันไม่มีประโยชน์เลยครับ...
   
22:10 which would be  
   
22:11 – there is no point, it would ...เพราะมันจะเป็นเพียงคำพูด
become verbal, rather silly. และออกจะโง่เขลา
   
22:18 But if you could pursue that thing แต่หากคุณติดตามเรื่องนั้น
in a different direction, ในทิศทางที่แตกต่างออกไป...
   
22:25 perhaps we will catch  
the inward significance  
   
22:29 and the beauty and the truth of it. ...เราอาจจับสาระสำคัญ รวมทั้งความงาม
  และสัจจะของมันได้ด้วย
   
22:42 The ancient Hindus and the Greeks ชาวฮินดูโบราณและชาวกรีก
  ได้สร้างแนวความคิดเรื่องสังคมที่ดี
   
22:52 formulated a concept  
of a good society.  
   
23:00 Don’t get bored with this. กรุณาอย่าเพิ่งเบื่อ
  กับเรื่องนี้นะครับ
   
23:08 They said a good society พวกเขาบอกว่าสังคมที่ดี
is this, this, this. ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
   
23:17 The Greeks said a good society ชาวกรีกบอกว่าสังคมที่ดี
is justice, and so on, so on. คือความยุติธรรม ฯลฯ
   
23:25 The ancient Hindus said ชาวฮินดูโบราณบอกว่า
a good society is only possible สังคมที่ดีจะเกิดขึ้นได้...
   
23:32 if there are a group of people ...หากมีกลุ่มคนผู้สละโลก...
who have renounced the world  
   
23:37 – please, careful, I am not ...กรุณาระวังด้วยครับ ผมไม่ได้บอก
asking you to do it, anything, ให้คุณทำอย่างนั้นหรือทำอะไรทั้งนั้น
   
23:41 I am pointing out – เพียงแต่ชี้ให้เห็นเท่านั้น...
   
23:45 who do not own property, ...มีกลุ่มคนผู้ไม่มีสินทรัพย์ใดๆ
  เขาอยู่นอกสังคม...
   
23:52 who are outside society, ...และเพราะอยู่นอกสังคมเช่นนี้...
   
23:57 and being outside society, ...พวกเขาจึงเป็นผู้ที่มี
  ความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ...
   
24:00 they are responsible ...ที่ดำเนินอยู่ในสังคมด้วย
to the activities of the society.  
   
24:05 You follow? คุณตามทันไหมครับ
   
24:10 Not that they withdraw, ไม่ใช่ว่าพวกเขาถอนตัว
  ถอยห่างจากสังคม...
   
24:12 but being outside society, ...แต่เพราะการอยู่นอกสังคม...
   
24:17 they are morally incorruptible, ...พวกเขาจึงไม่อาจจะ
  เสื่อมทรามฉ้อฉลได้...
   
24:23 because they didn’t own property ...เพราะเขาไม่ครอบครอง
of any kind. ทรัพย์สมบัติใดๆ เลย
   
24:51 And they were morally, พวกเขาจึงมีความชัดเจนทั้งในทาง
ethically, religiously clear. ศีลธรรม จริยธรรมและทางศาสนา
   
25:04 They would not kill, พวกเขาจะไม่ฆ่า
and so on, so on. และจะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้
   
25:08 And for a certain time, probably, ลักษณะเช่นนี้อาจจะ
that existed. บังเกิดขึ้นในยุคหนึ่ง
   
25:13 Then it, like everything else, แต่แล้วก็เช่นเดียวกับ
  ทุกสิ่งทุกอย่าง...
   
25:16 it degenerated into what ...มันเสื่อมถอยลงจนเหลือเป็นเพียง
the world knows as a Brahmin. สิ่งที่โลกรู้จักกันว่า พราหมณ์
   
25:23 The Greeks had the same idea: ชาวกรีกมีความคิดแบบเดียวกัน
  กล่าวคือสังคมที่ดีต้องมีอยู่ในโลก
   
25:27 that a good society ซึ่งมันก็คือสังคมในอุดมคติ
must exist in the world. ที่ถูกกำหนดขึ้น
   
25:34 And it was an idealistic, เป็นอุดมการณ์ เป็นแนวคิด
formulated, ideological society.  
   
25:46 Ideas – you understand? – คุณเข้าใจนะครับ
ideals,  
   
25:53 and according to them, เป็นอุดมคติที่สร้างขึ้นอย่าง
they formulated very carefully, พิถีพิถัน ละเอียดลออตามที่เขาว่า...
   
26:00 the Aristotelian, and so on, ...เช่น พวกนิยมตามอริสโตเติล
society, หรืออื่นๆ...
   
26:05 but never existed. ...แต่เป็นสังคมที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
   
26:11 Now we are saying แต่ตอนนี้เรากำลังพูดว่า
– please, listen – ...(กรุณาฟังนะครับ)...
   
26:15 can we bring about ...ว่าเราสามารถทำให้เกิด
a good society, สังคมที่ดี...
   
26:19 not ideologically, not as a utopia, ...ที่ไม่ได้เป็นสังคมในอุดมการณ์
  ไม่ใช่สังคมในฝันที่สมบรูณ์แบบ...
   
26:25 as something to be done, ...ไม่ใช่บางสิ่งบางอย่าง
achieved, ที่จะต้องบรรลุหรือทำให้สำเร็จ...
   
26:30 but a society, which means ...แต่สังคม ซึ่งหมายถึง...
   
26:34 a relationship between two people ...ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน
is society.  
   
26:38 You are following all this? คุณตามทั้งหมดนี้ทันไหมครับ
   
26:41 Can we as a group กลุ่มของเราสามารถสร้างสังคมที่ดี
create such a good society? เช่นนั้นได้หรือไม่
   
26:46 Now wait a minute. รอสักครู่นะครับ
   
26:48 The Greeks formulated, the Hindus ชาวกรีกสร้างระบบสังคมขึ้นมา...
formulated and probably the Chinese,  
   
26:51   ...ชาวฮินดู และบางทีชาวจีน
  ก็อาจจะคิดขึ้นด้วย...
   
26:54 but we are not ...แต่เรามิได้พยายามคิดสร้าง
formulating anything. แบบแผนสังคมอะไรทั้งสิ้น...
   
26:59 We are not saying the ideal เรามิได้บอกว่าสังคมอุดมคติที่ว่า
  สังคมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
   
27:03 – society must be this, this, this. เรามิได้ทำอย่างนั้น
   
27:07 We are not saying that เพราะนั่นจะกลายเป็นยูโทเปีย
  เป็นอุดมคติที่จะต้องปฏิบัติตาม...
   
27:10 because that becomes a utopia,  
an ideal to be pursued  
   
27:15 – you are following all this? – คุณตามทั้งหมดนี้ทันนะครับ
something to be done. เป็นสิ่งที่จะต้องทำให้บรรลุ
   
27:23 We are talking about a good society แต่เรากำลังพูดถึงสังคมที่ดี
  ที่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...
   
27:31 which can only come into being  
   
27:35 when you as a human being, ...คุณในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
representative of all mankind ผู้เป็นตัวแทนของมนุษยชาติทั้งมวล...
   
27:44 – I’m coming to that,  
hold on to it –  
   
27:49 are responsible มีความรับผิดชอบ
to another human being. ต่อมนุษย์คนอื่นเท่านั้น
   
27:57 When we say เมื่อเราพูดว่า
you are the whole of mankind, คุณคือมนุษยชาติทั้งมวล...
   
28:10 psychologically you are. ...ก็เพราะว่าในทางจิตใจแล้ว
  คุณเป็นเช่นนั้น
   
28:14 Right? ใช่ไหมครับ
   
28:16 You may have คุณอาจจะมีลักษณะศีรษะต่างออกไป
a different shape of head, ผิวขาวกว่าหรือคล้ำกว่า...
   
28:21 lighter skin or darker skin,  
   
28:26 better food – ...มีอาหารดีกว่าแล้วก็เลยสูงกว่าด้วย...
therefore you are taller,  
   
28:31 in a temperate climate, ...อาจจะอยู่ในภูมิอากาศปานกลาง...
   
28:34 your name may be different, ...อาจจะมีชื่อแตกต่างกันออกไป...
   
28:36 but psychologically ...แต่ในทางจิตใจแล้ว
we live at the same level เรามีชีวิตอยู่ในระดับเดียวกัน...
   
28:44 – sorrow, pain, ...มีความทุกข์โศกความเจ็บปวด
anxiety, frustration, ความกังวล ความสับสนวุ่นวาย...
   
28:50 a sense of hopeless loneliness, ...ความรู้สึกสิ้นหวัง ความเหงา
great sorrow. You follow? ความทุกข์โทมนัสอันแสนสาหัส
   
28:56 This exists right through the world. คุณตามทันนะครับ
   
29:03 This is a fact, สิ่งนี้ดำรงอยู่ทุกหนแห่งในโลกนี้
   
29:05 it is not an idea which you accept. และนี้คือข้อเท็จจริง
  มิใช่แนวคิดที่คุณเพียงแค่ยอมรับ
   
29:10 If you go to India, หากคุณไปที่อินเดียคุณจะพบเห็น
  ปรากฏการณ์เหมือนกันกับที่นี่
   
29:13 you see the same phenomena  
there as here.  
   
29:17 They are darker people, พวกเขามีผิวสีคล้ำกว่า
over-populated, poverty, มีประชากรมากจนล้นและยากจน...
   
29:24 but psychologically ...แต่ในทางจิตใจแล้ว
they are anxious, พวกเขาต่างวิตกกังวล...
   
29:27 insecure, confused, miserable, ...รู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย
  สับสน ทุกข์ทน...
   
29:30 worship something ...บูชาสิ่งที่พวกเขาจินตนาการขึ้นมา
which they imagine, ไม่ต่างอะไรจากที่นี่เลย
   
29:34 just like here.  
   
29:36 So there is great similarity. ฉะนั้น จึงเหมือนกันอย่างยิ่งทีเดียว
   
29:43 And psychologically และในทางจิตใจนั้น
it is the same movement, เป็นกระบวนการเดียวกัน...
   
29:48 varied, modified, ...ซึ่งอาจจะมีความหลากหลาย
  แตกต่างกันไปบ้าง...
   
29:51 but the source of this movement is ...แต่แหล่งที่มาของกระบวนการนี้...
the same for all mankind – right?  
   
29:55   ...ล้วนเหมือนกันสำหรับ
  มนุษยชาติทั้งมวลใช่ไหมครับ
   
29:56 You see this? คุณเข้าใจไหมครับ
   
29:59 Not as an idea but as an actuality, ไม่ใช่เข้าใจอย่างเป็นแนวคิด
that is, what is happening. แต่เข้าใจตามความเป็นจริง
   
30:07 Right? นั่นคือเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
  จริงๆ ใช่ไหมครับ
   
30:10 So you are the rest of mankind. ฉะนั้นคุณก็คือมนุษยชาติคนอื่น
   
30:24 If you see that, หากคุณเข้าใจอย่างนี้
  คุณจะไม่ให้ความสำคัญแก่ตัวคุณเอง...
   
30:27 you won’t give such ...อย่างมากมายมหาศาล
tremendous importance to yourself, เช่นที่เป็นอยู่...
   
30:34 your personal anxieties, ...รวมทั้งความวิตกกังวลของคุณ
your personal fulfilment, การเติมเต็มส่วนตนของคุณ...
   
30:40 you know, all the self-centred ...และพวกปัญหาของการเอาตนเอง
egotistic problems, เป็นศูนย์กลางความสำคัญทั้งหลาย...
   
30:44 because you are like everybody else. ...ทั้งนี้เพราะคุณก็ไม่ต่างอะไร
  จากคนอื่นๆ เลย
   
30:50 But you have to solve it. แต่คุณต้องแก้ปัญหานะครับ
   
30:56 Right? ถูกต้องไหมครับ
   
30:59 So, we are saying ผมเริ่มจะเหนื่อยแล้วสิ
  คุณล่ะครับ
   
31:08 – I am getting rather tired,  
are you? –  
   
31:14 we are saying a good society เราพูดว่า สังคมที่ดี
can come into being immediately, สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที...
   
31:25 not something to be achieved ...มิใช่เป็นสิ่งที่จะบรรลุผลในอนาคต
in the future.  
   
31:32 That good society สังคมที่ดีนั้นเกิดขึ้นได้
can come into being only เมื่อเราคิดร่วมกันได้เท่านั้น...
   
31:36 when we think together,  
   
31:39 which means no division ...ซึ่งนั่นหมายถึง
between you and another. ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างคุณกับผู้อื่น
   
31:45 Then our whole conduct changes. จากนั้นความประพฤติทั้งหมด
Right, do you see that? ของเราก็เปลี่ยนไปด้วย
   
31:50   คุณเข้าใจไหมครับ
   
31:52 Then one does not แล้วเราก็จะไม่
exploit the other, เอารัดเอาเปรียบคนอื่น...
   
31:57 either sexually or in various ไม่ว่าในทางเพศ หรือในทางจิตใจ
psychological subtle ways. โดยวิธีที่แนบเนียนแยบยลหลากหลายรูปแบบ
   
32:07 Right? ใช่ไหมครับ
At least verbally follow this.  
   
32:14 But verbally means nothing, อย่างน้อยก็กรุณาให้เข้าใจ
  ในระดับคำพูดนะครับ
   
32:17 like following empty air, แต่ความเข้าใจในระดับถ้อยคำนั้น
  ไม่มีความหมายอะไรเลย...
   
32:23 holding empty ashes ...เหมือนกับการไล่คว้า
in your empty hand. กำอากาศด้วยมือเปล่าของคุณ
   
32:31 So, we are saying a good society, และเราบอกว่า หากมีพวกเราสักกลุ่ม
  ที่สามารถคิดร่วมกันได้...
   
32:36 which must exist  
in this terrible world,  
   
32:43 in this murderous world, ...สังคมที่ดีต้องดำรงอยู่
  ในโลกอันน่าสยดสยองนี้...
   
32:47 immoral society, ...ในโลกแห่งการฆ่าสังหารกัน
  สังคมที่ไร้ซึ่งศีลธรรม...
   
32:51 if a group of us ...ฉะนั้นผมจึงถามว่า...
can think together,  
   
33:01 therefore I asked: ...ความสัมพันธ์ของคุณต่อผู้อื่น
  จะเป็นอย่างไร...
   
33:03 what is the relationship  
of you to another  
   
33:12 if there is no ...หากปราศจากอนาคตกาลในทางจิตใจ
psychological future?  
   
33:18 You see, you understand คุณเข้าใจไหมครับว่าอะไรได้เกิดขึ้น
what has happened?  
   
33:24 Do you… คุณเข้าใจไหมว่า
  อะไรได้เกิดขึ้นกับจิตใจ
   
33:30 What has happened to a mind กรุณาฟังนะครับ
– please, listen –  
   
33:33 what has happened to a mind เกิดอะไรขึ้นกับจิตใจที่เคยชิน...
   
33:40 that has been accustomed, ...ที่ได้รับการฝึกฝน
trained, educated, conditioned ได้รับการศึกษามา...
   
33:46 to accept the whole ...มีอิทธิพลกำหนด
pattern of a life ให้ยอมรับแบบแผนของชีวิต...
   
33:52 which is based on the future? ...ที่ดำเนินอยู่บนพื้นฐานของอนาคต
   
33:59 That has been your way of life. นั่นคือวิถีชีวิตของคุณ
   
34:07 In that is involved the constant ซึ่งวิถีชีวิตเช่นนั้นจะเกี่ยวข้องกับ
effort to become, to achieve – ความพยายามอย่างต่อเนื่อง...
   
34:14 competition, comparison, ...เพื่อให้มีให้เป็นอะไรบางอย่าง
  เพื่อจะบรรลุ...
   
34:19 imitation, the struggle. ...มีการแข่งขัน เปรียบเทียบ
  เลียนแบบ ต้องดิ้นรนต่อสู้อยู่เป็นนิจ
   
34:27 If intelligently you don’t accept แต่หากด้วยสติปัญญา
that way of living, คุณไม่ยอมรับวิถีชีวิตเช่นนั้น...
   
34:35 which means ...ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ยอมรับ...
   
34:36 that you do not accept in your ...ว่ามีอนาคตกาลอยู่
relationship with another future, ในความสัมพันธ์ของคุณกับผู้อื่น...
   
34:41   ...แล้วจะเกิดอะไรขึ้น
  ในจิตใจของคุณหรือครับ...
   
34:45 then what takes place in your mind, ...อะไรเกิดขึ้นกับจิตใจของคุณ
what has happened to your mind?  
   
35:09 This is an important question นี่เป็นคำถามสำคัญ...
if you can solve it for yourself  
   
35:16 – not solve it. ...ถ้าคุณสามารถแก้ได้ด้วยตัวคุณเอง
  -ไม่ใช่แก้นะครับ
   
35:39 If your mind has that quality หากจิตใจของคุณ
  มีคุณลักษณะที่ไม่กระทำ...
   
35:44 that is not acting  
– please, listen –  
   
35:48 from an ideological point of view, กรุณาฟังนะครับ
   
35:53 having an ideal ไม่ได้กระทำจากมุมมอง
and acting according to that ideal, ที่เป็นอุดมการณ์...
   
35:57 which means division ...กล่าวคือมีอุดมคติ
  และกระทำไปตามอุดมคตินั้น...
   
36:00 therefore no ideals whatever, ...ซึ่งหมายถึงมีการแบ่งแยก
  ฉะนั้นเมื่อไม่มีอุดมคติใดๆ ทั้งสิ้น...
   
36:14 and therefore no attempt ...ย่อมไม่มีความพยายาม
to achieve something ที่จะบรรลุอะไรบางอย่าง...
   
36:19 other than understand ...นอกจากการทำความเข้าใจ
what is actually happening. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จริงๆ
   
36:25 Have you understood this? คุณเข้าใจแล้วหรือยังครับ
   
36:34 Are you all asleep? คุณหลับกันหมดแล้วหรือครับ
   
36:36 Q: No. Q: ยังครับ
   
36:46 K: You come and tell me K:คุณมาบอกผมว่า
that there is no tomorrow. วันพรุ่งนี้ไม่มีหรอก
   
36:54 I listen very carefully ผมตั้งใจฟังสิ่งที่คุณพูด
to what you say เพราะคุณอาจจะมีอะไรบางอย่าง...
   
36:59 because perhaps you have something,  
   
37:05 a way of living ...มีวิถีชีวิตที่ปราศจากความขัดแย้ง
in which there is no conflict.  
   
37:13 You come and tell me that. เมื่อคุณบอกผมอย่างนั้น
   
37:19 First, I ask myself: ก่อนอื่นผมถามตัวเองว่า
am I listening to you? ผมกำลังฟังคุณอยู่หรือไม่
   
37:28 Am I actually absorbing ผมกำลังซึมซับสิ่งที่คุณพูด
what you are saying? อยู่จริงๆ หรือไม่
   
37:33 Or am I translating หรือว่าผมกำลังแปลความสิ่งที่คุณพูด
what you’re saying ให้กลายเป็นแนวคิด...
   
37:38 into an idea and accepting the idea  
   
37:39   ...และยอมรับแนวคิดนั้น...
   
37:43 – follow it carefully! – ตั้งใจฟังดีๆ ด้วยนะครับ
   
37:46 and rejecting or accepting that idea คุณอาจปฏิเสธหรือยอมรับ
  แนวคิดนั้นและก็พูดว่า...
   
37:51 and then say – how am I to live ...ผมจะใช้ชีวิตให้เป็นไปตาม
according to that idea? แนวคิดนั้นได้อย่างไร
   
37:57 You follow? ตามทันไหมครับ
   
37:58 That is what you are all doing. นี่คือสิ่งที่พวกคุณทั้งหมด
  กำลังทำกันอยู่
   
38:04 Whereas the man says: ในขณะที่คนๆ นั้นบอกว่า
don’t do that, but just listen. อย่าทำอย่างนั้น ฟังเฉยๆ
   
38:12 Listen to the fact ฟังความเป็นจริงที่ว่า
that you have lived this way, คุณได้ใช้ชีวิตมาอย่างนี้...
   
38:17 see all the consequences ...เห็นผลที่ตามมา
of living that way, ของการใช้ชีวิตอย่างนั้น...
   
38:19   ...และเห็นนัยของมันว่าคืออะไร...
   
38:21 what are the implications, ...เห็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล
logically, step by step. ทีละขั้นทีละตอน
   
38:26 You have lived that way  
   
38:28 and therefore you have become, เพราะคุณใช้ชีวิตมาอย่างนั้น...
   
38:32 your mind has become ...จิตใจของคุณจึงกลาย
completely mechanistic เป็นกลไกอย่างสิ้นเชิง...
   
38:36 – routine, repeat, ...กลายเป็นกิจวัตรที่ซ้ำซาก
repetition, following. จำเจ ปฏิบัติไปตามนั้น
   
38:42 If you see that very carefully, คนๆ นั้นยังพูดกับผมว่า...
he says to me,  
   
38:47 find out for yourself ...ถ้าคุณเข้าใจความเป็นจริง
  ที่พูดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว...
   
38:53 what happens if you do not think ...ค้นหาด้วยตัวคุณเอง
in terms of the future. ดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
   
38:57   หากคุณไม่ได้คิดในแง่ของอนาคต
   
39:00 What happens to you เกิดอะไรขึ้นกับคุณ
in your relationship with another? ในความสัมพันธ์ของคุณต่อผู้อื่น
   
39:07 With the other การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็คือ...
is equally thinking with you.  
   
39:10   ...การที่เขากำลังคิดร่วมไปกับคุณ
  อย่างเท่าเทียมกันด้วย
   
39:14 You understand? เข้าใจไหมครับ
   
39:15 He also says, และเขาก็พูดด้วยว่า
‘Yes, I see that’. "ครับ ผมเห็นแล้วครับ"
   
39:18 So let both of us think together. ฉะนั้นขอให้เราทั้งสองคิดร่วมกัน
   
39:21 I drop my opinions, ผมละวางความคิดเห็นของผม
drop my prejudices, so on, วางอคติของผม ฯลฯ
   
39:25 so we are together thinking. ดังนั้น เราจึงกำลังคิดร่วมกัน
   
39:28 Do you follow? คุณตามทันนะครับ
   
39:29 Then what happens? จากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
   
39:37 Because we have… ทั้งนี้เพราะเราทุกคนต้องการ
  เราปรารถนาให้มีสังคมที่ดี...
   
39:44 all of us want, desire,  
long for a good society  
   
39:51 where we don’t hurt each other, ...ที่ซึ่งเราไม่บาดหมางกัน ไม่ฆ่ากัน
kill each other, maim each other, ไม่ทำร้ายกันและกัน...
   
39:55 go to war against each other, ...ไม่ทำสงครามกัน
  หรือมีชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัว...
   
39:59 live in perpetual insecurity, ...และไม่มั่นคงปลอดภัยอยู่เป็นนิจ
frightened.  
   
40:05 We all want a society เราล้วนต้องการสังคมที่แตกต่างออกไป
of a different kind.  
   
40:15 Some have said กรุณาฟังนะครับ คนบางคนบอกว่า
– please, listen – คุณสามารถมีสังคมที่ดีเช่นนั้นได้...
   
40:18 some have said you can have  
such a good society  
   
40:22 if you alter the circumstances, ...หากคุณเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
the environment. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเสียใหม่
   
40:28 The Communists, the Socialists, กลุ่มคอมมิวนิสต์ นักสังคมนิยม
all the rest of the world, และใครต่อใครในโลกพูดว่า...
   
40:33 says change all that through law, ...เปลี่ยนสิ่งทั้งหมดนั้น
democratically if you can, โดยอาศัยกฎหมาย...
   
40:37   ...หากเป็นไปได้
  ก็ทำอย่างเป็นประชาธิปไตย...
   
40:39 if you cannot – totalitarian – ...หากไม่ได้ก็ทำอย่างเผด็จการ
suppress, conform, force, แล้วก็กดขี่ บีบเค้น บังคับ...
   
40:45 but change the environment. ...แต่ต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้ได้
   
40:51 They have tried it พวกเขาลองพยายามเป็นสิบๆ วิธี
in ten different ways แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
   
40:54 – that has never happened.  
   
40:56 Man has not changed. มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน
   
41:01 Either as a Christian human being, ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชาวคริสต์
or a Hindu, หรือชาวฮินดู
   
41:04 he has not changed radically. เขาไม่เคยเปลี่ยน
  อย่างถอนรากถึงโคนเลย
   
41:10 Why? เพราะอะไรหรือ
   
41:13 Is it an economic reason? เพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือ
   
41:16 Is it a matter of belief? เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อหรือ
   
41:19 You believe in Jesus, คุณเชื่อในพระเยซูเจ้า
another doesn’t. แต่อีกคนไม่เชื่อ
   
41:23 Why? เพราะเหตุใดกันหรือ
   
41:27 Why has there been เพราะเหตุใดตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา...
in the world  
   
41:34 thousands and thousands of years ...ในโลกนี้จึงมีการแบ่งแยก
this constant division? อยู่เช่นนี้เสมอ
   
41:41 The Egyptians, the Greeks, แบ่งแยกเป็น ชาวอียิปต์ ชาวกรีก
the Romans, the Persians, ชาวโรมัน ชาวเปอร์เชีย...
   
41:45 you know, the whole division ...คุณก็รู้ว่าล้วนมีการแบ่งแยกทั้งสิ้น
– why? ทำไมเล่า
   
41:49 Is it because เป็นเพราะว่าไม่เคยมีมนุษย์สักสองคน...
   
41:51 no two human beings  
have ever found out  
   
41:55 how to think together? ...ที่ค้นพบว่าจะคิดร่วมกันได้อย่างไร
  ใช่หรือเปล่า
   
41:58 You understand my point? คุณเข้าใจประเด็นของผมไหมครับ
   
42:06 You and I can’t think together. คุณกับผมไม่สามารถคิดร่วมกันได้
   
42:10 I want to. ผมยินดีนะครับ
   
42:12 The speaker says, ‘For god’s sake, ผู้พูดกล่าวว่า "เห็นแก่พระเจ้าเถิด
let’s think together ขอให้เรามาคิดด้วยกัน...
   
42:16 because we will create ...เพราะเราจะสรรค์สร้างโลก
a different world altogether’. ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"
   
42:22 But you say, ‘Sorry, แต่คุณกลับพูดว่า "เสียใจด้วย
  ฉันต้องการให้ทำตามความเห็นของฉัน...
   
42:24 I want my opinions, ...ฉันชอบความเห็นของฉัน...
I like my opinions,  
   
42:28 I cannot let go ...ฉันไม่สามารถปล่อยวางประสบการณ์
my experiences, my pleasures’. หรือความสุขเพลิดเพลินของฉัน"
   
42:36 So it keeps that division going. ดังนั้นการแบ่งแยกจึงยังดำรงอยู่ต่อไป
   
42:45 Now we are saying: ทีนี้ เรากล่าวว่า
  คุณจะสามารถปล่อยวางสารพันสิ่ง...
   
42:48 can you put aside all your stupid, ...ที่โง่เขลา ไร้ค่าของคุณ...
you know, worthless things  
   
42:55   ...เช่น ความคิดเห็น
  ประสบการณ์ของคุณ...
   
42:56 – opinions, experiences; ...เพราะล้วนเป็นสิ่งที่ตายจาก
they are dead, gone, finished, จบสิ้นไปแล้ว และบอกว่า...
   
43:02 and say, ‘Let’s think together’. "มาคิดร่วมกันเถิด" ได้หรือไม่
   
43:05 So our minds, not your mind ดังนั้นจิตใจของเรา ไม่ใช่จิตใจของคุณ
is different from mine, ที่แตกต่างไปจากของผม...
   
43:11 there is only one mind ...แต่มันมีเพียงจิตใจเดียว
when we are together เมื่อเราคิดร่วมกัน
   
43:14 – you understand this? – คุณเข้าใจไหมครับ
   
43:19 then what is the relationship จากนั้นแล้วความสัมพันธ์ในชีวิต
of that mind ประจำวันของจิตใจเช่นนั้น...
   
43:24 to another mind in daily life? ...กับจิตใจอื่นจะเป็นอย่างไรครับ
   
43:31 Go on, sirs. ท่านทั้งหลาย
   
43:35 Q: Is that Q:นั่นเป็นคำถาม
a rhetorical question, sir? เชิงโวหารหรือเปล่าครับ
   
43:39 Because if not I would like to reply หากไม่ใช่ ผมก็อยากจะตอบ
  แต่ผมไม่อยากรบกวนการพูดของคุณ
   
43:44 but I don’t want  
to interrupt your talk.  
   
43:49 K: I can’t hear, sir K:ผมไม่ได้ยินครับ
– somebody, have you heard? ใครได้ยินบ้างครับ
   
43:54 Q: He says, Q:เขาถามว่า
is it a rhetorical question. นั่นเป็นคำถามเชิงโวหารหรือเปล่าครับ
   
43:56 K: No, it is not K:ไม่ครับ มันไม่ใช่คำถามเล่นสำนวน
a rhetorical question.  
   
43:59 Q: Can you say you want to get Q:ถ้าอย่างนั้น
an answer from the audience, คุณต้องการคำตอบจากผู้ฟัง...
   
44:02 not from yourself? ...ไม่ใช่จากตัวคุณเอง
   
44:04 K: That is why I am waiting, sir. K:นั่นคือสาเหตุ
Q: I am giving you one now, sir. ที่ผมกำลังรออยู่ครับ
   
44:05   Q:ผมกำลังจะให้คำตอบ
  หนึ่งเดี๋ยวนี้ล่ะครับ
   
44:07 K: Oh, no, not one answer. K:ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่คำตอบเดียว
   
44:09 Q: I can only give you my answer. Q:ผมให้ได้แค่คำตอบของผม
I can’t answer for anybody else?  
   
44:11   ผมตอบแทนคนอื่นๆ ไม่ได้...
   
44:12 K: Ah! Then we are not K:อา! ถ้าอย่างนั้น
thinking together. เราก็ไม่ได้กำลังคิดร่วมกันสิครับ
   
44:18 No, no, นั่นแหละคือประเด็นทั้งหมดล่ะครับ
that is the whole point, sir.  
   
44:21 Please, forgive me. ขออภัยด้วย
   
44:24 There is no your point of view มันไม่ใช่ความเห็นของคุณ
and my point of view. หรือความเห็นของผมนะครับ
   
44:27 Q: I never said point of view, sir. Q:ผมยังไม่ได้พูดว่า
  เกี่ยวกับความเห็นเลยนะครับ
   
44:32 K: Your way of expressing it. K:หมายถึง การแสดงความคิด
  ความรู้สึกของคุณ
   
44:35 Q: No, sir, Q:เปล่าครับ
what I wanted to say was just this: สิ่งที่ผมต้องการจะพูดคือแค่...
   
44:38 you said, if there was ...คุณถามว่าหากปราศจากกาลเวลา
no psychological time, ในทางจิตใจแล้ว...
   
44:41 what is your relationship ...ความสัมพันธ์ของคุณ
with another? กับคนอื่นจะเป็นอย่างไร
   
44:44 My answer to that is: และคำตอบของผมก็คือ
  รอจนถึงวันพฤหัสบดีแล้วผมจะบอก...
   
44:46 wait till Thursday  
and I can tell you  
   
44:49 because right now ...เพราะผมบอกคุณตอนนี้ไม่ได้
I cannot tell you.  
   
44:51 I have quarrelled with my wife ผมทะเลาะกับภรรยามา 20 ปีแล้ว
for twenty years.  
   
44:54 K: So, are you saying, sir, K:คุณครับ คุณกำลังพูดว่า
that I cannot tell you about it now. ผมบอกคุณตอนนี้ไม่ได้
   
45:02 I have done this ผมทำอย่างนี้มา 20 ปีแล้ว...
for twenty years,  
   
45:05 I cannot tell you now ...ผมไม่อาจบอกคุณได้ตอนนี้...
but perhaps later on in the future?  
   
45:07   ...แต่ในอนาคตข้างหน้า
  อาจจะได้อย่างนั้นหรือครับ
   
45:09 Q: On Thursday, sir. Q:วันพฤหัสบดีครับ
   
45:12 In the past, I have listened to you เพราะที่ผ่านมาผมฟังคุณพูด
  ในลักษณะที่ไม่ได้ฟังอะไร...
   
45:14 in the way ...คือไม่ใช่เป็นการฟังเลย
that is not listening at all.  
   
45:17 Right now I feel maybe แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ผมอาจจะ
I am on your wavelength, อยู่ในคลื่นความถี่เดียวกับคุณ...
   
45:21 but I need a little bit of time ..เพราะเข้าใจสิ่งที่คุณพูด แต่ต้องการ
to experiment with this. เวลาสักเล็กน้อยเพื่อทดลองสิ่งนี้
   
45:25 I cannot give you the answer ผมไม่สามารถให้คำตอบคุณได้ทันที
immediately และไม่สามารถบอกคุณได้ว่า...
   
45:27 and tell you what is ...ความสัมพันธ์ของผม
my relationship with another กับคนอื่นเป็นอย่างไร...
   
45:30 when I have not had ...ในเมื่อผมยังไม่มีโอกาส...
the opportunity to observe  
   
45:33 what is happening in daily life. ...ที่จะสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
  ในชีวิตแต่ละวันเลย
   
45:36 Sitting here... K:นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพูดครับ
K: That is what I am saying, sir.  
   
45:38 Yes, sir, I have understood ผมเข้าใจคำถามของคุณ
your question.  
   
45:40 I haven’t had the opportunity คุณพูดว่าผมยังไม่มีโอกาส
to put this question to myself, ได้ถามคำถามนี้กับตัวผมเอง...
   
45:43 I must have time ...ผมต้องการเวลาแล้วผมจะตอบคุณ
and then I will answer you.  
   
45:46 I say you are off. แต่ผมบอกว่า
  คุณหลุดออกประเด็นแล้วครับ
   
45:49 I say you are then not meeting. ผมพูดว่าความเข้าใจของเรา
  ยังไม่บรรจบกัน
   
45:52 I love you. เมื่อผมรักคุณ
   
45:59   แล้วเกิดอะไรขึ้นกับจิตใจอย่างนั้น
   
46:03 And what happens to such a mind ที่กล่าวว่าผมปราศจากการแบ่งแยก
that says, I have no division?  
   
46:10 Now, not I will think it over, ทีนี้ มันไม่ใช่ว่าผมจะเอาไปคิดก่อน
I will work at it – then you are... เก็บเอาไปทบทวน...
   
46:19 Q: It’s open. K:เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
  คุณกำลังพลาดประเด็นของผมนะครับ
   
46:24 K: No, you are not  
meeting my point, sir.  
   
46:27 Q: Well, you cannot possibly Q:ก็มันเป็นไปไม่ได้
know what happens. ที่คุณจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น
   
46:30 K: Comment, madame? K:คุณผู้หญิงจะแสดงความคิดเห็น
  ด้วยหรือครับ
   
46:31 Q: I think, Q:ดิฉันคิดว่า
if you are thinking together, ถ้าคุณกำลังคิดร่วมกันอยู่
   
46:34 you can’t know what happens. คุณมิอาจรู้ได้ว่าอะไรเกิดขึ้น
   
46:41 K: Do you know what your K:คุณทราบหรือไม่ว่าขณะนี้
relationship is with another now?  
   
46:43   ความสัมพันธ์ของคุณ
  กับคนอื่นเป็นอย่างไร
   
46:46 Q: No. Q:ไม่ทราบครับ
   
46:51 K: You don’t know what your K:คุณไม่ทราบว่า
relationship with another is now, ความสัมพันธ์ของคุณกับคนอื่น...
   
46:53   ...ในขณะนี้เป็นอย่างไรหรือครับ
   
46:54 with your wife, your friend, ...กับภรรยาของคุณ กับเพื่อนของคุณ
your girl or boy, ลูกสาวหรือลูกชายของคุณ...
   
46:57 do you know what it is now? ...คุณทราบหรือไม่ว่า
  มันเป็นอย่างไรในตอนนี้
   
47:00 Q: No. Q:ไม่ทราบครับ
   
47:02 K: You don’t know? K:คุณไม่ทราบหรือครับ
   
47:06 Q: We know but... Q:เรารู้ แต่...
  (เสียงพูดจับใจความไม่ได้)
   
47:10 K: I am asking you. K:ผมกำลังถามคุณน่ะครับ
So you know? แสดงว่าคุณรู้น่ะสิครับ
   
47:12 Q: Of course. Q:แน่นอน
   
47:13 Q: I don’t know. Q:ฉันไม่ทราบค่ะ
   
47:19 K: The lady says คุณสุภาพสตรีผู้นี้บอกว่าไม่ทราบ
she doesn’t know.  
   
47:24 Will your boyfriend and husband แล้วเพื่อนชายหรือสามีของคุณ
accept that? จะรับได้หรือครับ (เสียงหัวเราะ)
   
47:36 You are playing games. คุณกำลังเล่นเกมนะครับ
   
47:44 Let’s put the question เราลองถามอีกแง่หนึ่งนะครับ
differently.  
   
47:50 What shall we do together เราจะทำอะไรร่วมกันบ้าง
  เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในโลก
   
47:54 to bring about  
a change in the world?  
   
48:02 We all say change is necessary. เราก็ต่างบอกว่า
  จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง
   
48:06 We see things are degenerating, เราเห็นสรรพสิ่งกำลังเสื่อมทรามลง
  คุณก็รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในโลก..
   
48:08 you know what is happening  
in the world,  
   
48:10 terrible things are happening ...ความเลวร้ายสารพัด
in the world. กำลังเกิดขึ้นในโลก
   
48:15 And what shall we do together กรุณาฟังนะครับ แล้วเราจะทำอะไร
– please, listen – to change this? ร่วมกันได้บ้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน
   
48:21 Q: We have to change ourselves. Q:เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
K: No, wait, wait. K:เดี๋ยวครับ เดี๋ยวก่อน
   
48:22 I am coming to that. ผมกำลังจะพูดตรงนั้น
   
48:24 Don’t say change ourselves. อย่าเพิ่งพูดว่าเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง
You have had 50 years. คุณผ่านชีวิตมา 50 ปีแล้ว
   
48:29 Q: 52. Q:52 ครับ
K: 52! K:52 แล้วหรือ!
   
48:43 You have had 52 years, คุณผ่านชีวิตมา 52 ปีแล้ว
   
48:45 why in the name of heavens แต่เหตุใดคุณจึงยัง
haven’t you changed? ไม่เปลี่ยนเสียทีเล่า
   
48:51 So it means you are ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
accepting the future. คุณยังยอมรับว่ามีอนาคตกาลอยู่อีก
   
48:56 Something will happen จะต้องมีอะไรบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น
to make you change. เพื่อทำให้คุณเปลี่ยนแปลง
   
49:01 My question then, ask, sir: ถ้าเช่นนั้นคำถามของผมก็คือ
  เราจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง
   
49:03 what shall we do together?  
– please, listen.  
   
49:08 Though you have listened กรุณาฟังนะครับ
to the speaker for 52 years  
   
49:12 or 10 years or 5 years, แม้ว่าคุณจะได้ฟังผู้พูด
  มา 52 ปี, 10 ปี หรือ 5 ปีก็ตาม...
   
49:14 what shall we do together ...เราจะต้องทำอะไรร่วมกันบ้าง
to bring about a new society? เพื่อทำให้เกิดสังคมใหม่ขึ้นได้
   
49:28 The Catholics ในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์...
at one time in history,  
   
49:31 they were terribly united. ...ชาวคาทอลิกเคยรวมตัวกัน
  อย่างเหนียวแน่นมาก
   
49:35 Anybody who disagreed ใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยจะถูกทรมาน
  สอบสวนโดยการขู่เข็ญหรือถูกเผา
   
49:36 were tortured, inquisitioned, burnt.  
   
49:42 But for a time they held it, แต่เขาก็ทำกันอย่างนั้นอยู่ช่วงหนึ่ง
  เพราะเขายึดความเชื่อเดียวกัน...
   
49:45 because they had the same belief,  
   
49:47 same – ...คุณทราบเรื่องเหล่านั้นหมดนะครับ
you know, all the rest of it.  
   
49:51 Now all that is gone ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นจบสิ้นไปหมดแล้ว
– nobody believes in anything. ไม่มีใครเชื่อในอะไรอีกแล้ว
   
49:58 And we see the society as it is. และเราก็เห็นสังคม
  อย่างที่มันเป็นอยู่นี้
   
50:02 What shall we do together? แล้วเราจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง
   
50:09 When one is put that question, เมื่อเราถูกถามเช่นนั้น แต่ละคนก็มี
  แผนซึ่งแตกต่างกันออกไปใช่ไหมครับ
   
50:11 each one has different plans  
– right?  
   
50:15 different ideas, different concepts: ...มีแนวคิดต่างกัน
do this, don’t do that, ความคิดต่างกันบ้าง...
   
50:17   ...ว่าให้ทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนั้น...
   
50:19 we must all join together ...เราทั้งหมดต้องรวมตัวกัน
to elect a new president, เพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่...
   
50:22 a new politician – you follow? ...นักการเมืองคนใหม่
  คุณเข้าใจไหมครับ
   
50:41 So I am asking: ฉะนั้น ผมจึงถามว่า...
will a belief bring us together?  
   
50:48 Right? ...ความเชื่อจะทำให้เรามารวมกันได้
  กระนั้นหรือ
   
50:49 Q: No. Q:ไม่ได้ครับ
K: It can’t. Wait. K:ไม่ได้
   
50:53 Will authority bring us together? K:แล้วอำนาจที่เหนือกว่าเล่า
Q: No. จะนำเรามารวมกันได้หรือ
   
50:56   Q:ไม่ได้ครับ
   
51:03 K: I promise you a reward. K:แม้ว่าผมสัญญาว่า
Q: No. จะให้สิ่งตอบแทนแก่คุณนะ
   
51:06   Q:ก็ไม่ได้ครับ
   
51:09 K: You will reach Nirvana K:คุณจะเข้าถึงนิพพาน
if you do this. หากคุณทำอย่างนี้
   
51:14 Q: No. Q:ไม่ครับ
   
51:16 K: Or if you don’t do this, K:หรือหากคุณไม่ทำอย่างนี้
you will go to hell. คุณจะตกนรก
   
51:20 Reward and punishment, เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยแบบแผน
on which we have lived. ที่มีรางวัลและการลงโทษ
   
51:24   มีการได้และการเสียมาตลอด
   
51:27 So what will bring us together? ถ้าเช่นนั้น สิ่งใดหรือที่จะนำเรา
  มารวมกันได้
   
51:32 Belief won’t, ความเชื่อไม่อาจทำได้...
   
51:35 authority of any kind is rejected, ...อำนาจที่เหนือกว่าไม่ว่า
  ในรูปแบบใดๆ ล้วนทำไม่ได้..
   
51:41 the reward by another ...รางวัลจากผู้อื่นซึ่งใช้เครื่องมือ
as a means for you to change ที่จะทำให้คุณเปลี่ยน...
   
51:48 is also rejected. ...ก็ทำไม่ได้เช่นกัน
   
51:50 And if you say you are going to be และถ้าหากมีคนกล่าวว่า...
punished in heaven for not obeying,  
   
51:53   ...คุณจะถูกลงโทษ
  ที่ไม่เชื่อฟังในสวรรค์...
   
51:54 you say, ‘Go away, don’t be silly’, ...คุณจะพูดว่า
and you pass him. "ไปให้พ้นเถอะ อย่ามาพูดงี่เง่าเลย"
   
52:00 So what will make us come together? แล้วอย่างนั้น อะไรกันหรือ
  ที่จะนำเรามารวมกัน
   
52:03 Q: Try to listen. Q:การพยายามตั้งใจฟังครับ
   
52:12 K: But you won’t listen K:แต่คุณก็ไม่ได้ฟังหากคุณมีอคติ
if you are prejudiced.  
   
52:18 Right? ใช่ไหมครับ
   
52:20 So will you drop your prejudice? แล้วอย่างนั้นคุณจะละทิ้ง
  อคติของคุณไหมครับ
   
52:23 We come back to the same thing. แล้วเราก็กลับมาเรื่องเดิมอีกครั้ง
   
52:27 Will you drop คุณจะละทิ้งความต้องการ
your personal desire ส่วนตัวของคุณ...
   
52:29 for some extraordinary evolutionary ...ที่จะไปให้ถึงอุดมคติ
utopia, enlightenment? อันประเสริฐสุด...
   
52:33   ...การรู้แจ้งที่จะค่อยๆ
  เกิดวิวัฒน์ขึ้นหรือ
   
52:37 Drop your idea คุณจะละทิ้งแนวคิดของคุณเกี่ยวกับ
of what meditation must be? การทำสมาธิว่าต้องเป็นอย่างไรหรือเปล่า
   
52:43 Can you let go all that? คุณสามารถปล่อยวาง
  สิ่งทั้งหมดนั้นได้ไหม
   
52:50 And will it take another 52 years, และมันจะต้องใช้เวลาอีก52 ปี
  หรือคุณบอกว่า...
   
52:55 you say, ‘Yes, "ครับ แม้ว่าในที่สุดผมกำลังจะตาย
at the end of it, I am dying, แต่ผมก็หวังว่าจะละวางมันได้ครับ"
   
52:57 but I hope I will give it up’. ตามทันไหมครับ
   
53:01 You follow? ดังนั้นสิ่งใดกันที่จะนำเรา
  มารวมกันได้
   
53:03 So what will bring us together? ถามคำถามนั้นนะครับ
You put that question.  
   
53:10 Q: We have not asked, Q:ผมก็ไม่ทราบว่า
I don’t know why. เพราะเหตุใดเราจึงไม่ได้ถามคำถามนั้น
   
53:13 K: Only when we are able K:ต่อเมื่อเราสามารถ
to think together. คิดร่วมกันเท่านั้น
   
53:16 Right, sir? ถูกต้องไหมครับทุกท่าน
   
53:20 When you and I เมื่อคุณและผมมองเห็นสิ่งเดียวกัน
see the same thing.  
   
53:26 Not you see the thing differently มิใช่คุณเห็นสิ่งนั้นต่างออกไป
and I see it differently. และผมก็เห็นต่างไป
   
53:31 When both of us see something แต่เมื่อเราทั้งคู่เห็น
actually happening as it is, สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จริงๆ...
   
53:35   ...อย่างที่มันเป็น...
   
53:38 then we can both look at it. ...เมื่อนั้นเราทั้งคู่
  จึงจะสามารถมองด้วยกันได้
   
53:42 But if you say แต่หากคุณบอกว่า
that is not happening, นั่นมันไม่ได้กำลังเกิดขึ้นอยู่จริง...
   
53:44 only it is imagination, ...มันเป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น...
or it is this, that or the other  
   
53:47   ...หรือว่ามันเป็นอย่างนั้น
  อย่างนี้ อย่างโน้น...
   
53:48 – you follow what I am saying? คุณตามที่ผมพูดทันไหมครับ
   
53:51 So what will make us come together? แล้วอย่างนั้นอะไรเล่า
  จะทำให้เราเข้ามารวมกันได้
   
54:00 I am not talking sexually, ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องทางเพศนะครับ
  ในโลกที่ปล่อยเสรีเช่นนี้...
   
54:03 in this permissive world that is ...นั่นเป็นเรื่องโง่เขลา
the most silly obvious thing, ที่เห็นชัดที่สุด...
   
54:10 and we think ...และเราก็คิดว่านั่นคือการมารวมกัน
that is being together.  
   
54:22 Let’s put the question differently: ขอให้เราถามในแง่ที่ต่างออกไปนะครับ
  หากปราศจากวันพรุ่งนี้...
   
54:30 if there is no tomorrow ...หรืออนาคตในทางจิตใจแล้ว...
psychologically, the future,  
   
54:38 what is my action towards another? ...การกระทำของฉันต่อผู้อื่น
  จะเป็นอย่างไร
   
54:47 The future implies no ideals, อนาคตในที่นี้หมายถึงการปราศจาก
and no past either. อุดมคติและปราศจากอดีตด้วย
   
54:56 You understand this? คุณเข้าใจไหมครับ
   
54:59 If the future you deny หากคุณปฏิเสธอนาคตในทางจิตใจ
psychologically, ก็คือการที่คุณปฏิเสธอดีตด้วย
   
55:02 you also must deny the past.  
   
55:06 I don’t know if you follow this? ไม่ทราบว่าคุณตามทันหรือเปล่านะครับ
   
55:12 Gosh! โอ!
   
55:18 Will you let your past go? คุณปล่อยวางอดีตเสียทีเถิดครับ
   
55:26 Your hurts, the wounds ปลดปล่อยความเจ็บปวดของคุณ
that you have received, บาดแผลที่คุณได้รับ...
   
55:33 the unfulfilled desires, ความอยากที่ยังไม่บรรลุผล
the anxieties ความวิตกกังวลต่างๆ...
   
55:41 – which is the past. ...ซึ่งสิ่งเหล่านี้คืออดีต...
   
55:46 Psychologically, หากในทางจิตใจปราศจากอนาคต...
if there is no future,  
   
55:51 it implies psychologically ...ก็แสดงว่าปราศจากอดีตในจิตใจด้วย
there is no past.  
   
55:55 I wonder if you see this! ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจหรือเปล่า
   
55:58 You can’t have one คุณไม่สามารถเอาอย่างหนึ่งไว้
and reject the other, และปฏิเสธอีกอย่างได้...
   
56:03 they are the same movement. ...เพราะมันคือกระแสเดียวกัน
   
56:08 And that is our difficulty. และนั่นคือปัญหายุ่งยากของเราล่ะ
   
56:14 Our difficulty is to let go, ปัญหาอันยากยิ่งของเราคือ
  การปล่อยวางทั้งอดีตและอนาคต...
   
56:18 either the past or the future,  
   
56:23 because we are frightened. ...เพราะเรากลัว
   
56:29 I won’t go into that now, ผมจะไม่พูดเรื่องนั้นในตอนนี้นะครับ
but look at it, what we are doing.  
   
56:32 We want to change the world. แต่ลองมองดูมัน
  ดูสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่
   
56:33   เราต้องการเปลี่ยนแปลงโลก
   
56:35 It is necessary มันเป็นเรื่องจำเป็น
for our grandchildren. เพื่อลูกหลานของเรา
   
56:38 You know, sir, if you love somebody  
   
56:40 with your heart, with your blood คุณรู้ไหมครับว่า หากคุณรักใครสักคน
with your whole being, ด้วยหัวจิตหัวใจ ด้วยเลือดเนื้อ...
   
56:43 love somebody, ...ด้วยชีวิตทั้งหมดของคุณ
  คุณรักใครคนนั้น...
   
56:47 and you have a small child ...และคุณมีลูกเล็กๆ ที่คุณรัก...
whom you love,  
   
56:51 do you want him ...คุณอยากให้เขาเกิดมา
to enter into this world? ในโลกนี้ละหรือ
   
56:56 So what shall we do? แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี
   
56:59 But you are not แต่คุณก็คงไม่สนใจเรื่องนี้
interested in this.  
   
57:03 Q: But do you think it is really Q:แต่คุณคิดว่า
possible to do it totally? จะทำอย่างนั้นได้จริงๆ หรือครับ
   
57:06 Is someone that you know มีใครที่คุณรู้จักทำได้บ้างไหมครับ
that has done it?  
   
57:11 K: Is this possible to do it K:จะทำอย่างนี้ได้อย่างแท้จริงหรือ
totally, the gentleman asks,  
   
57:15 who has heard me 52 years. ...ท่านสุภาพบุรุษผู้นี้ซึ่งฟังผมพูด
  มาเป็นเวลา 52 ปี เป็นคนถามนะครับ
   
57:18 And do you know anybody ว่ามีคนที่ผมรู้จักที่ทำได้บ้างไหม
who has done this.  
   
57:28 It would be impudent on my part มันออกจะเป็นการอวดดีในส่วนของผม.
– please, listen – กรุณาฟังนะครับ
   
57:32 impudent, impolite, incorrect, ...เป็นการอวดดี ไม่สุภาพ...
   
57:36 to say I know somebody. ...และไม่ถูกต้องเลยหากจะกล่าวว่า
  ผมรู้จักใครคนนั้น
   
57:42 What is important is: แต่สิ่งที่สำคัญคือ
are you now? ในขณะนี้ตัวคุณเองทำหรือเปล่า
   
57:47 Not do you know somebody. ไม่ใช่คุณรู้จักใครบ้างไหม
   
57:53 That is escaping from yourself มันเป็นการหลีกหนีจากตัวคุณเอง
  เมื่อคุณพูดว่า...
   
57:57 when you say, "บ่งบอกคนที่ทำได้มาสักคนสิครับ
‘Well show me somebody, a result’. เพื่อให้เห็นผลที่เกิดขึ้น"
   
58:02 The speaker is not ส่วนผู้พูดก็ไม่สนใจ
interested in results. เรื่องผลที่เกิดขึ้นเลย
   
58:07 If he is, เพราะหากเขาสนใจ
then he will be disappointed, เขาก็จะต้องผิดหวัง...
   
58:11 he will be exploiting, he will enter ...เขาจะต้องเอารัดเอาเปรียบ
into quite a different world. เขาจะเข้าไปอยู่ในโลกที่ต่างออกไป
   
58:17 So what shall we do together? ดังนั้นเราจะต้องทำอะไรด้วยกันบ้าง
   
58:22 You see,  
   
58:25 if you understood คุณรู้ไหมว่าหากคุณเข้าใจ
that word ‘together’. คำว่า "ด้วยกัน"
   
58:35 You know, เสมือนยามที่คุณกุมมือ
when you hold your hand with another ใครสักคนที่คุณชอบ...
   
58:41 whom you like,  
   
58:44 you may be holding hands and ...คุณอาจจะจับมือกันอยู่
each person thinking differently. ทว่าแต่ละคนก็คิดกันไปคนละทาง
   
58:50 Right? ใช่ไหมครับ
   
58:54 But they are not together. นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย
   
59:00 Together means "ด้วยกัน" หมายถึง
having the same quality of mind. การมีคุณลักษณะของจิตใจที่เหมือนกัน
   
59:08 When they love each other, it is เมื่อเขารักกัน
the same quality. You understand? ก็จะมีคุณลักษณะที่เหมือนกัน
   
59:11 To love somebody so completely เข้าใจไหมครับ
   
59:14 – oh, you don’t... การที่จะรักใครสักคนอย่างแท้จริง
  (โอ้ คุณไม่รักหรอก)
   
59:18 In that there is no future, ในสภาวะรักนั้นมันปราศจากอนาคตกาล
is there? ใช่ไหมครับ
   
59:20 You don’t say, คุณจะไม่พูดว่า
‘I will love you tomorrow’. "พรุ่งนี้ผมจะรักคุณ"
   
59:32 So what shall we do แล้วเราจะทำอย่างไรจึงจะเกิด
  ความรู้สึกว่าเราไม่ได้แยกกัน...
   
59:35 to bring about a feeling  
   
59:42 that we are not separate, ...เราร่วมกัน ความรู้สึกนั้น
we are together, คุณลักษณะนั้น...
   
59:50 the feeling, quality, ...ภาวะความรู้สึกนั้น
the feeling of it – you understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
1:00:06 It is quite phenomenal ไม่ใช่เรื่องธรรมดาทีเดียว...
   
1:00:09 that this gentleman  
has heard me 52 years,  
   
1:00:13 another gentleman over there ...ที่สุภาพบุรุษท่านนั้น
for 20 years, ฟังผมมาเป็นเวลา 52 ปี...
   
1:00:19 and some of you have heard me ...อีกท่านที่อยู่ตรงนั้น 20 ปี
for 10, 5, or for the first time และพวกคุณบางคนอาจจะ 10 ปี 5 ปี...
   
1:00:31 – what will make you change? ...หรือมาฟังเป็นครั้งแรก
  แต่อะไรเล่าจะทำให้คุณเปลี่ยน
   
1:00:43 Being hit on the head? ต้องโดนทุบที่ศีรษะหรือ
   
1:00:51 Offering you a reward? เสนอรางวัลให้คุณหรือ
   
1:00:54 What will make you change อะไรจะทำให้คุณเปลี่ยน
so that you say, ‘Look, เพื่อที่คุณจะบอกออกมาว่า...
   
1:00:57 it is the greatest importance "ดูก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต
in life to be together’? คือการร่วมมือร่วมใจกัน"
   
1:01:23 Q: Letting go of fear. Q:การปล่อยวางความกลัวค่ะ
   
1:01:26 K: No fear.  
   
1:01:30 Is that it? K:ปราศจากความกลัวใช่หรือเปล่าครับ
   
1:01:33 Or is it – please, listen – กรุณาฟังนะครับ
  หรือว่าเพราะเราคิดว่า...
   
1:01:35 or is it  
   
1:01:40 we think we are secure เรารู้สึกมั่นคงปลอดภัย
in our separateness? อยู่ในการแยกตัวของเรา
   
1:01:51 Q: Yes, sir. Q:ใช่
   
1:01:52 Q: It must start... Q:มันต้องเริ่ม...
   
1:01:54 K: Just listen, madame, K:คุณสุภาพสตรีครับ
to what I have said. กรุณาลองฟังสิ่งที่ผมพูดนะครับ
   
1:02:01 Each one of us thinks, เพราะว่าเราแต่ละคนคิดว่า
  เรามีชื่อเฉพาะของตน...
   
1:02:03 because we have a particular name,  
   
1:02:07 a form, a job, ...มีรูปลักษณ์ มีงานการ
a bank account, มีบัญชีในธนาคารของตัวเอง...
   
1:02:11 belong to a particular nation, ...สังกัดอยู่กับชาติหนึ่งชาติใด
particular group, หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด...
   
1:02:15 we are safe, secure. ...เราจึงคิดรู้สึกว่า
  เราปลอดภัย เรามั่นคง
   
1:02:23 And I say: are you secure? แต่ผมถามว่า
  คุณมั่นคงปลอดภัยแน่หรือ
   
1:02:28 Obviously you are not. เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่
   
1:02:36 So you follow? คุณตามทันนะครับ
   
1:02:37 You want to be secure completely คุณต้องการความมั่นคงปลอดภัย
in your isolation, อย่างสมบูรณ์แบบอยู่ในการแยกตนเอง...
   
1:02:44 and the moment you are isolated ...แต่ในทันทีที่คุณ
you cannot be secure. แยกตัวออกไปนั้นเอง...
   
1:02:47   ...คุณก็ไม่อาจมี
  ความมั่นคงปลอดภัยได้เลย
   
1:02:51 That is what each nation is saying. นั่นคือสิ่งที่ทุกประเทศพูดกัน
   
1:02:56 We must be secure, เราต้องมั่นคง เราต้องสะสมอาวุธ...
we must build up arms,  
   
1:03:03 we must protect ourselves ...เราต้องป้องกันตัวเราจากคุณ
against you.  
   
1:03:07 So each human being ดังนั้นมนุษย์แต่ละคนจึงต้องการ
wants to be secure in his isolation. ความมั่นคงปลอดภัยอยู่ในการแบ่งแยก...
   
1:03:14 Oh, for god’s sake! โอ! เห็นแก่พระผู้เป็นเจ้าเถอะ
   
1:03:19 And when you are isolated, แต่เมื่อคุณแยกตัวออกมา
you can never be secure. คุณไม่เคยเลยที่จะรู้สึกมั่นคง
   
1:03:34 Isn’t that a fact? K:นี่มิใช่ความเป็นจริงละหรือ
Q: Yes. Q:ใช่ครับ
   
1:03:37 K: Therefore, if it is a fact, K:หากว่านี่คือความเป็นจริง
don’t be isolated. ก็จงอย่าแยกตน
   
1:03:45 You see, you won’t accept the fact คุณเห็นไหมครับว่า
and say it is so, คุณไม่ยอมรับความจริง...
   
1:03:48   ...แต่ก็บอกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง...
   
1:03:50 and yet you keep to the fact, ...และคุณก็ยังพยายามเก็บเอา
hold on. ความเป็นจริงนั้น และก็ยึดมันเอาไว้
   
1:03:56 It is a hopeless generation, ไร้หวังแล้วหรือครับ
is that it? สำหรับคนรุ่นนี้
   
1:04:00 No, sir. ไม่นะครับ
   
1:04:05 So we are pointing out – เรากำลังชี้ให้เห็นว่า
there is complete total security ความมั่นคงปลอดภัยที่แท้จริงนั้น...
   
1:04:11 when we are together. ...จะเกิดขึ้นเมื่อเรา
  ร่วมมือร่วมใจกัน
   
1:04:15 You understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
1:04:16 When we are thinking together. เมื่อเราคิดร่วมกัน
   
1:04:28 And only out of that และจากนั้นเท่านั้น
can come a good society, ที่จะเกิดสังคมที่ดีงาม...
   
1:04:35 which is righteous, which is moral, ...ที่ถูกต้อง มีศีลธรรม
  และจะมีศานติได้
   
1:04:42 which will have peace คุณทราบนะครับ
– you know.  
   
1:04:45 In that there is security, ในนั้นจะมีความมั่นคงปลอดภัย
not in what you have now. ไม่ใช่ในสังคมที่คุณมีอยู่ตอนนี้
   
1:04:57 Basta. เอาล่ะ
   
1:04:59 We will meet the day after tomorrow, เราจะมาเจอกันวันมะรืนใช่ไหมครับ
I believe, don’t we?