Krishnamurti Subtitles

ความดี ความรักและสัจจะ เกิดขึ้นได้โดยการใช้ระเบียบวินัยหรือ

Saanen - 15 July 1979

Public Talk 4



0:59 Krishnamurti: K:ผมคิดว่าเราควรจะสนทนากันต่อ...
We should go on, I think,  
   
1:01 with what we were talking about ...ในเรื่องที่เราได้พูดไป
the last three meetings here. ในการพบกันสามครั้งที่แล้ว ณ ที่นี่
   
1:19 Each trade, each skill, งานแต่ละอาชีพ งานที่ต้องใช้ทักษะ
has its own discipline. ต่างก็มีวิธีการกฎเกณฑ์ของมันเอง
   
1:24   ถ้าหากคุณเป็นช่างไม้...
   
1:29 If you are a carpenter, ...งานช่างไม้ก็ย่อมมีวิธีการปฏิบัติ
it has a particular discipline, โดยเฉพาะของมัน...
   
1:35 scientist, architect and so on – ...ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์
  สถาปนิกหรืออื่นๆ...
   
1:39 each function has ...แต่ละงานต่างก็มีระเบียบวิธี
its own discipline. กฎเกณฑ์ของมันเอง
   
1:48 And human beings และมนุษย์ทั่วทั้งโลกต่างก็เคยชิน...
throughout the world  
   
1:54 are used to this idea of discipline, ...กับแนวความคิด
  เกี่ยวกับวิธีการหรือกฎเกณฑ์นี้...
   
1:57 not only in the technological field, ...ไม่เฉพาะแต่ในด้าน
but also in the psychological realm. เทคโนโลยีเท่านั้น
   
2:08 And we are, through education, ...แต่ในเรื่องของจิตใจก็เช่นเดียวกัน
through our culture,  
   
2:20 in every form of relationship, แม้ความสัมพันธ์ของเรา
there is, as we have accepted, ทุกรูปแบบก็มีกฎเกณฑ์ด้วย...
   
2:26 a certain discipline. ...เพราะการศึกษาและวัฒนธรรมของเรา
  สั่งสอนให้เรายอมรับกฎเกณฑ์
   
2:32 I would like, if I may, ถ้าทำได้ ผมอยากจะขอสืบค้น
  เข้าไปในเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง
   
2:34 to go into this question  
rather deeply:  
   
2:40 why human beings ...ว่าทำไมมนุษย์
need discipline at all. จึงต้องมีกฎเกณฑ์ มีวินัยด้วย
   
2:46 Please, carefully listen. กรุณาตั้งใจฟังให้ดี
   
2:50 Don’t jump to any conclusion อย่าเพิ่งด่วนสรุป
and say there must be no discipline, และพูดว่าเราไม่จำเป็นต้องมีวินัย...
   
2:58 we must live in a permissive ...เราต้องมีชีวิตยู่ในสังคม
society, as we are now, ที่ปล่อยเสรีเช่นที่เป็นอยู่นี้...
   
3:03 and any form of restraint, ...และการหักห้ามหรือการยับยั้ง
any form of holding, is inhuman ในรูปแบบใดก็ตาม...
   
3:12 and therefore the other extreme. ...เป็นสิ่งที่ไร้มนุษยธรรม
  ดังนั้นจึงสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง
   
3:18 As we were saying ดังที่เราได้พูดไปเมื่อวันก่อนว่า...
the other day  
   
3:25 we must all have the capacity ...เราทุกคนจะต้องมีสมรรถภาพ...
   
3:30 not only to be able to listen, ...ไม่เฉพาะแต่ในการฟัง
  และเฝ้าดูร่วมกันเท่านั้น...
   
3:36 to observe together, ...แต่จะต้องสามารถคิดร่วมกันด้วย...
   
3:40 but also think together,  
   
3:44 which apparently is ...ซึ่งเห็นได้ชัดว่ายากยิ่งกว่านัก...
much more difficult  
   
3:51 because we are so trained through ...เพราะว่าเราถูกฝึก
our religion, through our culture, มาจากศาสนาของเรา...
   
3:58 to think individually, separately. ...โดยวัฒนธรรมของเรา
  ให้คิดคนเดียว คิดแยกออกมาต่างหาก
   
4:10 And so there is always diversity ดังนั้นจึงเกิดการแตกแยก
of opinion, judgement, evaluation, ทางความเห็น...
   
4:16   ...การวินิจฉัย
  และการประเมินคุณค่าเสมอ...
   
4:23 your belief opposed ...เช่นความเชื่อของคุณ
to another belief, ขัดแย้งกับอีกความเชื่อ...
   
4:26 ideals opposed to other ideals, ...อุดมการณ์หนึ่งขัดกับ
and so on. อุดมการณ์อื่นๆ เป็นต้น
   
4:31 These differences, ความแตกต่าง ความไม่ลงรอย
contradictory, opposing, และการเป็นปรปักษ์เหล่านี้...
   
4:39 keep the individual separate, ...ทำให้แต่ละคนแยกห่างออกจากกัน...
   
4:45 and when there is separation, ...และเมื่อมีการแยกออกจากกัน
  ย่อมจะเกิดความขัดแย้งขึ้น...
   
4:48 there must be conflict, ...ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่...
which is so obvious:  
   
4:53 national conflicts, ...เช่นความขัดแย้งทางชนชาติ
racial conflicts, ความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์...
   
4:57 class conflicts, ...ความขัดแย้งทางชนชั้น
ideological conflicts, and so on. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ และอื่นๆ
   
5:03 Now we are asking, ทีนี้เราจึงขอถามว่า
we are thinking together เป็นไปได้ไหมที่เราจะมาคิดร่วมกัน...
   
5:09 if that is possible;  
   
5:11 I think it is possible ...ผมคิดว่าเป็นไปได้
  เมื่อคุณปล่อยวางความคิดเห็นของคุณ...
   
5:13 when you put aside ...การประเมินคุณค่า ประสบการณ์...
your own particular opinion,  
   
5:19 your particular evaluation, ...หรือข้อสรุปต่างๆ ของคุณ...
experience, conclusions,  
   
5:26 and feel the necessity ...และรู้สึกถึงความจำเป็น
of thinking together. ของการคิดร่วมกัน
   
5:33 Right? ถูกต้องไหมครับ
   
5:35 Please, do this as we are talking, กรุณาทำอย่างนี้
not when you go home or later on, ในขณะที่เรากำลังพูดคุยกัน...
   
5:38   ...ไม่ใช่คุณรอกลับไปทำที่บ้าน
  หรือทำภายหลัง
   
5:41 but now as we are sitting together, ...แต่ทำในขณะนี้
  ที่เรากำลังนั่งอยู่ร่วมกัน
   
5:45 let’s find out if it is possible  
   
5:51 that we can communicate ขอให้เราค้นหาว่า
with each other เป็นไปได้ไหมที่เราจะสื่อสารกัน
   
5:58 so that there are no barriers. โดยไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรา
   
6:09 The speaker is only การที่ผู้พูดนั่งอยู่บนเวที
sitting on the platform ไม่ได้เพื่อแสดงว่ามีอำนาจใดๆ เหนือกว่า...
   
6:14 not to assume any authority,  
   
6:18 but it is convenient ...แต่เพื่อความสะดวก
because you can all see the man. ที่ทุกคนจะมองเห็นเขาได้
   
6:22 That is the only reason นั่นเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียว
he is sitting on the platform. ว่าทำไมเขาจึงนั่งอยู่บนเวที
   
6:32 And is it possible เป็นไปได้หรือไม่
to think together ที่เราจะมาคิดร่วมกัน...
   
6:35 about this whole question ...เกี่ยวกับปัญหาทั้งหมด
of discipline, effort, เรื่องกฎเกณฑ์ วินัย ความพยายาม...
   
6:42 and whether it is possible ...ดูว่าเป็นไปได้หรือไม่
at all in life ที่เราจะดำรงชีวิตอยู่...
   
6:47 to live without a single effort. ...โดยปราศจากความพยายามใดๆ
  แม้แต่อย่างเดียว
   
6:56 Effort means strife, ความพยายามหมายถึง
  การดิ้นรนต่อสู้...
   
6:59 struggle to become something, ...เพื่อจะเป็นอะไรบางอย่าง
to achieve something, หรือได้รับอะไรบางอย่าง...
   
7:05 not only in the psychological realm, ...ไม่เพียงเฉพาะในเรื่องของจิตใจ
but also in the physical realm. แต่ในเรื่องของวัตถุด้วยเช่นกัน
   
7:11 Is it possible เป็นไปได้หรือไม่
to act without effort, ที่จะกระทำโดยไร้ความพยายาม...
   
7:21 to have a relationship ...ที่จะมีความสัมพันธ์กันและกัน...
with each other  
   
7:23 in which there is ...โดยที่ระหว่างคนสองคน
no strife whatsoever ไม่มีการดิ้นรนต่อสู้ใดๆ...
   
7:29 between two people, ...และไม่มีความขัดแย้งใดๆ
  ภายในจิตใจ...
   
7:31 and no conflict within oneself ...และที่จะคิดได้อย่างปลอดโปร่ง...
to think clearly  
   
7:39 without the determination ...โดยไม่ได้ตั้งปณิธาน
to think clearly? ว่าจะคิดอย่างปลอดโปร่ง
   
7:46 All that implies conflict. เพราะทั้งหมดนั้น
  แสดงนัยถึงความขัดแย้ง
   
7:50 Can we together เรามาพิจารณาปัญหานี้ร่วมกันได้ไหม
think out this question,  
   
7:56 and as we are thinking it out, และในขณะที่เรากำลังสืบค้น...
eliminate as we are going,  
   
8:03 so that we can together put aside ...ก็กำจัดสิ่งที่เห็นทิ้งไปด้วย
  เพื่อให้เราสามารถปล่อยวางร่วมกัน...
   
8:09 through our clarity of perception, ...โดยอาศัยการหยั่งเห็น การได้ยิน
clarity of hearing, of thinking, และการคิดอย่างแจ่มชัดของเรา...
   
8:19 that very movement sets aside ...กระบวนการนี้เองจะปล่อยวาง
the contradictory elements. ปัจจัยต่างๆ ที่ขัดแย้งไม่ลงรอยกันออกไป
   
8:30 That’s what we are going to discuss นั่นคือเรื่องที่เราจะมาพูดคุยกัน
this morning, if we may. เช้าวันนี้ ถ้าเราทำได้
   
8:43 Like the soldiers ทหารทั่วทั้งโลก
throughout the world เป็นผู้ที่มีวินัยอย่างสูง...
   
8:47 are highly disciplined people,  
   
8:53 and that very discipline ...และความมีวินัยนั่นเอง
encourages violence. ที่ส่งเสริมความรุนแรง
   
9:00 I don’t know ผมไม่รู้ว่าคุณเคยคิดเรื่องนี้บ้างไหม
if you have not thought about this.  
   
9:06 A soldier is trained, ทหารถูกฝึกวันแล้ววันเล่า
  เดือนแล้วเดือนเล่า...
   
9:11 day after day, month after month,  
   
9:15 suppressing his personality, ...ให้ต้องกดข่มบุคลิกภาพของเขา
suppressing his desires, กดข่มความอยากของเขา...
   
9:21 conforming to a pattern,  
   
9:24 and there is this very, ...ต้องทำตัวให้สอดคล้องกับแบบแผน
very strict discipline. และวินัยนี้ก็เข้มงวดกวดขันจริงจัง
   
9:31 And that discipline, when it is และวินัยเช่นนั้นเมื่อนำไปปฏิบัติ
in action against somebody, เพื่อต่อต้านใครก็ตาม มันย่อมรุนแรง
   
9:38 it is violent.  
   
9:41 That is war. นั่นคือสงคราม
  มันชัดเจน
   
9:44 Obviously.  
   
9:47 The word ‘discipline’ คำว่า "วินัย" หมายถึงการเรียนรู้...
means to learn,  
   
9:52 not to conform, ...ไม่ใช่การยอมตาม
not to suppress, ไม่ใช่การกดข่ม...
   
9:59 not to imitate, ...ไม่ใช่การลอกเลียนแบบ
but to learn. แต่เป็นการเรียนรู้
   
10:08 Now, in our thinking together, ทีนี้ในการคิดร่วมกันของเรา
we are going to observe เรากำลังจะเฝ้าสังเกตว่า...
   
10:15 whether there can be an action ...การกระทำในชีวิตแต่ละวันของเรา...
in our daily life,  
   
10:23 without this quality of conformity, ...จะเป็นการกระทำ
  ที่ไม่มีการยอมจำนนตาม...
   
10:29 without this quality of imitation ...ไม่มีการลอกเลียนแบบ
to a pattern, to an idea, ไม่ว่าจะเป็นแบบแผน...
   
10:36 to a nationalism, ...แนวความคิด ลัทธิชาตินิยม
and so on, so on. และอื่นๆ ได้ไหม
   
10:39 I hope you are following all this. ผมหวังว่าคุณกำลังติดตามฟัง
  สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้อยู่
   
10:44 For some this may be totally new, สำหรับบางคน
  อาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้
   
10:49 so please, ดังนั้นกรุณาฟังอย่างตั้งใจ
have the goodness to listen.  
   
10:55 To listen implies การฟังหมายความว่า
  คุณสนใจและมีความพยายามที่จะค้นหา
   
10:59 that you are interested  
in trying to find out.  
   
11:03 You know you have listened คุณรู้ไหมว่า คุณอาจจะเคยฟัง
to yourself probably many times. ตัวคุณเองมาแล้วมากมายหลายครั้ง
   
11:08 You have listened to others, และคุณก็เคยฟังคนอื่นพูด
but one always listens partially. แต่เรามักจะฟังเพียงบางส่วนเสมอ
   
11:15 And when you listen partially, และเมื่อคุณฟังเพียงบางส่วน
you don’t listen at all. เท่ากับคุณไม่ได้ฟังเลย
   
11:22 When you listen, you listen. เมื่อใดที่คุณฟัง ก็ขอให้ฟังจริงๆ
   
11:27 Right? ถูกต้องไหม
   
11:30 Now we are going to find out ทีนี้เราจะมาค้นหาว่า
  ทำไมมนุษย์จึงยอมจำนน...
   
11:33 why man has submitted himself ...ทำตามกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย...
to a series of disciplines,  
   
11:40 not only in the physical world, ...ไม่เฉพาะในโลกทางวัตถุ
technological world, หรือโลกทางเทคโนโลยีเท่านั้น...
   
11:45 but also psychologically. ...แต่ในโลกแห่งจิตใจด้วย
   
11:56 And is this discipline helping man วินัยนี้จะช่วยปลดปล่อยมนุษย์
  ให้เป็นอิสระจากนิสัยประหลาดๆ ของเขา...
   
12:00 to free himself  
from his idiosyncrasies,  
   
12:05 his conflicts, his problems, ...จากความขัดแย้ง ปัญหา
his relationship, and so on? ความสัมพันธ์ของเขาและอื่นๆ ได้ไหม
   
12:11 You understand my question? คุณเข้าใจคำถามของผมไหม
   
12:14 Right? ถูกต้องไหม
   
12:16 Are you all very hot? พวกคุณร้อนไหม
   
12:37 Can one listen without effort, ประการแรกนั้น เราสามารถฟัง
first? โดยไร้ความพยายามได้ไหม
   
12:45 Not to the speaker only, ไม่ใช่เฉพาะกับผู้พูดเท่านั้น
but to learn the art of listening, แต่เรียนรู้ศิลปะในการฟัง...
   
12:59 which means not creating an image ...ซึ่งหมายความว่า
  ไม่สร้างมโนภาพเกี่ยวกับผู้พูด...
   
13:02 about the speaker,  
about the person who is speaking  
   
13:08 – your wife, your husband, ...เกี่ยวกับบุคคลที่กำลังพูด
and so on – เช่น ภรรยา สามีของคุณหรือคนอื่นๆ...
   
13:11 not to have an image ...ฟังโดยไม่มีภาพพจน์ใดๆ เกิดขึ้น
when you are listening. ในขณะที่คุณกำลังฟัง
   
13:16 Right? ถูกต้องไหม
   
13:18 Not to have a concept, ไม่มีมโนทัศน์ใดๆ
  ไม่ยึดติดอยู่กับความรู้ของเราเอง...
   
13:25 not to hold on  
to one’s own knowledge,  
   
13:27 and as you are listening,  
interpret what is being said  
   
13:31 according to your knowledge. ...และเมื่อกำลังฟัง ก็อย่า
  ตีความคำพูดไปตามความรู้ของคุณ
   
13:35 All this denies เพราะทั้งหมดนี้
actual listening. ปฏิเสธการฟังที่แท้จริง
   
13:40 If you want to see something ถ้าหากคุณต้องการ
very clearly, เห็นอะไรอย่างแจ่มชัด
   
13:48 you must give your attention. คุณต้องให้ความใส่ใจกับมัน
   
13:57 Attention implies not concentration, ความใส่ใจหมายถึงไม่มีการเพ่งจิต
just observation, เป็นเพียงการเฝ้าสังเกตเฉยๆ...
   
14:02 to see what is actually happening. ...เฝ้าดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ
   
14:09 Like a good scientist เหมือนกับนักวิทยาศาสตร์ชั้นดี
looking through a microscope, มองผ่านกล้องจุลทรรศน์...
   
14:14 he must look ...เขาจะต้องดูว่า
what is actually taking place. อะไรที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จริงๆ
   
14:21 But if he has a hypothesis, แต่ถ้าเขามีข้อสมมุติฐาน
a conclusion, หรือข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังดู...
   
14:25 with that he is looking,  
   
14:27 then he is incapable of pure ...เขาย่อมไม่สามารถเฝ้าดู
observation of what is going on. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างบริสุทธิ์
   
14:34 Right? ถูกต้องไหมครับ
Please.  
   
14:36 Therefore there is ดังนั้นจึงมีศิลปะในการฟัง
the art of listening, ศิลปะในการเฝ้าดู การเห็น...
   
14:41 the art of observing,  
seeing,  
   
14:47 then there is the art ...แล้วก็มีศิลปะในการคิดร่วมกัน
of thinking together.  
   
14:53 From that arises และจากนั้นจึงเกิดศิลปะในการเรียนรู้
the art of learning.  
   
14:56 We will go into all this presently. เราจะสืบค้นในเรื่องทั้งหมดนี้
  เดี๋ยวนี้เลย
   
15:00 We are now going ขณะนี้เรากำลังเข้าสู่
into the art of thinking together. ศิลปะในการคิดร่วมกัน
   
15:08 You and the speaker having put aside ทั้งคุณและผู้พูดได้ปล่อยวาง
their personal problems, ปัญหาเรื่องส่วนตัว...
   
15:14 issues and all the rest of it, ...รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด...
   
15:16 so that we can think together, ...เพื่อที่เราจะสามารถคิดร่วมกัน
to observe our problems. และเฝ้าดูปัญหาของเรา
   
15:23 Not the problems ซึ่งไม่ใช่ปัญหาที่ผู้พูดนำเสนอ
that the speaker imposes, แต่เป็นปัญหาของมวลมนุษย์
   
15:27 but the human problems.  
   
15:30 Right? ถูกต้องไหม
   
15:32 So we are saying: ดังนั้นเราจึงถามว่า...
   
15:36 why has man throughout the ages ...ทำไมมนุษย์ตลอดทุกยุคทุกสมัย
  จึงมีชีวิตอยู่ในสภาวะขัดแย้งเสมอมา
   
15:40 lived in a constant  
state of conflict?  
   
15:48 Whether he is seeking God, ไม่ว่าในยามที่เขาเสาะหาพระเจ้า
whether seeking heaven, หรือแสวงหาสรวงสวรรค์...
   
15:56 whatever he does, ...หรือไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม
  ในความสัมพันธ์ของเรา...
   
15:58 both in our relationships outwardly ...ทั้งกับสิ่งภายนอก
and inwardly with each other, และเรื่องภายใน...
   
16:05 there is this constant ...หรือความสัมพันธ์ระหว่างกันของเรา
struggle, strife. จะมีการดิ้นรนต่อสู้อยู่เสมอ
   
16:13 How has this come about? สภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
   
16:17 Why can’t we live completely ทำไมเราจึงไม่สามารถมีชีวิต...
without a single shadow of strife?  
   
16:22   ...ที่ปราศจากเงามืด
  ของการดิ้นรนต่อสู้ได้อย่างสิ้นเชิง
   
16:26 You understand my question? คุณเข้าใจคำถามของผมไหม
   
16:31 Please, put that question กรุณาถามคำถามนี้กับตัวคุณเอง...
to yourself,  
   
16:37 and let’s find out ...และขอให้เราค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
the true cause of it, together. ของมันร่วมกัน
   
16:49 Strife must exist ที่ใดมีการแบ่งแยก
where there is division. การดิ้นรนต่อสู้จะต้องดำรงอยู่
   
16:57 That is obvious; นั่นคือสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน...
   
17:01 division between the guru การแบ่งแยกระหว่างคุรุและศิษย์
and the disciple, ระหว่างชนชาติต่างๆ...
   
17:07 between our nationalities,  
   
17:13 as long as there is ...ตราบใดที่ยังมีการแบ่งแยก
a division of any kind, ไม่ว่าชนิดใด...
   
17:21 there must be conflict. ...ตราบนั้นจะต้องมีความขัดแย้ง
   
17:23 This is obvious. อันนี้ชัดเจน
   
17:27 Right? ถูกต้องไหม
   
17:28 Do we see that? เรามองเห็นอย่างนั้นไหม
   
17:34 As long as one thinks ตราบใดที่เราคิดว่าเราเหนือกว่าคนอื่น
one is superior to another, ตราบนั้นจะต้องมีความขัดแย้ง
   
17:40 there must be conflict.  
   
17:43 As long as one asserts ตราบใดที่เรายืนยันความคิดเห็น
one’s opinions, หรือข้อวินิจฉัยของเรา...
   
17:48 judgements as opposed to another’s ...ที่ตรงข้ามกับความคิดเห็น
opinions, another judgement, หรือข้อวินิจฉัยของผู้อื่น...
   
17:50   ...ตราบนั้นจะต้องมีการแบ่งแยก
  และความขัดแย้ง
   
17:52 there must be division and conflict.  
   
17:58 In relationship ในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน...
between two people,  
   
18:02 each pursuing his own ambitions, ...แต่ละคนต่างก็ไขว่คว้า
his own fulfilment his own desires, ไปตามความทะเยอทะยาน หรือการเติมเต็ม...
   
18:08 division exists, ...หรือตามความอยากของตนเอง
and therefore there is conflict. จึงเกิดการแบ่งแยกทำให้มีความขัดแย้งขึ้น
   
18:12 Right? ถูกต้องไหม
I hope you are following. ผมหวังว่าคุณคงตามทัน
   
18:15 You are observing it คุณกำลังเฝ้าดูชีวิตคุณอยู่
not verbally, not intellectually, ไม่ใช่เพียงคำพูดหรือด้วยปัญญานึกคิด...
   
18:20 but actually as it is taking place ...แต่เฝ้าดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ
in your daily life. ในชีวิตแต่ละวันของคุณ
   
18:26 Right? ถูกต้องไหม
   
18:29 Now we are asking: ทีนี้เราขอถามว่า
  การแบ่งแยกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
   
18:31 why has this division  
come into being?  
   
18:41 There is the sunset and sunrise, พระอาทิตย์ขึ้นแล้วตก
  มีมืดและสว่าง...
   
18:46 darkness and light,  
   
18:50 the stars in their great  
brilliancy and beauty,  
   
18:55 and the dark earth, ...มีหมู่ดาวที่แสงสุกสกาวและสวยงาม
  และโลกที่มืดมิด...
   
18:58 there is a man and a woman, ...มีผู้ชายและผู้หญิง...
   
19:00 there is nature ...มีธรรมชาติและมีโลกของเทคโนโลยี
and technological improvement.  
   
19:06 All at that level, ทั้งหมดในระดับนั้น
which is actual. เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง
   
19:14 And inwardly, และในโลกภายใน
if you observe carefully, ถ้าหากคุณเฝ้าดูอย่างใส่ใจ...
   
19:21 inwardly, ...ข้างในนั้น
there is also division: ก็มีการแบ่งแยกเช่นกัน...
   
19:26 I must/I must not, ...เช่น ฉันต้องและฉันต้องไม่
I have been/I shall be, ฉันเคยเป็นและฉันจะเป็น...
   
19:34 I shall achieve/I may not achieve. ...ฉันจะบรรลุและฉันอาจจะไม่บรรลุ
   
19:39 So there is always ดังนั้นในจิตใจก็มีการแบ่งแยกอยู่เสมอ
this inward division เช่นเดียวกับภายนอก
   
19:43 as well as outward division.  
Right?  
   
19:49 Right, sir? ถูกต้องไหม ใช่ไหมครับ
   
19:51 Some of you at least อย่างน้อยที่สุดพวกคุณบางคน
agree or disagree with me. ก็เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับผม
   
20:01 We are asking why. เรากำลังถามว่าเพราะเหตุใด
How has this come about? สภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
   
20:07 Is this the normal state, สภาวะนี้เป็นสภาวะปกติ
  เป็นภาวะที่ดีตามธรรมชาติหรือไม่
   
20:15 natural healthy state?  
   
20:20 Or it is really abnormal. หรือว่าจริงๆ แล้ว
  มันเป็นสภาวะที่ไม่ปกติ
   
20:28 Really non-existent. เป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่จริง
   
20:35 This is what นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะค้นหา
we are going to find out.  
   
20:38 You are following all this? คุณตามทันไหม
   
20:41 First of all, we are asking: ก่อนอื่นเราขอถามว่า
  สภาพการแบ่งแยกนี้เป็นสิ่งปกติหรือไม่
   
20:44 is this normal, และทำไมการแบ่งแยกนี้จึงดำรงอยู่
this division?  
   
20:49 And why does this division exist, การแบ่งแยกระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์...
between God and man,  
   
20:56 the good and the bad, ...ความดีกับความเลว
the better – and so on, สิ่งที่ดีกว่า และอื่นๆ...
   
21:00 this constant division,  
comparison,  
   
21:05 conformity to a pattern, ...มีการแบ่งแยกการเปรียบเทียบ
and so on, so on? การยอมทำตามแบบแผน และอื่นๆ ตลอดมา
   
21:11 Is this normal? สภาพเช่นนี้เป็นปกติไหม
   
21:16 We have accepted it as normal. เราได้ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ
   
21:18 Like war อย่างเช่นยอมรับสงคราม
  ว่าเป็นเรื่องปรกติ
   
21:22 – please, follow – like war, กรุณาพิจารณาตาม
  เหมือนกับคนที่พูดว่า...
   
21:24 like the man who says,  
‘I know, you don’t know’,  
   
21:29 ‘I interpret God and you listen’. "ฉันรู้ คุณไม่รู้"
  "ฉันตีความพระวาจาของพระเจ้า และเธอรับฟัง"
   
21:34 We have accepted nationalism, เราได้ยอมรับลัทธิชาตินิยม
  การแบ่งแยกชนชั้น...
   
21:39 division of classes, ...หรือยอมรับลำดับชั้น
hierarchical outlook ว่าเป็นเรื่องปกติ เรื่องดี และจำเป็น...
   
21:45 as being normal, ...เพราะเราคิดว่านั่นคือความก้าวหน้า
healthy, necessary,  
   
21:51 because we think that is progress.  
   
21:56 Right? ใช่ไหม
   
22:00 That is evolution, เราคิดว่านั่นคือวิวัฒนาการ
that is achieving the good. คือการบรรลุถึงสิ่งที่ดี
   
22:09 Right? ใช่ไหม
   
22:12 Now we are saying ทีนี้เราขอถามว่า
– is this normal? สภาพนี้เป็นปกติไหม
   
22:19 We are questioning to find out เราถามเพื่อที่จะค้นหาร่วมกัน
together – together – ร่วมกันจริงๆ...
   
22:24 not the speaker says something ...ไม่ใช่ว่าผู้พูด พูดอะไรออกไป
and you accept or reject, แล้วคุณก็ยอมรับหรือปฏิเสธ...
   
22:29 but together we are investigating ...แต่เรามาสืบสวน
into this question, เข้าไปในปัญหาร่วมกัน...
   
22:34 which means ...ซึ่งหมายความว่า
we are thinking together, เรากำลังคิดร่วมกัน...
   
22:38 not you think and I accept, ...ไม่ใช่คุณคิด แล้วผมก็ยอมรับ...
   
22:41 or I think and you accept, ...หรือผมคิดแล้วคุณก็ยอมรับ
or you reject or I reject, หรือคุณปฏิเสธ หรือผมปฏิเสธ...
   
22:45 but together we are ...แต่เรากำลังคิด
thinking and exploring. และสำรวจตรวจสอบร่วมกัน
   
22:49 Right? ถูกต้องไหม
Please. ขอความกรุณาด้วยครับ
   
22:53 Because we want to point out เพราะเราต้องการชี้ให้เห็นว่า
that there is a way of living ยังมีหนทางของการดำรงชีวิต...
   
23:01 without a single effort, ...ที่ปราศจากความพยายามใดๆ ทั้งสิ้น
  ทั้งทางกายภาพและในทางจิตใจ
   
23:06 both physically  
as well as psychologically.  
   
23:13 Right? ถูกต้องไหม ถ้าเช่นนั้น
So is this normal? สภาพการดิ้นรนนี้เป็นปกติไหม
   
23:18 We say yes, it is normal, เราพูดว่า ใช่ มันเป็นปกติ
   
23:20 because everything เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
struggles to exist. ต้องดิ้นรนเพื่อให้ดำรงอยู่
   
23:26 Nature is ธรรมชาติมีการต่อสู้ดิ้นรน
in constant battle of survival เพื่อความอยู่รอดตลอดเวลา...
   
23:34 – the tiger killing the deer ...เช่น เสือต้องฆ่ากวาง และอื่นๆ
and so on, so on.  
   
23:40 That struggle, strife is normal. การดิ้นรนนั้น
  การต่อสู้นั้นเป็นเรื่องปกติ
   
23:45 Because it exists there, เราคิดว่าเมื่อมันมีการต่อสู้ที่นั่น
it must exist naturally here.  
   
23:48   มันก็จะต้องมีอยู่ที่นี่
  ในชีวิตเราด้วยตามธรรมชาติ
   
23:53 And without struggle, และถ้าไม่มีการดิ้นรน
without comparison, ไม่มีการเปรียบเทียบ...
   
23:58 without competition, ...ไม่มีการแข่งขัน
you cannot progress. คุณก็ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้
   
24:04 Perhaps that may be so บางทีมันอาจจะเป็นเช่นนั้น
in the technological world, ในโลกของเทคโนโลยี...
   
24:10 but we have accepted it  
also psychologically  
   
24:16 – right? – ...แต่เราได้ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้
  ในโลกของจิตใจด้วยเช่นกัน ใช่ไหม
   
24:20 that the more knowledge we have, ...ที่เรายอมรับว่า
  ยิ่งเรามีความรู้มากเท่าใด...
   
24:24 the greater the ascent of man. ...พัฒนาการของมนุษย์
  ก็จะยิ่งพัฒนาสูงขึ้น
   
24:29 Right? ใช่ไหม
   
24:33 The more one knows ยิ่งเรามีความรู้เกี่ยวกับจักรวาล...
about the universe,  
   
24:37 about the environment, ...เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมมากเท่าใด
the more and more, มนุษย์ก็จะยิ่งได้รับการพัฒนา...
   
24:41 the more cultivated, ...ยิ่งเป็นผู้มีการศึกษามากขึ้น...
the more educated,  
   
24:45 the more enlightened ...และมีวิวัฒนาการสูงขึ้น
the human being becomes. ในด้านจิตวิญญาณ
   
24:52 All that implies struggle. ทั้งหมดนั้นแสดงถึงการดิ้นรนต่อสู้
   
25:05 Why is there this division? ทำไมจึงมีการแบ่งแยกเช่นนี้
   
25:11 Have we taken it over หรือเราได้รับเอาแนวความคิด
from the actual fact มาจากความเป็นจริงที่ว่า...
   
25:17 that I must struggle with the earth ...ฉันต้องดิ้นรนทำงานพลิกผืนดิน...
   
25:23 and cultivate it to produce ...เพื่อเพาะปลูกพืชผักผลไม้กินได้
what one can eat? ใช่ไหม
   
25:31 Is it the struggle หรือมันเป็นเพราะการดิ้นรนต่อสู้
in the outward world ในโลกภายนอก...
   
25:36 for sheer existence ...เพื่อความอยู่รอดล้วนๆ...
   
25:39 has that concept, ...ที่ทำให้แนวความคิดเช่นนั้น
  หรือความเป็นจริงอย่างนั้น...
   
25:45 or that actuality slipped ...เคลื่อนเข้ามาสู่
into the psychological world? โลกของจิตใจใช่ไหม
   
25:49 You are following all this? คุณตามทันไหม
   
25:52 Or is this too brainy, all this? หรือว่าเรื่องทั้งหมดนี้
  เป็นเหตุผลทางวิชาการมากเกินไป
   
25:58 I don’t think it is too brainy, ผมไม่คิดว่า
  เรื่องนี้เป็นวิชาการมากเกินไป...
   
26:01 it’s just clarity of explanation ...มันเป็นแค่การอธิบาย
– right? – verbal clarity. ให้ชัดแจ้งเท่านั้น
   
26:04   การทำให้กระจ่างด้วยคำพูด
   
26:11 We must begin เราจะต้องเริ่มต้น
with verbal clarity, ด้วยคำอธิบายทางคำพูดที่มีเหตุผล...
   
26:16 otherwise we cannot communicate ...มิฉะนั้นแล้ว
with each other. เราจะไม่สามารถสื่อสารระหว่างกันได้
   
26:19 If you say that is all ถ้าหากคุณพูดว่าเรื่องนั้น
too complicated for me, ซับซ้อนเกินไปสำหรับฉัน...
   
26:23 too highbrow, ...สูงส่งเกินไป
too intellectual, หรือเป็นทฤษฏีมากเกินไป...
   
26:27 you stop investigating, ...คุณก็จะหยุดการสืบค้น
finding out for yourself หรือค้นหาด้วยตัวคุณเอง...
   
26:32 why human beings ...ว่าทำไมมนุษย์จึงดำรงชีวิตเช่นนี้
have lived like this ต้องดิ้นรนต่อสู้มานับพันๆ ปี
   
26:36 through millennia, struggling.  
   
26:47 Is that the reason? นั่นใช่เหตุผลหรือไม่
   
26:51 We see nature in struggle, เรามองเห็นการดิ้นรนต่อสู้
in conflict, การขัดแย้งเกิดขึ้นในธรรมชาติ...
   
26:57 we see to learn a new language ...เราเห็นว่า การเรียนรู้ภาษาใหม่
implies a certain amount of strain, ย่อมหมายถึงมีความตึงเครียด...
   
27:01 conflict, attention, ...ความขัดแย้ง
  และความใส่ใจอยู่ในระดับหนึ่ง
   
27:05 to learn a skill requires effort, การเรียนรู้เพื่อสั่งสมความชำนาญ
  ต้องใช้ความพยายาม...
   
27:10 so perhaps that movement has been ...บางทีเป็นเพราะเหตุนั้น...
accepted in the psychological field.  
   
27:14   ...เราจึงได้ยอมรับกระบวนการเช่นนั้น
  เข้ามาในเรื่องของจิตใจ
   
27:18 That is one fact. นั่นคือความเป็นจริงอย่างหนึ่ง
We are asking that. เรากำลังถามคำถามนั้น
   
27:25 Or is it that human beings หรือเป็นเพราะว่ามนุษย์ทั่วทั้งโลก...
throughout the world  
   
27:29 have emphasised in their culture, ...พากันเน้นย้ำ
in their religion in their activity, ทั้งในวัฒนธรรม ในศาสนา...
   
27:36 the ego, ...และในกิจกรรมของพวกเขา...
the me,  
   
27:39   ...ว่า ตัวตน หรือตัวฉัน
  แยกต่างหากจากตัวคุณใช่หรือไม่
   
27:41 separate from you?  
   
27:48 Do you follow? คุณเข้าใจไหม
   
27:52 So, culture, religion, ดังนั้นวัฒนธรรม ศาสนา
economics, politics, เศรษฐศาสตร์ การเมือง...
   
27:57 everything has educated man ...ทุกสิ่งทุกอย่าง
  ได้อบรมสั่งสอนผู้คน...
   
28:02 to the idea, to the concept ...ให้พากันมีแนวความคิดหรือมโนทัศน์
of the me and the you. ว่าเป็นตัวฉันและตัวคุณ
   
28:09 Therefore there is a division. เมื่อเป็นเช่นนั้น
  จึงเกิดการแบ่งแยกขึ้นมา
   
28:12 And in the me และในความเป็นตัวฉันนั้น
there are innumerable divisions. ก็มีการแบ่งแยกจนนับไม่ถ้วน
   
28:18 Right? ใช่ไหม
   
28:25 The ‘me’ "ตัวฉัน" ที่ทั้งต้องการและไม่ต้องการ
not wanting and wanting.  
   
28:30 The ‘me’ that says, "ตัวฉัน" ที่พูดว่า "ฉันจะเป็น
  ฉันเคยเป็น ฉันจะต้องเป็นในอนาคต"
   
28:31 ‘I shall be, I have been,  
I must be in the future’.  
   
28:36 So is that the reason why – นั่นคือเหตุผลใช่ไหม
   
28:42 is that the cause of this division, นั่นคือสาเหตุ
  ของการแบ่งแยกนี้ใช่ไหม...
   
28:46 which is brought about by culture, ...ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยวัฒนธรรม
religion, and so on, so on? ศาสนา และอื่นๆ
   
28:52 That is second. นั่นคือประการที่สอง
   
28:54 Or is it that each human being หรือเป็นเพราะมนุษย์แต่ละคน
  แสวงหาการหลุดพ้นส่วนตนของตนเอง...
   
29:01 is seeking salvation individually,  
   
29:07 seeking security individually, ...แสวงหาความมั่นคงของตนเอง
  แสวงหานิพพาน สวรรค์...
   
29:11 seeking Nirvana, heaven, ...หรือความสว่างด้วยตัวเอง
illumination, by himself? เพื่อตัวเอง ใช่ไหม
   
29:21 And the idea that when you และมนุษย์มีแนวความคิดที่ว่า
reach that, then you are all one. เมื่อคุณบรรลุถึงสภาวะนิพพาน...
   
29:24   ...จากนั้นพวกคุณทุกคน
  ย่อมเป็นหนึ่งเดียว
   
29:27 You follow? คุณตามทันไหม
   
29:32 So this has been ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราถูกสอน
what we have been taught, ได้รับการส่งเสริม...
   
29:38 encouraged, learnt, conditioned. ...อบรมหรือถูกครอบงำมา
   
29:42 Right? ถูกต้องไหม
   
29:48 And a man และ "ผู้ชาย" ที่จริงเมื่อผมพูดว่า
  "ผู้ชาย" ก็อาจจะมี "ผู้หญิง"...
   
29:52 – or rather when I say a man,  
there might be ladies  
   
29:55 who are opposed to man, ...ที่อยู่ตรงข้ามกับผู้ชาย
and all the rest of it – (เรียกร้องสิทธิสตรี) และอะไรทำนองนี้...
   
30:01 why has a human being ...ทำไมมนุษย์
not gone into this question? ถึงยังไม่สืบค้นในปัญหานี้
   
30:09 No saint has gone into it. ไม่มีนักบุญคนใดสืบค้นเรื่องนี้
   
30:14 No religious teacher ไม่มีครูบาอาจารย์
has gone into it. ทางศาสนาคนใดสืบค้นเรื่องนี้
   
30:17 They say ultimately พวกเขาบอกว่าในที่สุดแล้ว
you will be without effort, คุณจะถึงจุดซึ่งไม่ต้องใช้ความพยายาม...
   
30:22 but you must make effort ...แต่คุณจะต้องใช้ความพยายาม
to reach the ultimate, เพื่อไปให้ถึงสภาวะสูงสุด...
   
30:27 therefore you must struggle, you ...ดังนั้นคุณจึงต้องดิ้นรน
must conform, you must discipline, คุณต้องยอมตาม คุณต้องมีวินัย...
   
30:31 you must starve, ...คุณต้องทรมานด้วยการอดอยาก
you must fast, you must คุณต้องอดอาหาร คุณต้อง…
   
30:34 – you know, all the rest of it – ...ทั้งหมดนั้น คุณรู้ดี คุณต้องทำตาม
  หรือยอมรับอำนาจที่เหนือกว่า
   
30:37 you must follow,  
accept authority.  
   
30:50 Seeing that, เมื่อเห็นอย่างนั้น
one begins to question it. เราจึงเริ่มตั้งคำถามกับสภาพเช่นนี้
   
30:58 One asks: is it possible? เราจึงถามว่า มันเป็นไปได้หรือ
   
31:02 One sees the causes of this division เราเห็นสาเหตุต่างๆ ของการแบ่งแยกนี้
   
31:07 – political, religious, national: แบ่งแยกทางการเมือง ศาสนา
  ประเทศชาติ...
   
31:11 the Arab, the Jew, the Hindu, ...แบ่งแยกเป็นชาวอาหรับ ชาวยิว
the Muslim – you follow? – all that, ชาวฮินดู ชาวมุสลิม คุณเข้าใจไหม
   
31:14   ...แบ่งแยกเป็นพวกเผด็จการ
  พวกทุนนิยม...
   
31:15 the totalitarian, the capitalist, ...ทั้งหมดเหมือนกันทั้งนั้น
they are all the same.  
   
31:21   ดังนั้นสภาวะการแบ่งแยกเช่นนี้
  เป็นปกติไหม
   
31:25 So, is this normal? หรือว่าเรายอมรับและเคยชิน
  อยู่กับปัญหา การแยกตัว...
   
31:32 Or we have so given ...แล้วเอาตนเอง
to this individual, เป็นศูนย์กลางความสำคัญ...
   
31:39 isolated ...เราแสวงหาความมั่นคง
self-centred problems, อยู่ในการแยกตัวนั้น...
   
31:45 seeking security there ...แต่ก็ไม่เคยหามันพบ...
and never finding it,  
   
31:56 because when one is isolated, ...เพราะเมื่อเราแยกตนออกโดดเดี่ยว
one can never be secure. เราจะไม่มีวันรู้สึกมั่นคงได้เลย
   
32:02 Right? ใช่ไหม ผมไม่แน่ใจว่าคุณเข้าใจไหม
I wonder if you see that?  
   
32:11 Now when one country is isolating ทีนี้ เมื่อประเทศหนึ่งแยกตัวออกมา
itself from another country, จากอีกประเทศหนึ่ง...
   
32:21 how can they co-exist? ...แล้วทั้งสองประเทศ
  จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
   
32:24 There must be wars – you know, สงครามย่อมจะเกิดขึ้น
the whole thing that is going on. คุณก็รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้น
   
32:29 But yet we, as human beings,  
   
32:34 are isolating ourselves แต่กระนั้นมนุษย์เราต่างก็กำลัง
in all our activities แยกตัวเองในทุกๆ กิจกรรมของเรา...
   
32:41 and trying to find in that isolation ...แล้วก็พยายามค้นหา
security, ความมั่นคงปลอดภัยจากการแยกตัวเองนั้น...
   
32:48 and have a relationship with another ...แล้วไปมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น
  ที่แยกตนเองอยู่เช่นกัน...
   
32:50 who is also seeking,  
isolating himself  
   
32:54 – there must be ...ความขัดแย้งย่อมจะต้องเกิด
inevitably conflict. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
   
32:58 And therefore no security. เมื่อเป็นเช่นนั้น
Right? จึงไม่มีความมั่นคงปลอดภัย ถูกต้องไหม
   
33:02 Security implies a state of mind ความมั่นคงปลอดภัยหมายถึง
in which there is no conflict. สภาวะจิตใจที่ไม่มีความขัดแย้งใดๆ
   
33:10 You following this? คุณตามทันไหม
  ใช่ไหมครับ
   
33:15 Right, sir?  
   
33:23 Is this an illusion, this division, การแบ่งแยกนี้เป็นมายา...
   
33:27 a delusion that man ...เป็นความหลงผิด
thought has invented? ที่ความคิดสร้างขึ้นมาใช่ไหม
   
33:32 Or is it an actuality หรือว่ามันเป็นความเป็นจริง
in the sense – real, true? ในแง่ที่เป็นของแท้ ถูกต้องใช่หรือไม่
   
33:43 Right? ถูกต้องไหม
   
33:46 Is it the result of thought? หรือมันเป็นผลของความคิด
   
33:51 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
33:55 We have the capacity to think, เรามีความสามารถที่จะคิด...
   
33:59 at least most people have, ...อย่างน้อยที่สุด ผู้คนส่วนมาก
to a limited or to a wide extent. มีความสามารถที่จะคิดได้...
   
34:02   ...ในขอบเขตจำกัดหนึ่ง
  หรือคิดได้กว้างขวาง
   
34:05 To think clearly. เราสามารถที่จะคิดอย่างกระจ่างชัด
   
34:07 Or think in illusion หรือคิดอยู่ในมายาภาพ
created by thought. ที่ความคิดสร้างขึ้น
   
34:13 Right? ใช่ไหม
   
34:14 Are you following all this? ทั้งหมดนี้คุณตามทันไหม
   
34:24 Thought, อย่างที่เราเคยพูด...
as we have been saying,  
   
34:29 is the response of memory, ...ว่าความคิด คือ การตอบสนอง
experience, knowledge. ของความทรงจำ ประสบการณ์ และความรู้
   
34:37 Right? ถูกต้องไหม
   
34:39 You have stored up through คุณได้สะสมความรู้บางอย่างขึ้นมา
experience certain knowledge, โดยอาศัยประสบการณ์...
   
34:44 that knowledge has become memory, ...และความรู้นั้น
  กลายเป็นความทรงจำ...
   
34:47 and that memory responds as thought. ...และความทรงจำนั้น
  ก็จะตอบสนองออกมาเป็นความคิด
   
34:50 This is obvious, นี่เห็นได้ชัดเจน
we don’t have to discuss this point. เราไม่ต้องมาถกกันในจุดนี้
   
34:55 Which is, knowledge is the past, นั่นคือความรู้คืออดีต
  ประสบการณ์คืออดีต
   
35:01 experience is the past, ความทรงจำก็อยู่ในอาณาจักรของอดีต...
   
35:05 memory is in the realm of the past,  
   
35:10 and so thought, being in the past, ...ดังนั้นเมื่อความคิดอยู่ในห้วงอดีต
is limited. ความคิดจึงถูกจำกัด
   
35:17 Right? ถูกต้องไหม
   
35:19 I wonder if you see all this. ผมสงสัยว่าคุณจะเข้าใจทั้งหมดนี้ไหม
   
35:25 Yes, sir? Please, don’t agree. อะไรครับ
Watch it. It is so obvious. กรุณาอย่าเพิ่งเห็นด้วย
   
35:28   ลองเฝ้าดูมัน
  มันเห็นได้ชัดเจนเหลือเกิน
   
35:31 So thought is the movement ดังนั้นความคิดก็คือ
of the past, การเคลื่อนไหวของอดีต
   
35:36 movement modifying itself การเคลื่อนไหวที่ปรับเปลี่ยน
in the present, going on, ตัวมันเองในปัจจุบัน...
   
35:41 but always rooted in the past. ...แล้วเคลื่อนต่อไป
  แต่ก็ฝังรากอยู่ในห้วงแห่งอดีตเสมอ
   
35:46 Therefore it is limited. ดังนั้นมันจึงถูกจำกัด
   
35:50 Right? ถูกต้องไหม
   
35:53 Isn’t that so? มันไม่เป็นเช่นนั้นหรือ
Please, come on. กรุณาค้นหาร่วมกับผม
   
36:01 So has thought invented this idea ความคิดได้สร้างแนวคิดว่ามี "ตัวฉัน"
  แยกต่างหากจากตัวคุณใช่ไหม
   
36:09 as the ‘me’ separate from you?  
   
36:16 You are following all this? ทั้งหมดนี้คุณตามทันไหม
   
36:19 Has not thought ความคิดสร้างความเป็นชาติต่างๆ ขึ้นมา
created nationalities? ไม่ใช่หรือ
   
36:25 Has not thought created ความคิดสร้างนิกายโรมันคาทอลิก
the Catholic and the Protestant? และนิกายโปรเตสแตนต์ขึ้นมาไม่ใช่หรือ
   
36:31 Has not thought created ความคิดสร้างชาวยิวและชาวอาหรับ...
the Jew and the Arab,  
   
36:35 the Muslim and the Hindu, ...สร้างชาวมุสลิม ชาวฮินดู
and so on? และอื่นๆ ไม่ใช่หรือ
   
36:39 Has not thought divided this? ความคิดแบ่งแยกสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือ
   
36:42 Right? ใช่ไหม มันเห็นได้ชัดนะครับ
It is obvious.  
   
36:46 So in this division, และในการแบ่งแยกนี้ ความคิด
  คาดหวังที่จะพบความมั่นคงปลอดภัย
   
36:50 thought hopes to find security.  
   
37:01 Right? ถูกต้องไหม
  แน่นอน
   
37:03 Of course.  
   
37:06 If you found หากคุณไม่พบความมั่นคงปลอดภัย
no security in isolation, ในการแยกตัวออกมา
   
37:12 you would have some other quality. คุณย่อมจะพบสิ่งอื่นบางอย่าง
   
37:14 You are following? คุณตามทันไหม
   
37:16 So I am asking:  
   
37:19 as thought is limited, ดังนั้นผมขอถามว่า
  ในเมื่อความคิดเป็นสิ่งจำกัด
   
37:21   เพราะว่ามันคือการตอบสนองของอดีต...
   
37:24 because it is the response ...ดังนั้นไม่ว่ากรณีใดๆ
of the past มันต้องจำกัดเสมอ...
   
37:26 and therefore it must always,  
under all circumstances, be limited,  
   
37:33 and has thought brought about ...และความคิด
  ได้ทำให้เกิดการดำรงอยู่...
   
37:39 this isolating existence ...ที่แต่ละคน
of each one, separate, สร้างตัวตนที่แยกออกจากกัน...
   
37:46 in order to be secure ...และในการแยกตัวตนเช่นนี้
in this isolation? ก็เพื่อจะได้รู้สึกมั่นคงใช่ไหม
   
37:51 You are following all this? พวกเราตามทันไหม
   
37:56 Are we following this?  
   
38:10 And what thought has และสิ่งที่ความคิดสร้างขึ้นมา
created is also actual: ก็มีอยู่จริงเช่นเดียวกัน...
   
38:14 the tent, the electric light, ...อย่างเช่น เต็นท์ หลอดไฟฟ้า...
   
38:18 the whole technological field ...สิ่งที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งหมด
– that is actual, real. นั่นเป็นของจริง มีอยู่จริง
   
38:28 And is the ‘me’, the ego, real? แต่ทว่า "ตัวฉัน" หรือตัวตน
  เป็นของจริงไหม
   
38:35 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
38:37 Thought has created the world ความคิดได้สร้างโลกของเทคโนโลยี
of technology, architecture, poems, โลกแห่งสถาปัตยกรรม กวีนิพนธ์...
   
38:46 statues, beautiful gardens, ...สร้างอนุสาวรีย์ สวนสวยๆ
  งานไม้ชั้นยอด โบสถ์ที่ยิ่งใหญ่...
   
38:49 excellent carpentry,  
great cathedrals,  
   
38:55 and also thought has created ...และความคิดก็ได้สร้างสิ่งต่างๆ
the things in the cathedrals. ที่อยู่ภายในโบสถ์ด้วยเช่นกัน
   
39:02 Right? ถูกต้องไหม
   
39:04 I wonder ผมสงสัย...
– obvious. ชัดเจนนะ
   
39:07 All the rituals, dogmas, บรรดาพิธีกรรม ความเชื่อฝังหัว...
   
39:10 the whole circus ...และการแสดงจำอวดทั้งหมด
that goes on in every church, ที่ดำเนินอยู่ในทุกๆ โบสถ์...
   
39:14 in every temple, ...ในทุกๆ วัด และในทุกๆ สุเหร่า...
in every mosque,  
   
39:16 this is the whole process ...ทั้งหมดคือกระบวนการ
of the movement of thought. แห่งการเคลื่อนไหวของความคิด
   
39:21 Right? ถูกต้องไหม
   
39:24 So I am asking, ดังนั้นเราจึงขอถามว่า "ตัวฉัน"
we are asking: หรือตัวตนมีอยู่จริงไหม
   
39:27 is the ‘me’, the ego, actual?  
   
39:34 Or is it an illusion? หรือว่ามันเป็นแค่มายาลวง
   
39:38 A delusion that has been เป็นสิ่งลวงที่ความคิดสร้างขึ้นมา
brought about by thought, ความคิดเป็นสิ่งซึ่งถูกจำกัด
   
39:42 thought being limited?  
   
39:45 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
39:47 In its limitation, it has created ในความจำกัดของมัน
the thing which is limited. มันได้สร้างสิ่งที่จำกัดขึ้นมา
   
39:57 Do you see this? คุณเข้าใจประเด็นนี้ไหม
Or you are rejecting this? หรือว่าคุณปฏิเสธที่พูดมานี้
   
40:05 Because we are เพราะว่าเรากำลังคิดร่วมกันอยู่
thinking together.  
   
40:11 And we are saying, และเราก็พูดว่า ที่ใดมีการแบ่งแยก
  ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้งเกิดขึ้น...
   
40:13 where there is division,  
there must be conflict,  
   
40:16 there must be strife, ...จะต้องมีการทะเลาะเบาะแว้ง
  มีการต่อสู้อยู่ตลอดไป...
   
40:18 there must be this  
constant battle going on,  
   
40:22 outwardly and inwardly. ...ทั้งภายนอกและภายในจิตใจ
   
40:27 Right? ถูกต้องไหม
   
40:29 Take a very simple example: ยกตัวอย่างง่ายๆ
man and woman. เช่น ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง
   
40:39 In all relationships, ในความสัมพันธ์ทั้งหมดที่มีอยู่ขณะนี้
as it exists now, จะเห็นว่ามีความขัดแย้งอยู่
   
40:43 there is conflict.  
   
40:45 Right? ถูกต้องไหม
   
40:49 Would you agree to that? คุณเห็นด้วยไหม
  ในที่สุดก็เห็นด้วย!
   
40:53 At last!  
   
40:57 At last everybody ในที่สุด ทุกคนก็เห็นพ้องกัน
agrees about something! ในบางเรื่อง!
   
41:13 You have accepted that conflict, คุณได้ยอมรับความขัดแย้งนั้น
   
41:18 that strife in relationship, ได้ยอมรับความสัมพันธ์
  ที่มีการพิพาทต่อสู้กัน...
   
41:23 and you either escape from it ...และคุณก็อาจจะหนีจากมัน
through entertainment, drugs, โดยอาศัยสิ่งบันเทิงเริงรมย์ ยาเสพติด...
   
41:28 various forms of fulfilments ...อาศัยการเติมเต็มหลายๆ รูปแบบ
and all the rest of it, และอะไรทำนองนั้น...
   
41:33 run off to a monastery, ...หรืออาจจะหลบเข้าวัด
to gurus and all that, ไปหาคุรุ และอื่นๆ
   
41:37 or – you know all that is happening. คุณก็รู้เรื่องทั้งหมด
  ที่กำลังเกิดขึ้น
   
41:45 And one has never asked และเราก็ไม่เคยถาม
in that relationship เกี่ยวกับความสัมพันธ์นั้น...
   
41:50 whether you can live with another ...ว่าคุณสามารถใช้ชีวิต
perfectly peacefully, ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติสมบูรณ์ ได้หรือไม่...
   
41:56 not indifferently, not callously, ...โดยไม่เมินเฉย ไม่โหดร้าย...
   
42:02 not caring for each other, ...ไม่ใช่แค่ใส่ใจ
  กันและกันเท่านั้น...
   
42:03 but caring, being tremendously ...แต่เป็นความใส่ใจ
affectionate, ที่เปี่ยมด้วยความรัก...
   
42:08 being responsible, ...และความเอื้ออาทรอย่างมหาศาล...
but without a sense of conflict.  
   
42:12   ...มีความรับผิดชอบ
  แต่ไม่มีความรู้สึกขัดแย้งใดๆ เลย
   
42:15 Right? ถูกต้องไหม
   
42:19 Now, can we think this out เรามาคิดพิจารณาเรื่องนี้
together now? ร่วมกันเลยได้ไหม
   
42:25 Not go home and think it out ไม่ใช่กลับไปคิดใคร่ครวญที่บ้าน
– now, sitting here, แต่ขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้...
   
42:29 can we together think it out, ...เราจะสืบค้นเรื่องนี้ร่วมกันได้ไหม
   
42:31 so that you can totally end เพื่อที่คุณจะสามารถยุติความขัดแย้ง
this conflict in relationship? ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์
   
42:36   Q:มันอาจจะขึ้นอยู่กับ...
   
42:37 Questioner: It could depend... K:เดี๋ยวก่อนๆ
Krishnamurti: Wait, wait.  
   
42:40 Q:...only for me Q:สำหรับผมและอีกคนเท่านั้น
and also for the other one.  
   
42:42 K: I am going to go into that, sir. K:ผมกำลังจะตรวจสอบพิจารณาเรื่องนั้น
Un momento per favoure. โปรดรอสักครู่ครับ
   
42:48 We will go into it. เราจะสืบค้นเรื่องนั้นด้วยกัน
   
42:59 First of all, do we see actually, ก่อนอื่นเลย เราเห็นจริงๆ ไหม
not verbally, ไม่ใช่แค่เห็นในระดับคำพูดนะ...
   
43:05 actually that which is happening ..เห็นจริงๆ ไหมว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น
in our relationship? ในความสัมพันธ์ของเรา
   
43:10 Right? ถูกต้องไหม
That is obvious. ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน
   
43:12 Go slowly, go slowly. สืบค้นไปด้วยกันช้าๆ นะครับ
   
43:16 Why has this division ทำไมจึงเกิดการแบ่งแยกในความสัมพันธ์
in relationship taken place?  
   
43:28 Go on. ค้นต่อไป
   
43:29 Don’t say, ‘If we loved each other, อย่าพูดว่า "ถ้าหากเรารักกัน
it would be all right’. มันก็ไม่มีปัญหาอะไร"
   
43:33 But we don’t love each other. เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าเราไม่ได้รักกัน
That is obvious. ซึ่งเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
   
43:35 So don’t bring that in, ดังนั้นอย่าพูดเรื่องอย่างนั้น
it has no meaning. เพราะมันไม่มีความหมายอะไรเลย
   
43:40 But the actual fact is conflict. แต่ความจริงที่เป็นอยู่จริงๆ
I am saying why? ก็คือความขัดแย้ง
   
43:44   ผมกำลังถามว่าเพราะเหตุใด
   
43:50 Isn’t it fairly obvious มันเห็นได้ชัดไม่ใช่หรือ
that each one – man, woman – ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง...
   
43:58 each one is exploiting each other, ...แต่ละคนต่างก็เอาเปรียบกัน...
each one using each other,  
   
44:02   ...หรือต่างพยายามใช้อีกฝ่ายหนึ่ง
  เพื่อประโยชน์ของตน...
   
44:05 trying to fulfil sexually, ...เพื่อเติมเต็มตนเอง
non-sexually in each other, ทั้งเรื่องทางเพศ และที่ไม่ใช่เรื่องเพศ...
   
44:12 and each one being ambitious ...และแต่ละคนต่างก็มีความทะเยอทะยาน
in different directions, ในทิศทางที่แตกต่างกันไป...
   
44:21 pulling away all the time ...ต่างคนต่างฉุดกระชากลากดึง
from each other ออกจากกันและกันอยู่ตลอดเวลา...
   
44:26 and meeting perhaps in bed ...และบางทีอาจมาเจอกันบนเตียง
and thinking we love each other. และต่างก็คิดว่าเรารักกัน
   
44:33 Now I say: ทีนี้ผมขอถามว่า
what is the root of all this? อะไรคือรากเหง้าของทั้งหมดนี้
   
44:40 Ask yourselves: ขอให้ถามตัวคุณเองว่า
what is the root of this? อะไรคือรากเหง้าของสภาพเช่นนี้
   
44:51 Apart from man, woman, nature นอกจากเรื่องชายและหญิง...
– you know, difference in sexes –  
   
44:54   ...ซึ่งเป็นความแตกต่างทางเพศ
  โดยธรรมชาติแล้ว...
   
44:56 apart from that, why is there ...นอกจากเรื่องนั้นแล้ว
this division between you and me, ทำไมจึงยังมีการแบ่งแยกระหว่างคุณกับผม...
   
45:02 between the woman and man, ...การแบ่งแยกระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย
in their relationship? ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ของเขา
   
45:10 Is it – we are asking, เรากำลังถามคำถาม
please, enquire with me – กรุณาสืบค้นไปกับผม...
   
45:14 is it our culture, our education, ...เป็นเพราะวัฒนธรรม
which has so emphasised the ‘me’ และการศึกษาของเราหรือไม่...
   
45:20   ...ที่เน้นย้ำเรื่องของ "ตัวฉัน"
  มากเหลือเกิน...
   
45:24 so strongly, ...และเน้นย้ำเรื่องของ "ตัวเธอ"
  มากพอๆ กัน
   
45:28 and the ‘you’ equally strongly? คุณตามทันไหม
You follow?  
   
45:32 That is, my ego and your ego. นั่นก็คือตอกย้ำตัวตนของฉัน
  และตัวตนของเธอ
   
45:39 Right? ถูกต้องไหม
   
45:41 The ego being created by thought, ความคิดสร้างตัวตนขึ้นมา
  โดยที่ความคิดนั้นจำกัด
   
45:48 thought which is limited.  
   
45:54 Now when you look at yourself ทีนี้เมื่อคุณมองดูตัวเอง
as an ego, ว่าเป็นตัวตน เป็นอัตตา...
   
46:00 the self, the self-centred entity, ...เป็นสิ่งที่ยึดเอาตัวเอง
what is it? เป็นศูนย์กลางนี้ มันคืออะไรกันเล่า
   
46:06 Actually, what is it? จริงๆ แล้ว มันคืออะไร
   
46:09 Is it the name, the form, the shape, มันคือชื่อ รูปลักษณะภายนอกรูปร่าง
  แนวความคิด ข้อสรุป มโนภาพใช่ไหม
   
46:18 the idea, the concept, the image?  
   
46:24 Right? ถูกต้องไหม
   
46:25 That is the ‘me’,  
   
46:27 with all the tendencies, นั่นคือ "ตัวฉัน"
and all the rest of it. พร้อมทั้งแนวโน้มทั้งหมดและอื่นๆ
   
46:30 Essentially, ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วสิ่งเหล่านี้ก็คือ
it is the product of thought. ผลิตผลของความคิดนั่นเอง
   
46:39 Do you see that? คุณเห็นเช่นนั้นไหม
   
46:41 Or do you say, หรือคุณจะบอกว่า
‘No, no, that is not it. "ไม่ใช่ สิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ความคิด"
   
46:44 It is God, in me, แต่คือพระเจ้าในตัวฉัน
and God in you’? และพระเจ้าในตัวคุณ
   
46:52 You see, that is too silly. คุณเห็นไหมว่า นั่นมันโง่เขลาเต็มที
   
47:00 To maintain this division, เพื่อที่จะดำรงการแบ่งแยกนี้ไว้
man has invented so many concepts: มนุษย์ได้สร้างแนวความคิดขึ้นมามากมาย..
   
47:09 the Hindus have extraordinary ...ชาวฮินดูมีแนวความคิด
concepts, the Atman and so on, so on ที่เหลือเชื่อมากมาย...
   
47:13 – I won’t go into all that. ...เช่น เรื่องของอาตมันและอื่นๆ
  ผมจะไม่พูดรายละเอียดในเรื่องนั้น
   
47:19 You follow? คุณตามทันไหม
   
47:20 To maintain this division เพื่อคงไว้ซึ่งการแบ่งแยก
  และการดิ้นรนต่อสู้ต่อไปอีก...
   
47:27 and to continue in the strife, ...และเมื่อหาทางออกไม่ได้...
and no way out of it,  
   
47:32 man has invented gods, ...มนุษย์ก็ได้สร้างพระเจ้า
and all the rest of it และอะไรทำนองนั้นขึ้นมา...
   
47:37 – the saviours, the – ...เช่น พระผู้ช่วยให้รอด
all that nonsense to me. และอะไรต่อมิอะไร...
   
47:50 So, can you observe this ‘me’, ...ซึ่งสำหรับผมแล้ว
which is created by thought, เป็นเรื่องเหลวใหลไร้สาระ
   
47:58 observe it without introducing ดังนั้น คุณสามารถเฝ้าดู "ตัวฉัน"
  ที่ความคิดสร้างขึ้นมานี้ได้ไหม...
   
48:04 the movement of thought ...เฝ้าดูโดยไม่มีการเคลื่อนไหว
in that observation? ของความคิด ในการเฝ้าดูนั้นได้ไหม
   
48:08 Have you got it? คุณเข้าใจหรือยัง
   
48:14 Please, see, first of all, ก่อนอื่น ขอให้เข้าใจลำดับ
the logic of it. ของเหตุและผลของมันก่อน
   
48:17 The logic.  
   
48:21 Thought is the response เข้าใจเชิงเหตุผลก่อนว่า...
of knowledge and memory,  
   
48:28 which is the past. ...ความคิดคือการตอบสนองของความรู้
  และความทรงจำ ซึ่งก็คืออดีต
   
48:33 So thought is the past, ดังนั้นความคิดก็คืออดีต...
   
48:37 modifying itself all the time, ...ที่ปรับเปลี่ยนตัวมันเองตลอดเวลา
but it is rooted in the past. แต่รากเหง้าของมันมาจากอดีต
   
48:43 And therefore it must always be ดังนั้นความคิดจึงต้องจำกัด
limited, narrow, can never be whole. และคับแคบเสมอ
   
48:47   ไม่สามารถเป็นทั้งหมด
  (ไม่แบ่งแยก) ได้เลย
   
48:51 Right? ถูกต้องไหม
   
48:55 And thought has created และความคิดก็ได้สร้าง
the division in its action: การแบ่งแยกขึ้นในบทบาทของมัน...
   
49:02 the ‘me’ and the ‘not me’, ...ความคิดแบ่งแยกเป็น
the ‘you’ and ‘I’, ‘we’ and ‘they’. "ตัวฉัน" และ "ไม่ใช่ตัวฉัน"...
   
49:07   ..."คุณ" แยกจาก"ผม"
  "พวกเรา" แยกจาก"พวกเขา"
   
49:11 And has also created และความคิดยังได้สร้าง
various kinds of divisions: การแบ่งแยกขึ้นมาอีกหลายประเภท
   
49:17 the technological action, ...เช่น ความคิดสร้างกิจกรรม
the personal action, ทางเทคโนโลยี กิจกรรมส่วนตัว...
   
49:21 the ideological action, ...กิจกรรมทางอุดมการณ์
  กิจกรรมของสิ่งสูงสุด และอื่นๆ มากมายใช่ไหม
   
49:24 the supreme action,  
and so on, so on.  
   
49:29 Right? นั่นคือความเป็นจริง
That’s a fact.  
   
49:34 Now can you observe that fact ทีนี้คุณจะเฝ้าสังเกต
– please, listen carefully – ความเป็นจริงนั้นได้ไหม
   
49:39   กรุณาตั้งใจฟัง
   
49:41 can you observe that fact ...คุณสามารถเฝ้าดู
  ความเป็นจริงนั้น...
   
49:45 without thought entering ...โดยไม่มีความคิดใดๆ
into that observation? เข้ามาแทรกในการเฝ้าดูนั้นได้ไหม
   
49:52 Q: It is the only instrument Q:แต่ความคิดเป็นเพียงเครื่องมือ
I have to use. เพียงอย่างเดียวที่ผมต้องใช้
   
49:55 K: One moment, sir.  
I am coming to that, sir.  
   
49:57 First, go slowly. K:เดี๋ยวก่อนครับ
  ผมกำลังจะค้นหามาถึงเรื่องนั้นครับ
   
50:01 The gentleman says ก่อนอื่น ขอให้ค้นหาไปช้าๆ
   
50:04 it is the only instrument คุณสุภาพบุรุษพูดว่า
that I have, ความคิดเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ผมมี...
   
50:09 and therefore how can I look ...แล้วผมจะดูได้อย่างไร
without employing that instrument? ถ้าไม่ใช้เครื่องมือนั้น
   
50:17 You have understood? คุณเข้าใจหรือยัง ถูกต้องไหม
   
50:20 Right?  
   
50:21 That is a wrong question แต่คุณตั้งคำถามผิด
you have put.  
   
50:26 Because we have not เพราะว่าเรายังไม่เข้าใจถึงความจำกัด
clearly understood ของความคิดอย่างชัดเจน
   
50:31 the limitation of thought.  
   
50:36 If you see clearly ถ้าคุณเห็นอย่างชัดเจน
the limitation of thought, ถึงความจำกัดของความคิด...
   
50:44 so you recognise the instrument ...คุณก็จะตระหนักว่า
is itself limited – right? ตัวเครื่องมือนั้นเองที่จำกัด ถูกต้องไหม
   
50:52 And is it possible ฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่
not to employ that instrument? ที่จะไม่ใช้เครื่องมือนั้น
   
51:02 If you find a particular drill ฉะนั้นเป็นไปได้หรือไม่
cannot dig a hole, ที่จะไม่ใช้เครื่องมือนั้น...
   
51:11 you find other means to dig a hole. ...คุณก็ต้องหาอันอื่นมาเจาะรูแทน
   
51:14 But if you say, แต่ถ้าคุณพูดว่า
‘I have only this instrument’, "ฉันมีแต่เครื่องมือนี้เท่านั้น"...
   
51:19 then you cannot dig a hole. ...คุณก็ไม่สามารถจะเจาะรูได้
You understand? ถ้าคุณคิดเช่นนั้น คุณเข้าใจไหม
   
51:24 So do we realise ดังนั้นเราตระหนักหรือไม่ว่า
the instrument itself is useless ตัวเครื่องมือนั่นเองที่ไร้ประโยชน์...
   
51:32 to investigate into ...และไม่อาจใช้เพื่อการสืบค้น
this question of conflict? ปัญหาความขัดแย้งนี้
   
51:39 That is the whole point. นั่นคือประเด็นทั้งหมด
You understand? คุณเข้าใจไหม
   
51:44 I wonder if you understand this? ผมสงสัยว่า
  คุณจะเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่
   
51:54 Sir, we see, คุณครับเราเห็นไหมว่า...
   
51:59 we are so used ...เราเคยชินอยู่กับกิจกรรม
to a particular form of action, รูปแบบใดรูปแบบอย่างหนึ่งอย่างยิ่ง...
   
52:05 which has not produced results, ...ซึ่งไม่ได้ให้ผลอะไร
but we hold on to it. แต่เราก็ยังยึดติดอยู่กับมัน
   
52:10 We don’t say as it has  
not produced results,  
   
52:13 I will put it away, throw it out, เมื่อมันใช้ไม่ได้ผล
  แต่เราก็ไม่พูดว่า ฉันจะไม่ใช้มัน...
   
52:15 let me find out another. ...หรือฉันจะขว้างมันทิ้ง
  หรือเราไปหาวิธีอื่น
   
52:19 You follow? คุณตามทันไหม
That is our struggle. นั่นคือการดิ้นรนของเรา
   
52:25 You want to employ คุณต้องการใช้
the instrument of thought, ความคิดเป็นเครื่องมือ...
   
52:30 and through thought ...และคุณก็หวังว่าโดยอาศัยความคิด
you hope to resolve the problem, คุณจะแก้ปัญหาได้...
   
52:34 but thought itself is limited and ...แต่ตัวความคิดนั้นเองจำกัด
therefore it is not the instrument. ฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เครื่องมือที่จะใช้ได้
   
52:44 Right? ถูกต้องไหม
Do we see that? เราเห็นเช่นนั้นไหม
   
52:48 Do we see in our relationship เราเห็นหรือไม่ว่า
  ในความสัมพันธ์ของเรานั้นมีความขัดแย้งอยู่...
   
52:56 that there is conflict,  
   
52:58 each one having his own image ...แต่ละคนต่างก็มีมโนภาพของตัวเอง
and therefore division, จึงเกิดการแบ่งแยกขึ้น...
   
53:05 and these images have been ...ซึ่งมโนภาพเหล่านี้
created by thought, ความคิดสร้างขึ้นมา...
   
53:08 and thought is limited ...และเพราะความคิดนั้นจำกัด
and cannot solve the problem. มันจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้
   
53:17 Now, we are acquiring ตอนนี้เรากำลังมองหาเครื่องมือใหม่...
a new instrument,  
   
53:22 which is to observe without ...ซึ่งก็คือการเฝ้าดู
the old instrument interfering. โดยไม่มีการแทรกแซงของเครื่องมือเก่า
   
53:30 You have got this? คุณเข้าใจตรงนี้ไหม
   
53:33 This is... You see, you won’t คุณเห็นไหมว่า
let go the old instrument. คุณไม่ยอมทิ้งเครื่องมือเก่า
   
53:38 You think that old instrument คุณคิดว่าเครื่องมืออันเก่านั้น
will help you, จะช่วยคุณได้...
   
53:43 but you don’t see ...แต่คุณไม่เห็นว่า เครื่องมือ
that old instrument อันเก่านั้นได้สร้างปัญหาให้ชีวิตมากมาย...
   
53:47 has created such tremendous  
problems in life,  
   
53:54 and you keep on employing ...แล้วคุณก็ยังจะใช้
that instrument. เครื่องมือนั้นต่อไป
   
54:01 Once you see that, แต่เมื่อใดที่คุณเห็นว่า
  ความคิดสร้างปัญหา
   
54:04 then you are looking จากนั้นไปคุณก็จะมองดูในทิศทางอื่นๆ
in other directions.  
   
54:07 Right? ถูกต้องไหม
   
54:11 It is like a good carpenter: เหมือนกับช่างไม้
  เมื่อสิ่วใช้ไม่ได้ เขาก็จะทิ้งไป...
   
54:15 the chisel doesn’t work,  
   
54:17 therefore he either throws it away  
or buys a new one, or sharpens it,  
   
54:21 but he is rejecting it. ...หรือซื้ออันใหม่ หรือลับคมมัน
  แต่เขาจะไม่ใช้มัน
   
54:24 But you won’t,  
   
54:30 because we are not clear, แต่คุณไม่ทำเช่นนั้น...
   
54:39 we don’t think clearly. ...เพราะว่าเรายังไม่กระจ่าง
  เราไม่ได้คิดอย่างแจ่มแจ้ง
   
54:48 Or we are afraid หรือไม่ เราก็กลัวว่าถ้าเอา
if the new instrument comes, เครื่องมือใหม่มาใช้ สิ่งต่างๆ อาจจะพังพินาศ
   
54:51 things might break up.  
   
54:56 Frightened. เรากลัว
   
54:58 Which means ซึ่งหมายความว่า
you have already projected, คุณได้คิดสร้างเรื่องขึ้นมาแล้ว...
   
55:02 thought has already projected ...ความคิดได้สร้างเรื่องราว
an idea that it might not. สร้างแนวคิดขึ้นมา...
   
55:05   ...ซึ่งมันอาจจะไม่เป็นอย่างนั้น
   
55:08 You are following all this? ทั้งหมดนี้คุณตามทันไหม
   
55:12 So can you, after this, ดังนั้นต่อจากนี้ไป...
   
55:15 can you observe without ...คุณจะสามารถเฝ้าดู
the old instrument of thought โดยปราศจากเครื่องมือเก่าซึ่งคือความคิด...
   
55:20   ...ด้วยการเฝ้าดู
  ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ...
   
55:22 the actual relationship ...ของสองมโนภาพ
of two images between two people ที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน...
   
55:31 and the division that exists? ...รวมทั้งการแบ่งแยก
  ที่มีอยู่ในความสัมพันธ์นั้นได้ไหม
   
55:34 Look at it, observe it, see it. มองดู สังเกตมัน
  เห็นการแบ่งแยกที่เกิดขึ้น
   
55:42 Then what takes place? หลังจากนั้นมีอะไรเกิดขึ้น
   
55:45 You can only do that when you คุณจะทำอย่างนั้นได้
have put aside the old instrument. ก็ต่อเมื่อคุณทิ้งเครื่องมือเก่าไป
   
55:54 Look, sir, if I want to understand คุณครับ ถ้าผมต้องการจะเข้าใจ
what you are saying, สิ่งที่คุณกำลังพูด ผมก็จะต้องฟังคุณ...
   
56:04 I must listen to you,  
   
56:07 I must listen to you with affection, ...ผมจะต้องฟังคุณด้วยความรัก
with care, with attention, ด้วยความอาทร ด้วยความใส่ใจ...
   
56:13 because I want to find out ...เพราะผมต้องการค้นหาว่า
what you are saying. คุณกำลังพูดอะไร
   
56:18 But if I say, ‘Yes, I agree แต่ถ้าผมพูดว่า "ใช่ผมเห็นด้วยกับคุณ
with you. I have heard this before’. ผมเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน"
   
56:23 Or, ‘You are saying something new หรือ "คุณพูดเรื่องอะไรบางอย่าง
which is impossible’, ที่ใหม่ ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้"...
   
56:25 you are not listening. ...แสดงว่าคุณไม่ได้ฟัง
   
56:32 So listening implies, sir, ดังนั้นในการฟังย่อมแสดงนัยว่า...
   
56:36 a great sense of ...มีความใส่ใจ ความรัก
attention, love, care. ความเอื้ออาทรอยู่ด้วยอย่างยิ่ง
   
56:45 But if you haven’t got that, แต่ถ้าคุณไม่มีสิ่งเหล่านั้น...
your old instrument is in operation.  
   
56:49   ...แสดงว่าเครื่องมือเก่าของคุณ
  กำลังทำงานอยู่
   
56:52 And then you say, แล้วคุณก็จะพูดว่า
‘How am I to pay attention? "ฉันจะใส่ใจได้อย่างไร...
   
56:59 Tell me the method, the system’. ...ช่วยบอกวิธีการ
  หรือระบบปฏิบัติให้หน่อย"
   
57:05 Then thought invents the system, จากนั้นความคิดก็จะสร้างระบบขึ้นมา...
   
57:08 then you become ...แล้วคุณก็กลายเป็นนักโทษ
a prisoner to the system ของระบบนั้น และใช้ชีวิตไปตามนั้น
   
57:11 and you go on with that.  
   
57:14 Whereas if you see the importance, ทว่าถ้าคุณเห็นความสำคัญ...
   
57:20 the danger of separation ...หรืออันตรายของการแปลกแยก
in relationship ในความสัมพันธ์...
   
57:29 – the real danger – ...ซึ่งเป็นอันตรายที่แท้จริง
we are destroying each other. คือเห็นว่าเรากำลังทำลายซึ่งกันและกัน
   
57:34 Right? ใช่ไหม
   
57:35 The terrorists, the capitalists, เช่น พวกผู้ก่อการร้าย พวกทุนนิยม
all the rest of it, และอะไรทำนองนั้น...
   
57:39 we are destroying each other ...เรากำลังทำลาย
  ซึ่งกันและกันอยู่...
   
57:42 because each one of us ...เพราะว่าเราแต่ละคน
feels he’s separate. ต่างรู้สึกว่าเราแปลกแยกจากคนอื่น
   
57:51 And if you see the danger, และถ้าคุณเห็นถึงอันตราย
then you will listen, จากนั้นคุณก็จะฟัง...
   
57:55 you are already ...คุณก็อยู่ในสภาวะ
in a state of acute listening พร้อมฟังอย่างใส่ใจเต็มที่...
   
57:59 to find out ...เพื่อค้นหาว่า
if there is a way out of this. มีหนทางออกจากเรื่องนี้ไหม
   
58:04 Right? ถูกต้องไหม
Are you listening that way? คุณกำลังฟังแบบนั้นอยู่หรือไม่
   
58:12 That means to observe silently. นั่นหมายถึงการเฝ้าดูอย่างเงียบๆ
   
58:17 Silence means not just going off ความเงียบไม่ได้หมายถึงการหลับไป
to sleep or this or that. หรืออันนี้ อันนั้น
   
58:22 Silence is tremendous attention. ความเงียบสงบคือ
  ความใส่ใจอันใหญ่หลวง
   
58:28 That attention is complete energy. ความใส่ใจนั้น
  คือพลังงานที่สมบูรณ์พร้อม
   
58:33 All the energy that you have, เป็นพลังงานทั้งหมดที่คุณมี
with all your mind and heart. พร้อมด้วยจิตด้วยใจของคุณ
   
58:38 That is attention. นั่นคือความใส่ใจ
   
58:41 Then you listen, จากนั้นคุณจึงฟัง
  และการฟังเช่นนั้น...
   
58:44 and that very listening,  
that very observation  
   
58:47 dissolves the limitation ...การเฝ้าดูเช่นนั้น
of the instrument. ก็จะสลายข้อจำกัดของเครื่องมือ
   
58:58 But we have not touched เรายังมิได้พูดถึงปัญหา
upon this question of discipline, เกี่ยวกับกฎเกณฑ์วินัยเลย...
   
59:06 because if one understands ...เพราะถ้าเราเข้าใจ
the nature of discipline: วิถีของกฎเกณฑ์วินัย...
   
59:13 the ‘me’ and the thing ...เข้าใจ "ตัวฉัน"
to be achieved. และสิ่งที่ต้องการได้รับ
   
59:19 You understand? คุณเข้าใจไหม
   
59:20 To achieve that, ผมต้องฝึกฝนให้ตัวเอง
I must discipline myself. มีวินัยเพื่อบรรลุถึงสิ่งนั้น
   
59:26 If I am to reach God, ถ้าผมต้องการเข้าถึงพระเจ้า
whatever God may be, ไม่ว่าพระเจ้าองค์ใดก็ตาม...
   
59:31 which, again,  
is the invention of thought.  
   
59:38 Do you accept all this? ...ซึ่งเป็นสิ่งที่ความคิดสร้างขึ้น
  คุณยอมรับที่พูดมาทั้งหมดไหม
   
59:55 You see, we discipline ourselves คุณเห็นไหมว่า
to be good. เราฝึกตนให้มีวินัยก็เพื่อเป็นคนดี
   
1:00:03 You tell the child, ‘Be good. คุณบอกกับเด็กว่า
  "เป็นคนดีนะ อย่าทำอย่างนี้ ให้ทำอย่างนั้น"
   
1:00:06 Don’t do this, do that’.  
   
1:00:11 Is goodness born out of discipline? แต่ความดีงามเกิดมาจากวินัยหรือ
   
1:00:15 Have you ever asked that? คุณเคยถามคำถามแบบนั้นไหม
   
1:00:23 Is love born out of discipline? ความรักเกิดขึ้นจากวินัยหรือ
   
1:00:29 Is charity, humility, generosity การให้ทาน การอ่อนน้อมถ่อมตน
born out of discipline? ความใจบุญ เกิดจากกฎเกณฑ์วินัยหรือ
   
1:00:39 And is truth และสัจธรรมจะค้นพบได้ด้วยวินัยหรือ
to be found by discipline?  
   
1:00:45 Enlightenment การรู้แจ้งเกิดขึ้นได้
through discipline? โดยอาศัยวินัยหรือ
   
1:00:49 Which means conformity to a pattern, วินัยหมายความถึง
  การทำตามแบบแผนอันหนึ่ง...
   
1:00:54 which is conforming, ...ซึ่งก็คือการที่ตัวตน
the ego, the ‘me’, หรือ "ตัวฉัน" ทำตามแบบแผนอันหนึ่ง...
   
1:00:57 to another pattern, ...ซึ่งเป็นแบบแผน
  ที่ตัวตนอื่นสร้างขึ้นมา
   
1:00:59 that pattern invented  
by another ego.  
   
1:01:03 You are following all this? คุณตามทันไหม
   
1:01:07 So when you see all this, ดังนั้นเมื่อคุณเห็นทั้งหมดนี้
the basic question is: คำถามพื้นฐานที่สำคัญมากก็คือ
   
1:01:14 can one live in this world ...เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้
without the ‘me’, โดยปราศจาก"ตัวฉัน" หรือตัวตน...
   
1:01:22 without the ego,  
   
1:01:25 without all the things ...หรือสิ่งทั้งหมดในทางจิตใจ
thought has created ที่ความคิดสร้างขึ้นมา...
   
1:01:28 – gods, you know, ...เช่น พระเจ้า ได้ไหม
psychologically?  
   
1:01:33 Thought has created the postman ความคิดสร้างบุรุษไปรษณีย์
– right? – the engineer. สร้างวิศวกร ใช่ไหม
   
1:01:41 You need the postman, คุณจำเป็นต้องมีบุรุษไปรษณีย์
you need the engineer, มีวิศวกร...
   
1:01:48 but you don’t need the things ...แต่คุณไม่จำเป็นต้องมี
that thought has created สิ่งที่ความคิดสร้างขึ้นมา...
   
1:01:57 in its desire to be secure, ...เพราะความต้องการ
psychologically. ความมั่นคงปลอดภัยในทางจิตใจ
   
1:02:05 And in that there is no security. ซึ่งในสิ่งที่ความคิดสร้างขึ้นมานั้น
  ไม่มีความมั่นคงปลอดภัยอยู่เลย
   
1:02:10 Security exists only ความมั่นคงปลอดภัยมีอยู่
when there is no division. เมื่อไม่มีการแบ่งแยกเท่านั้น
   
1:02:16 Right? ถูกต้องไหม
   
1:02:34 Will you allow me to go? คุณจะอนุญาตให้ผมกลับได้หรือยังครับ