Krishnamurti Subtitles

สติปัญญา ความรักและความเมตตา

Saanen - 19 July 1979

Public Talk 6



1:04 Krishnamurti: ผมสงสัยว่าเราจะลืมเรื่องทั้งหมด
I wonder if we could forget ที่ได้พูดคุยกันมา...
   
1:09 all that we have been talking about  
   
1:13 during the last five gatherings here ...ในช่วง 5 วัน
  ที่เรามาร่วมพบกันที่นี่ได้ไหม…
   
1:20 and begin as though …แล้วเริ่มต้นใหม่ประหนึ่ง
we are meeting for the first time. เราเพิ่งมาพบพูดคุยกันเป็นครั้งแรก
   
1:33 And not having heard และยังไม่เคยได้ฟังสิ่งที่พูด
what has been said, เราเริ่มต้นกันใหม่จริงๆ…
   
1:41 start anew,  
start afresh,  
   
1:50 so that perhaps …เริ่มอย่างสดใหม่ แล้วบางที
we may be able to find เราอาจจะค้นหาทางออก…
   
1:59 some abiding  
truthful solution  
   
2:07 to all our complexities …จากปัญหาอันซับซ้อนทั้งปวงของเรา
and problems. ได้อย่างแท้จริงตลอดกาล
   
2:28 What is the central issue อะไรคือปัญหาหลัก ซึ่งถ้าเราสืบค้น
  อย่างระมัดระวัง เอาจริงเอาจัง…
   
2:34 that, if we went into it carefully,  
diligently, hesitantly,  
   
2:46 we would come upon that …ไม่ด่วนสรุป เราก็จะเข้าถึงปัญหาหลัก
which may resolve ซึ่งจะสลายความทุกข์โศกทั้งปวงได้…
   
2:51 all our sorrows,  
grieves, anxieties,  
   
3:01 the depressions, …ความโทมนัส ความวิตกกังกล
the failures, the fulfilments, ความเศร้าหมอง ความล้มเหลวของเรา…
   
3:06 the frustrations, and all that. …การตอบสนองต่อความอยาก
  ความท้อแท้คับข้องใจ และอื่นๆ ทั้งหมด
   
3:11 Is there one solution มีหรือทางแก้ไข
or observation, หรือการสังเกตเพียงหนึ่งเดียว…
   
3:19 one insight, one comprehension …การหยั่งเห็นที่เป็น
  ความเข้าใจอันถ่องแท้เพียงหนึ่งเดียว…
   
3:23 that will bring about  
a total revolution  
   
3:33 psychologically in everyone? …ที่จะทำให้เกิดการปฏิวัติ
  ภายในจิตใจทุกคนอย่างสิ้นเชิง
   
3:42 You understand my question? คุณเข้าใจคำถามไหม
   
3:45 One answer คำตอบอันเป็นที่สุดเพียงหนึ่งเดียว
– absolute, irrevocable, ที่ไม่หวนกลับคืน…
   
3:56 not relative, …ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด
but complete, whole, แต่สมบูรณ์เป็นทั้งหมด
   
4:04 lasting, and yet timeless. …ยั่งยืนตลอดไปและไร้กาลเวลา
   
4:11 Is there such a solution? ทางออกเช่นนั้นมีไหม
   
4:22 If each one of us ถ้าเราแต่ละคน
put that question to ourselves, ถามคำถามนี้ต่อตนเอง…
   
4:32 would we answer it according เราจะตอบคำถามนี้
to our particular pleasure, ไปตามความพึงพอใจของเราไหม…
   
4:38 to our particular experience, …ตอบตามประสบการณ์
  ตามความรู้ของเราเองหรือไม่
   
4:47 to our own knowledge?  
   
4:54 Or would we, if we are at all หรือว่าถ้าเราจริงจัง
serious and not too flippant, ไม่ทำเป็นเรื่องเล่นๆ…
   
5:05 could we investigate together …เราจะสามารถสืบค้นร่วมกัน
  เพื่อค้นหาทางออก…
   
5:14 to find out a remedy  
   
5:25 that will enlighten …ทางออกที่จะเป็นแสงสว่าง
our hearts and minds? ให้จิตและใจของเราได้ไหม
   
5:38 Can we look at the whole of life, เราสามารถมองชีวิตอย่างเป็นทั้งหมด
  ไม่มองแบบแยกส่วนได้ไหม…
   
5:45 not one particular segment,  
   
5:50 one particular part, ไม่มองเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง
  หรือมองลักษณะพิเศษเพียงอย่างเดียว…
   
5:55 one idiosyncrasy,  
   
6:03 try to find an answer แล้วพยายามค้นหาคำตอบแบบแยกส่วน
politically, religiously ทั้งทางการเมืองทางเศรษฐกิจ …
   
6:09 – I am using the word ‘religiously’  
rather sceptically –  
   
6:17 economically, and so on? หรือทางศาสนาและอื่นๆ
  ผมใช้คำว่า "ศาสนา" อย่างกังขา
   
6:21 Can we look at all these divisions เราจะมองการแบ่งแยกทั้งหมด
  ที่มนุษย์ทำให้เกิดขึ้น...
   
6:25 which man has brought about อย่างเป็นกระบวนการเดียวกัน
as a whole? ได้ไหม
   
6:37 To look at this world outside of us มองโลกภายนอกตัวเรา
  ที่เต็มไปด้วยการแบ่งแยกอันมหาศาล…
   
6:41 with all its innumerable divisions,  
   
6:46 and inwardly, psychologically, ...และภายในจิตใจ
  เราก็แตกแยกออกเป็นส่วนๆ
   
6:56 we are fragmented, broken up.  
   
7:03 And one asks oneself แล้วเราก็ถามตนเองว่า…
   
7:09 if it is possible to see เป็นไปได้ไหม ที่จะมองให้เห็น
the whole of this, outer and inner, ทั้งภายนอกและภายใน…
   
7:18 as a total movement, …อย่างเป็นกระแสเดียวกันทั้งหมด
  ไม่แบ่งแยก…
   
7:26 indivisible,  
   
7:31 as a whole structural ...แยกออกจากกันไม่ได้ มองดูกระบวนการ
movement of thought? ของความคิดอย่างเป็นทั้งหมด
   
7:41 Is that possible? การมองเช่นนั้น เป็นไปได้ไหม
   
7:44 Or our minds are so broken up, หรือว่าจิตของเราแตกแยกเป็นส่วนๆ
  ถูกแบ่งแยกจนเราไม่สามารถ…
   
7:53 so fragmented, so divided,  
   
7:59 that we are incapable of seeing  
the whole movement of life  
   
8:07 as one unitary movement. ที่จะมองเห็นการเคลื่อนไหวอันเป็นทั้งหมด
  ของชีวิต อย่างเป็นกระแสเดียวกัน
   
8:14 You understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
8:17 Please, as we said the other day, ผมขอย้ำสิ่งที่เราพูดวันก่อน…
and if I may repeat:  
   
8:25 we are thinking over together ว่าเรากำลังคิดร่วมกัน ใคร่ครวญปัญหานี้
this question, ร่วมกัน…
   
8:31 together,  
   
8:35 not that the speaker investigates มิใช่ผู้พูดเท่านั้นที่สืบค้น
and you listen, ส่วนคุณเป็นผู้ฟัง…
   
8:42 but rather together,  
you and the speaker,  
   
8:51 find out for oneself …แต่ทั้งคุณและผู้พูดร่วมกัน
  ค้นหาด้วยตัวเราเอง…
   
9:00 if there’s a way of living ...ว่ามีหรือ วิถีแห่งการดำรงชีวิต
  ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง…
   
9:07 which is comprehensive,  
   
9:13 which is whole, ...เป็นทั้งหมด
  ซึ่งไม่ใช่เป็นวิถีของคุณหรือของผู้พูด…
   
9:18 which is not yours or mine,  
   
9:24 but a life แต่ชีวิตอันเป็นกระแส
that is a movement ที่ปราศจากการเริ่มต้นและการสิ้นสุด
   
9:33 without a beginning  
and without an end.  
   
9:43 To find that out, การค้นหาชีวิตเช่นนี้
  ผมขอชี้ให้เห็นว่า…
   
9:47 I think it is important,  
if one may point out,  
   
9:51 to be aware of one’s own ...มันสำคัญที่เราจะต้องรู้ตัว
fragmentary outlook. ถึงการมองแบบแยกส่วนของเราเอง…
   
10:06 You are either a psychologist, คุณอาจจะเป็นนักจิตวิทยา
psychotherapist, หรือนักจิตบำบัด ที่ผ่านการฝึก…
   
10:11 and you are trained  
along that particular line,  
   
10:16 and so one’s brain, …อบรมมาเฉพาะด้าน ดังนั้นสมอง
one’s conditioning และอิทธิพลกำหนดของคุณ…
   
10:23 is already established, …ถูกหล่อหลอมมาแล้ว
  ทำให้คุณไม่สามารถมองเห็นทั้งหมดได้…
   
10:27 and therefore one cannot  
see the whole.  
   
10:32 Or you may be a businessman หรือคุณอาจเป็นนักธุรกิจ
  ก็ยังเป็นปรากฏการณ์เดียวกัน
   
10:35 – again, the same phenomena  
takes place.  
   
10:40 Or if you are a politician, หรือถ้าคุณเป็นนักการเมือง
then you are doomed. ก็เป็นเคราะห์ร้ายของคุณ
   
10:48 Or if you are a religious man, หรือถ้าคุณเป็นผู้มีจิตแห่งศาสนา
inclined to be religious, ฝักใฝ่ทางศาสนา…
   
10:57 not accepting any particular …ไม่ยอมรับลัทธิคัมภีร์ หลักความเชื่อ
dogma, creed, ritual – all that. พิธีกรรมใดๆ ทั้งหมดนั้น…
   
11:10 Or an ordinary human being หรือแม้มนุษย์ธรรมดาสามัญ
  ทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสนี้…
   
11:18 – of which we are all part of this,  
   
11:24 with all his anxieties, ที่มีทั้งความวิตกกังวล ความทุกข์โศก
  ความสุขเพลิดเพลินและความกลัว…
   
11:30 with his sorrows  
and pleasures and fears,  
   
11:34 competition, comparison, …มีการแก่งแย่งชิงดี การเปรียบเทียบ
measuring himself against others, เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น และ…
   
11:44 and always trying to reach something  
which he has projected  
   
11:54 and hopes to find it. ...พยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายบางอย่าง
  ที่เขาคิดขึ้นและหวังจะได้พบ
   
12:00 So are we together เราทุกคนตระหนักถึง…
aware of our fragmentation  
   
12:10 – actually aware of it? การแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ
  ของตนเองไหม รู้ตัวอย่างแท้จริงหรือเปล่า
   
12:13 Not imagine that you are fragmented มิใช่เพียงจินตนาการว่าคุณแตกแยกเป็นส่วนๆ
and then think that you are. แล้วคิดเอาเองว่าคุณเป็นอย่างนั้น
   
12:20 You follow? ตามทันไหมครับ
   
12:22 Either the idea of fragmentation ถ้าแนวคิดแบบแยกส่วนแข็งแกร่งมาก
is so strong, จนแนวคิดนั้นได้หล่อหลอมการคิดของเรา…
   
12:27 and that idea shapes our thinking,  
   
12:33 then you think that I am fragmented, ...คุณจึงคิดว่าตัวคุณถูกแยกเป็นส่วนๆ
  หรือไม่คุณก็สังเกต…
   
12:37 or one observes  
the actual state of the mind,  
   
12:44 which is fragmented, สภาวะจิตที่เป็นอยู่จริง ซึ่งถูกแบ่งแยก
broken up, shrivelled. ออกเป็นเสี่ยงๆ กระจัดกระจาย คับแคบ
   
12:53 Can such a mind จิตเช่นนั้นจะสามารถสังเกตเห็น
  กระแสอันซับซ้อนเหนือธรรมดานี้…
   
12:57 observe this extraordinary  
complex movement  
   
13:06 with its great beauty, subtlety, ...ที่ทั้งงดงามและล้ำลึกยิ่ง
  สังเกตเห็นกระแสนี้อย่างสมบูรณ์ได้ไหม
   
13:13 can one observe this totally?  
   
13:18 You understand my question? คุณเข้าใจคำถามของผมไหม
   
13:30 Please, you are พวกคุณไม่ได้มาเพื่อฟังผมนะครับ
not listening to me.  
   
13:34 I only happen to be ผมเพียงบังเอิญนั่งอยู่บนเวทีนี้
sitting on the platform ก็เพื่อความสะดวกของคุณ…
   
13:38 for the convenience of you all,  
so that you can see the speaker,  
   
13:43 but the speaker isn’t the authority. ...เพื่อทุกคนจะได้มองเห็น
  แต่ผู้พูดไม่ได้มีอำนาจเหนือคุณ
   
13:48 In spiritual matters,  
in the matters of the spirit,  
   
13:52 in the matters ในเรื่องทางจิตวิญญาณ
of the investigation, เรื่องทางจิตใจ…
   
13:56 there is no authority, no guru, เรื่องการสืบค้นนั้นต้องไม่มีอำนาจเหนือ
  ไม่มีคุรุ เรื่องนี้ต้องชัดเจน
   
14:07 which is obvious.  
   
14:10 That is, นั่นคือ ถ้าคุณยังคงแบกความรู้ของคนอื่น
  ซึ่งบางทีความรู้ทั้งหมด…
   
14:13 if you carry the knowledge of others  
   
14:19 – and perhaps all knowledge  
is the result of others –  
   
14:28 and add your own …อาจเป็นผลมาจากคนอื่นๆ
particular knowledge แล้วผนวกความรู้เฉพาะของคุณเอง…
   
14:32 to the accumulated knowledge …เข้ากับความรู้ที่สั่งสมอยู่แล้ว
already in your brain, ในสมองของคุณ แล้วค้นหาว่า…
   
14:43 then to find out  
   
14:50 if there is one act, มีหรือการกระทำหนึ่งเดียว…
   
14:56 one state of mind …หรือสภาวะจิตหนึ่งเดียว
  ที่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งปวงของเราได้
   
15:01 that will solve all our problems.  
   
15:06 Do you understand คุณเข้าใจสิ่งที่เรากำลังพูดไหมครับ
what we are talking about?  
   
15:08 Are we meeting each other เราเข้าใจในปัญหาตรงกันไหม
about the question itself?  
   
15:25 Ignorance is part of knowledge. ความโง่เขลาเป็นส่วนหนึ่งของความรู้
   
15:33 Right? ใช่ไหมครับ
I wonder if you see that.  
   
15:42 You know, the whole concept ผมสงสัยว่าคุณเห็นเช่นนั้นไหม
   
15:44 of a priest, the guru, คุณก็รู้ถึงความคิดทั้งหมด
the one who knows, ที่เกี่ยวกับนักบวช คุรุ ผู้รู้…
   
15:54 in that concept, that conviction, …แนวความคิดหรือความเชื่อนั้น
  เชื่อตามกันมาว่ามีผู้เห็นแจ้ง รู้ชัด…
   
16:01 there’s the one  
who is enlightened, clear  
   
16:11 and helps the other to free himself …และสามารถช่วยผู้อื่นให้เป็นอิสระ
from his own ignorance. จากความโง่เขลาได้
   
16:23 And generally, and often, แต่โดยทั่วไป และบ่อยครั้ง
and very, very, very rarely, หาได้ยากยิ่ง…
   
16:31 the authority, who has knowledge, …ผู้มีอำนาจเหนือ ผู้มีความรู้…
   
16:38 tries to dispel …พยายามที่จะปัดเป่า
the ignorance of the other, ความโง่เขลาของคนอื่น…
   
16:43 but his knowledge is แต่ความรู้ของผู้รู้เอง
still part of ignorance. ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของความโง่เขลา
   
16:51 You are following all this? คุณตามทันไหมครับ
   
16:55 And here, in these gatherings แต่ ณ ที่นี้ ที่เรามาร่วมกันสืบค้น
  เป็นเวลา…
   
16:59 that we have had  
for the last nearly 20 years,  
   
17:05 there is no authority whatsoever. …ถึง 20 ปีแล้ว
  ไม่มีอำนาจเหนือใดๆ ทั้งสิ้น
   
17:15 Because authority of any kind เพราะอำนาจเหนือลักษณะใดก็ตาม
in spiritual matters ในเรื่องทางจิตวิญญาณ…
   
17:21 makes you a prisoner ทำให้คุณกลายเป็นนักโทษภายใต้ระบบ
  ความเชื่อ แนวคิดหรือความรู้ของผู้อื่น
   
17:24 to another’s system, conviction,  
ideas, knowledge.  
   
17:31 Then in that ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีอิสรภาพเลย
there is no freedom.  
   
17:38 And to find out การค้นหาว่ามีหรือ ทางออกจากปัญหายุ่งเหยิง
if there is a solution อันมากมายของเรา
   
17:47 to all our complex  
innumerable problems,  
   
17:53 is there one seeing, one perception, คือค้นหาว่ามีหรือ การเห็น
one observation การหยั่งรู้ การสังเกตลักษณะเดียว…
   
18:02 that frees completely …ที่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิง
the whole of this structure จากโครงสร้างนี้
   
18:10 which man has put together, …โครงสร้างทางจิตใจ
psychologically? ที่มนุษย์ได้ก่อขึ้น
   
18:15 You understand?  
   
18:17 Are we meeting each other? คุณเข้าใจไหมครับ
  เราเข้าใจตรงกันหรือเปล่า
   
18:27 You see, to go into this, คุณเห็นไหมว่าในการพิจารณาเรื่องนี้
one must have great humility; เราต้องนอบน้อมอย่างยิ่ง...
   
18:40 not humbleness, ...แต่ไม่ใช่เป็นการถ่อมตน
not sycophantism, ไม่ใช่การประจบประแจง...
   
18:48 not touching somebody’s robes ...ไม่ใช่การเกาะชายจีวรผู้ใด
and saying, ‘I’m very humble’. แล้วพูดว่า "ฉันขอนอบน้อม"
   
18:58 That quality of humility คุณลักษณะของความนอบน้อมนี้
that has had no vanity, ไม่มีความทระนง…
   
19:05 that has never known vanity. ไม่เคยรู้จักความทระนง
   
19:11 You understand? คุณเข้าใจไหม
Otherwise it is not humility. มิฉะนั้นจะไม่ใช่ความนอบน้อม
   
19:15 Go into this carefully. ขอให้ใส่ใจพิจารณาเรื่องนี้
   
19:19 Those who are vain, arrogant, ผู้ที่ทระนง หยิ่งยโส
  ท่วมท้นไปด้วยความสำคัญตน…
   
19:23 full of their own importance  
and their own knowledge,  
   
19:27 their own realisation, หลงในความรู้ การตระหนักรู้ของตน
and all that business, และอื่นๆ …
   
19:35 in that there is ...ในความรู้สึกเช่นนั้น
a sense of self-importance. มีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญ
   
19:44 And that state of mind แล้วด้วยสภาวะจิตเช่นนั้น
then cultivates humility. เราพยายามบ่มเพาะความนอบน้อม…
   
19:52 Haven’t you known all this? เรื่องเหล่านี้ คุณก็รู้ดีไม่ใช่หรือ
   
20:01 So a mind that has known vanity ดังนั้นจิตที่เต็มไปด้วยความทระนง
  ไม่ว่าในทางใด…
   
20:11 in any direction – scientifically,  
religiously, politically,  
   
20:18 the sense of achievement ไม่ว่าทางวิทยาศาสตร์ ศาสนา การเมือง
  หรือความรู้สึกว่าตนบรรลุความสำเร็จ…
   
20:20 which gives one a great ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าตนเองสำคัญ
self-importance and arrogance – และหยิ่งยโสยิ่ง…
   
20:30 such a mind can never จิตเช่นนั้น ไม่มีวันเข้าใจคุณลักษณะ
comprehend a quality ที่เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากความยโสโอหัง
   
20:37 which is totally free of vanity.  
   
20:46 We are meeting all this? เราเข้าใจทั้งหมดนี้ตรงกันไหม
   
20:52 And people have also tried, มนุษย์ได้เพียรพยายาม
  มานานหลายพันปี…
   
20:59 for millennia upon millennia,  
   
21:04 to find that absolute solution เพื่อค้นหาทางออกอันเป็นที่สุด
to their lives through austerity. ให้แก่ชีวิตของเขาโดยปฏิบัติตนเคร่งครัด
   
21:15 Austerity is harsh, ความเคร่งครัดเป็นความหยาบกระด้าง
  ความเข้มงวดและรุนแรง...
   
21:25 strict, severe,  
   
21:30 stridently noisy เป็นการยืนหยัดส่งเสียงประกาศตน
  ใช่ไหม…
   
21:40 – right? –  
   
21:41 stridently strict: เป็นความเคร่งครัดเถรตรง เช่นการใส่จีวร
   
21:48 putting on robes  
   
21:50 – sorry, I am not talking ขออภัย ผมไม่ได้พูดถึง
of those gentlemen here – สุภาพบุรุษเหล่านั้นที่นี่
   
21:54 putting on robes of different การใส่จีวรสารพัดสีทั่วโลก…
colours all over the world  
   
22:01 and imagine that they are ...และจินตนาการว่า
stridently simple. พวกเขาใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างเคร่งครัด
   
22:08 It is only the noise มันเป็นเพียงเสียงอึกทึก
of their simplicity ของความเรียบง่ายของพวกเขา…
   
22:14 that prevents them ...ที่ขวางกั้นเขา
from being simple. จากความเป็นผู้เรียบง่ายที่แท้จริง
   
22:20 Because when you are simple, ถ้าคุณเรียบง่ายจริง
  ไม่สำคัญเลยว่าคุณสวมใส่อาภรณ์แบบใด
   
22:24 it doesn’t matter  
what clothes you have on.  
   
22:28 But clothes have become แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ได้กลายเป็น
  สิ่งสำคัญแสนพิเศษสำหรับโลกนี้ไปแล้ว…
   
22:30 extraordinarily important  
in the world,  
   
22:34 in the religious world, ...ในโลกศาสนาด้วย
  ซึ่งแสดงถึงจารีต…
   
22:37 indicating a tradition  
which you accept  
   
22:44 and thereby hope ...ที่คุณต่างรับมาปฏิบัติ
to lead a simple life. ด้วยหวังว่าจะใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
   
22:52 Man has tried several things, มนุษย์ได้พยายามทำสิ่งต่างๆ มากมาย
  ทั้งใช้กลวิธีหลากหลายกับตนเอง…
   
22:56 played so many tricks upon himself  
   
23:03 and those of us, ...ถ้าหากพวกเราเอาจริงเอาจัง
if we are at all serious, ทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถ…
   
23:14 and efficiently honestly พยายามอย่างสัตย์ซื่อที่จะค้นหา
trying to find out a way of life วิถีการดำเนินชีวิต…
   
23:28 and therefore ...อันเป็นวิถีแห่งปฏิบัติการ
a way of action, ซึ่งเกิดจากความเข้าใจชัดแจ้ง…
   
23:34 which comes from the comprehension,  
   
23:39 from the perception ...จากการหยั่งเห็น
of that one solution. ถึงทางออกเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
   
23:49 Right? ใช่ไหมครับ
Are we meeting each other? เราเข้าใจตรงกันไหม
   
23:58 Don’t be angry with me please, โปรดอย่าโกรธเคืองผมเลย
  พวกคุณที่ใส่จีวรแบบต่างๆ…
   
24:01 those of you who have got this  
different robes, and so on,  
   
24:07 we have been through all that. ...หรือทำสิ่งอื่นๆ
  เราได้ใคร่ครวญเรื่องทั้งหมดนั้นมาแล้ว
   
24:14 It doesn’t mean a thing. ว่ามันไม่มีความหมายอะไรเลย
   
24:20 I once followed in the Himalayas ครั้งหนึ่งผมเคยติดตามกลุ่มนักบวช
a group of monks. ไปตามแถบเทือกเขาหิมาลัย
   
24:33 It was a beautiful country, ดินแดนอันงดงาม
  ด้วยดอกกุหลาบพันปี ดอกลิลลี่…
   
24:36 wild rhododendrons, lilies,  
   
24:44 the flowers of the alps หมู่ดอกไม้แห่งเทือกเขาสูงระดับนั้น
of that altitude, ต้นสนใหญ่อลังการ…
   
24:48 and the great pine trees  
shooting into the heavens,  
   
24:55 blue skies, ...สูงเสียดฟ้าสีคราม
and the birds were singing. อีกหมู่นกก็ส่งเสียงร้องขับขาน
   
25:00 It was a lovely day. มันช่างเป็นวันที่งดงาม
   
25:02 And these monks never looked up, แต่นักบวชเหล่านั้นไม่เคยแหงนมอง
  ไม่เคยมองดูพรรณพฤกษา…
   
25:07 never looked at the trees,  
the flowers, the skies,  
   
25:13 and the wonder of the world มวลดอกไม้ ท้องฟ้า และความอัศจรรย์
  น่าพิศวงของโลก เพราะว่าพวกเขา…
   
25:16 because they were concerned  
about their own ritual,  
   
25:25 their own mantras repeating. ...มัวหมกมุ่นอยู่กับพิธีกรรม
  และการท่องบ่นมนตรา
   
25:31 And they think through that way พวกเขาคิดว่าจะได้พบสรวงสวรรค์
they will find the heaven. ด้วยวีถีทางนั้น
   
25:52 Here, if one may point out, แต่ ณ ที่นี้ เราขออธิบาย
  ความหมายของคำว่า "มนตรา"
   
25:57 the meaning of the word ‘mantra’  
   
26:01 – probably you all know about it. ซึ่งพวกคุณอาจจะรู้แล้ว
   
26:07 It is a Sanskrit word which means มนตรา เป็นคำภาษาสันสกฤต
– please, listen – ซึ่งหมายถึง…
   
26:13 which means consider, meditate, การพิจารณา การทำสมาธิ การพินิจ
ponder over not becoming ใคร่ครวญถึงการไม่มีไม่เป็นอะไรเลย…
   
26:25 and also put aside ...และยังหมายถึงการปลดเปลื้องจาก
all self-centred activity. การเอาตนเองเป็นศูนย์กลางความสำคัญ
   
26:34 That word ‘mantra’ means that. "มนตรา" หมายความเช่นนั้น
   
26:39 Consider, go into your own becoming การพิจารณาใคร่ครวญในความอยากมี
  อยากเป็นของตัวคุณ และการละทิ้ง…
   
26:43 and put aside every form  
of selfish activity  
   
26:47 – that is the real meaning ...ความเห็นแก่ตัวทุกรูปแบบ
of that word. นั่นคือความหมายที่แท้จริงของคำนี้
   
26:53 And look what these yogis ดูสิ พวกโยคีทั้งหลาย
have done to that word! ได้ทำอะไรกับคำคำนั้น!
   
26:59 You understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
27:12 So, seeing all this, การเห็นถึงทั้งหมดนี้
  เห็นการทรมานกายลักษณะต่างๆ…
   
27:16 the various forms  
of physical torture  
   
27:21 in order to find enlightenment, ...เพื่อการหลุดพ้น เห็นพิธีกรรม
  การสวมใส่จีวรแบบต่างๆ…
   
27:25 various forms of rituals,  
robes, repetitions,  
   
27:31 and these have not in any way การทำสิ่งเหล่านี้ซ้ำๆ ซากๆ
  ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมนุษย์…
   
27:34 changed human being  
and his relationship,  
   
27:38 so that there is ...และความสัมพันธ์ของเขา
a new good society. สังคมใหม่ที่ดีงามจึงไม่เคยเกิดขึ้น
   
27:46 We mean by that word ‘good’ คำว่า "ดี" ไม่ได้มีความหมาย
  แบบเพลงกล่อมเด็กว่า "จงเป็นเด็กดี"
   
27:51 not the nursery meaning,  
‘Be a good boy’.  
   
28:01 It is not a respectable word, ดี ไม่ได้หมายถึงความน่าเคารพนับถือ
  ไม่ใช่คำที่คุณจะพูดได้ว่า…
   
28:08 it is not a word that you can say,  
   
28:10 ‘Well, that is old-fashioned, "นั่นเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึ
throw it out’, ทิ้งมันไปเสีย"…
   
28:15 but that word ‘good’ แต่คำว่า "ดี" นั้น
  มีความหมาย มีนัยสำคัญที่ดีเลิศ…
   
28:18 has an excellent meaning,  
significance.  
   
28:26 And man through all these endeavours แม้มนุษย์พากเพียรทำสิ่งเหล่านี้
  ก็ยังไม่เคยก่อให้เกิดสังคมที่ดีได้…
   
28:31 has never brought about  
a good society  
   
28:36 where people live happily, ...สังคมที่ผู้คนดำรงอยู่ด้วยความสุข
  ปราศจากความขัดแย้ง ความรุนแรง…
   
28:39 without conflict, without violence,  
   
28:43 with a great sense ...เปี่ยมด้วยความรับผิดชอบ
of responsibility, ความใส่ใจและความรักอันใหญ่หลวง
   
28:49 with care, with affection.  
   
28:53 That is what we mean นี่คือความหมายที่แท้จริง
by that word ‘good’. ของคำว่า "ดี"
   
28:57 Man has not been able มนุษย์ยังไม่สามารถ
to achieve it. สร้างสังคมที่ดีเช่นนั้นได้
   
29:05 One of the main reasons เหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความน่าเกลียด
for this ugliness in the world ขึ้นในโลก คือเราทุกคน…
   
29:12 is that all of us,  
most human beings,  
   
29:16 probably 99%, …คือมนุษย์ส่วนใหญ่ อาจจะ 99%
  แตกแยกออกเป็นส่วนๆ
   
29:20 are fragmented, broken up.  
   
29:26 And when one realises this, เมื่อเราตระหนัก
  ว่าเราอยู่ในสภาพที่แตกแยก…
   
29:31 that one is  
in a state of fragmentation,  
   
29:42 one is cognisant of it, เมื่อเรารับรู้ รู้ตัวถึงสภาพนี้
  โดยปราศจากการเลือก...
   
29:48 aware without any choice ...เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
– it is so.  
   
29:57 It is not that the speaker ไม่ใช่ผู้พูดยัดเยียดเรื่องนี้ให้คุณ
is imposing this on you, แต่มันเป็นจริง
   
30:00 but it is a fact.  
   
30:12 And can that mind, แล้วจิตเช่นนั้น
which is fragmented, ซึ่งถูกแบ่งแยกเป็นส่วนๆ…
   
30:17 can that heart, …จิตใจซึ่งหมกหมุ่น
  ติดอยู่ในความเพ้อฝันต่างๆ…
   
30:20 which is also caught up  
in various romantic,  
   
30:25 emotional, sentimental, …ความหลอกลวงอันเหลวไหล
illusory nonsense, ไร้สาระทั้งทางอารมณ์ความรู้สึก…
   
30:33 can that mind …จิตนั้นจะมาถึงจุดนี้ไหม
ever come to this,  
   
30:37 to find a solution …เพื่อที่จะค้นหาทางออก
that is everlasting? ที่จริงแท้และยั่งยืนตลอดไป
   
30:44 You understand my question? คุณเข้าใจคำถามไหม
Right?  
   
30:47   เข้าใจไหมครับ
   
31:03 How shall we find it? เราจะค้นหาอย่างไร
   
31:11 Is it dependent on another? การค้นหาขึ้นอยู่กับคนอื่น
  อย่างนั้นหรือ
   
31:18 Follow this carefully. ขอให้ติดตาม
  ด้วยความใส่ใจจริงๆ
   
31:21 Can another, ผู้อื่นแม้เขาจะคิดว่าเขาเป็นผู้รู้
  ที่ทรงอำนาจเพียงใดก็ตาม…
   
31:25 however much he may think  
he is lord, and this and the other,  
   
31:31 can another lead you ...หรือเขาเป็นนั่น เป็นนี่ เขาจะสามารถ
or help you to that? นำพาหรือช่วยคุณให้พบทางออกได้หรือ
   
31:42 Right? ช่วยได้หรือเปล่า
   
31:43 Please, ask this question. โปรดถามคำถามนี้ต่อตัวคุณเอง
   
31:50 Can a group, มีกลุ่มใด ประชาคมใด…
can a community,  
   
31:57 can a series of ideas, conclusions  
   
32:04 help you to that? ...แนวความคิด หรือข้อสรุปชุดใด
  ที่จะช่วยคุณให้เข้าถึงสภาวะนั้นได้
   
32:11 Or one must be a light to oneself, หรือเราต้องเป็นแสงสว่างแห่งตน
   
32:21 not the light ไม่ใช่แสงสว่างจากตะเกียง จากเปลวเทียน
which has been kindled หรือเปลวไฟ ที่ผู้อื่นจุดให้
   
32:28 at the other’s lamp or candle,  
or fire.  
   
32:33 You are following this? ตามทันไหมครับ
   
32:35 Please, give your heart โปรดทุ่มเทหัวใจคุณ
to understand all this! เพื่อทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้
   
32:42 Which means not only your heart, ซึ่งหมายถึงไม่เพียงหัวใจคุณเท่านั้น
your mind, your brain. แต่รวมถึงจิตและสมองของคุณด้วย
   
32:57 Freedom is not acting อิสรภาพไม่ใช่การประพฤติตามอำเภอใจ
according to whatever you like.  
   
33:09 That is too childish, ซึ่งเป็นความไม่ประสีประสา
  ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก…
   
33:14 which is what is happening  
in the world,  
   
33:17 because everybody ...เพราะว่าทุกคนต่างทำ
is doing what they want. ในสิ่งที่ตนเองต้องการ…
   
33:25 And any prevention, และการขัดขวางยับยั้งไม่ให้ทำ
any restraint on that ถือว่าไม่ให้เติมเต็มความปรารถนา
   
33:28 is considered lack of fulfilment.  
   
33:34 Therefore permissiveness ฉะนั้น การทำตามอำเภอใจ
in every direction ในทุกๆ ทาง…
   
33:37 – religiously, socially, morally –  
   
33:42 is encouraged. ทั้งทางศาสนา สังคม
  และศีลธรรม จึงถูกกระตุ้นเสริม
   
33:54 And this permissiveness, และการทำตามใจตนเอง ซึ่งเป็นการทำ
  ในสิ่งที่แต่ละคนชอบ หรือการพูดว่า…
   
33:56 that is doing exactly  
what one likes,  
   
33:59 or saying, ‘It appeals to me,  
I feel good in that’,  
   
34:05 denies freedom. "มันถูกใจฉัน ฉันรู้สึกดีกับมัน"
  เช่นนั้นเป็นการปฏิเสธอิสรภาพ
   
34:18 We are talking psychologically, เรากำลังพูดถึงอิสระทางจิตใจ
not freedom from law, ไม่ใช่อิสรภาพทางกฎหมาย…
   
34:21 from the policeman,  
from taxes  
   
34:27 – but freedom, ไม่ใช่อิสรภาพจากตำรวจ จากการจ่ายภาษีอากร
  แต่เป็นอิสรภาพที่…
   
34:32 from the dependence on another  
psychologically,  
   
34:41 because the other, …พ้นจากการพึ่งพาผู้อื่นทางจิตใจ
  เพราะผู้อื่นเมื่อเขาสอนคุณ…
   
34:43 when he instructs you  
from his knowledge,  
   
34:48 from his position, เขาสอนทั้งจากความรู้
from his status, จากตำแหน่งและสถานภาพของเขา…
   
34:52 that knowledge is  
still part of ignorance,  
   
34:57 because knowledge ความรู้นั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของความไม่รู้
can never be complete, เพราะความรู้ไม่เคยสมบูรณ์
   
35:02 therefore it is always ดังนั้นความรู้จึงเป็นส่วนหนึ่ง
part of ignorance. ของความไม่รู้หรือความโง่เขลาเสมอ
   
35:07 Right? ใช่ไหมครับ
I wonder if you see that.  
   
35:10 Of course. ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจไหม
   
35:15 Because knowledge แน่นอนความรู้ไม่เคยเป็นทั้งหมด
can never be whole, ไม่เคยสมบูรณ์ครบถ้วน
   
35:18 can never be complete, total.  
   
35:23 And therefore in it ดังนั้นในความรู้
there is ignorance. จึงมีความไม่รู้ ความโง่เขลาอยู่ด้วย
   
35:29 When you realise that, เมื่อคุณตระหนักเห็นเช่นนั้น
when you see that, เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งพิง…
   
35:33 that you cannot possibly  
in matters of the spirit,  
   
35:39 in matters of the psyche, …ในเรื่องทางจิตวิญญาณ ทางจิตใจ…
   
35:44 in the matters …หรือเรื่องการสืบค้นใคร่ครวญ
of deep religious enquiry, ทางศาสนาอย่างลึกซึ้ง
   
35:50 there is no dependence เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะพึ่งพิงใคร
completely on anybody. นั่นคืออิสรภาพ…
   
35:59 That is freedom, …ที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดชอบ
  ที่จะเป็นแสงสว่างแห่งตน
   
36:01 with its responsibility  
to be a light to oneself.  
   
36:09 Are you following all this? ตามทันไหมครับ
Are we like that? เราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
   
36:15 Because we are going เพราะว่าเรากำลังร่วมกันค้นหา
together to find out, โปรดค้นหาด้วยตัวคุณเอง…
   
36:20 please, find out for ourselves,  
   
36:27 not at the behest of another, ไม่ใช่อยู่ในโอวาทหรือคำสั่งของผู้อื่น
  ไม่ใช่ถูกกระตุ้นโดยคนอื่น…
   
36:32 not stimulated by another,  
   
36:37 not encouraged by another, ไม่ใช่คนอื่นส่งเสริมให้กำลังใจ แต่ค้นหา
  ด้วยตัวเราเองทั้งหมดอย่างแท้จริง…
   
36:40 but find out for oneself  
totally, completely,  
   
36:45 which is not egotistic ซึ่งไม่ใช่การยึดตนเป็นสำคัญ
  เราจึงจะเป็นแสงสว่างแห่งตนได้
   
36:51 – so that one can be  
a light to oneself.  
   
36:58 Right? ใช่ไหมครับ
   
37:05 Are we together in this? เราเข้าใจเรื่องนี้ด้วยกันไหม
   
37:07 not agreeing, ไม่ใช่การเห็นด้วย
  หรือถูกต้อนให้จนมุม
   
37:16 not being cornered in a tent and ฉะนั้นคุณ
therefore you are forced to agree, ไม่ได้ถูกบังคับให้เห็นด้วย
   
37:25 or stimulated by the speaker ไม่ได้ถูกกระตุ้นด้วยความจริงจังของผู้พูด
with his intensity.  
   
37:36 If you are, then it is just ถ้าเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเพียงเปลวไฟ
  ที่จะดับมืดลงด้วยแรงลม
   
37:41 a flame that can be blown out  
by the next wind.  
   
37:57 So having said all this, จากสิ่งที่พูดมาทั้งหมดนี้
  จิตของคุณ จิตซึ่งคือสมอง…
   
38:00 is your mind  
   
38:04 – your mind being your brain,  
   
38:09 your senses, …ประสาทสัมผัส
  คุณภาพของการคิดของคุณ...
   
38:17 the quality of thinking,  
   
38:22 knowing its limitation, …โดยที่รู้ดีถึงข้อจำกัดของมัน…
   
38:28 being prepared …พร้อมไหม ไม่ใช่การเตรียมพร้อม
  ผมจะไม่ใช้คำว่า "เตรียมพร้อม"…
   
38:32 – not prepared,  
I won’t use that word ‘prepared’,  
   
38:34 preparation implies time, …เพราะการเตรียมพร้อมหมายถึงกาลเวลา
  ซึ่งเป็นทฤษฎีโปรดของคุณ…
   
38:37 that is one of our pet theories  
   
38:41 that we need time …ที่เราต้องใช้เวลา
to be a light to oneself – ในการเป็นแสงสว่างแห่งตน
   
39:00 are our minds เมื่อจิตของเราได้ฟังเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว
after listening to all this, แม้ว่าคุณเพิ่งฟังเป็นครั้งแรก
   
39:05 even though you are listening  
for the first time.  
   
39:13 And it is only you are actually และเมื่อคุณฟัง
listening for the first time อย่างเป็นครั้งแรกจริงๆ เท่านั้น…
   
39:16 if you are really paying attention. ถ้าคุณใส่ใจฟังอย่างแท้จริงเท่านั้น
   
39:21 You know, it is like looking คุณรู้ไหม มันคล้ายกับการมองดู
at the sunset or the sunrise: ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือลาลับ…
   
39:30 the beauty and the extraordinary ...ความงามและแสงอันพิเศษสุด
light is never the same. ไม่เคยเหมือนเดิมเลย
   
39:39 You can see it day after day, คุณดูมันได้วันแล้ววันเล่า
day after day, month after month, เดือนแล้วเดือนเล่า…
   
39:45 you never say, ‘Well, I have …คุณไม่เคยพูดว่า
seen it once, it is enough’. "ฉันเคยเห็นแล้วครั้งหนึ่ง มันก็พอแล้ว"
   
39:56 If we have paid attention หากเราใส่ใจฟังในสิ่งที่ได้พูดมา
  และสิ่งที่กำลังพูดอยู่นี้
   
40:00 to what has been said  
and what is being said,  
   
40:03 it is not a repetition. มันก็ไม่เป็นสิ่งซ้ำซาก
   
40:11 Beauty is never that ความงามไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น
which is constantly happening, เหมือนเดิมตลอดไป แต่มันใหม่เสมอ
   
40:23 it is always new.  
   
40:28 A marvellous เมื่อคุณดูภาพเขียนคลาสสิค
classical painting อันน่าพิศวง…
   
40:34 or if you listen to music, ...หรือคุณฟังดนตรี
  มันใหม่ตลอดกาล
   
40:38 it is new all the time.  
   
40:45 But our minds แต่จิตของเรา
get so dulled by words ถูกทำให้ทื่อทึบด้วยถ้อยคำ…
   
40:53 and by the repetition of words, เมื่อเราฟังคำพูดซ้ำๆ
  เราก็บอกว่า "ฉันเบื่อแล้ว…
   
40:56 you say, ‘I am bored with it. …คุณเคยพูดเรื่องทั้งหมดนั้นมาแล้ว"
You have said all that before’.  
   
41:04 But if you listen, แต่ถ้าคุณฟัง
  ก็มีอะไรบางอย่างใหม่อยู่เสมอ…
   
41:07 there is always something new  
   
41:12 like the sunset, ...เฉกเช่นอาทิตย์ยามตกดิน
  ดวงดาวยามย่ำค่ำ และน้ำในแม่น้ำ
   
41:15 like the evening star,  
   
41:19 like the waters of a river. (avoir le temps)
   
41:37 We have still time! เรายังมีเวลาเหลืออยู่อีก
   
41:52 We are asking you เราขอถามคุณว่า
– together – จิตรวมทั้งหัวใจ ทั้งหมดของชีวิตเรา…
   
41:56 if our minds  
   
42:00 and therefore our hearts,  
our whole being,  
   
42:04 senses,  
   
42:12 the quality of the senses ทั้งภาวะของประสาทสัมผัสที่ไม่ถูกแบ่งแยก
which are not divided คุณเข้าใจไหม เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด…
   
42:19 – you understand? –  
   
42:21 which are together,  
   
42:33 and a thought and thinking, อีกทั้งความคิดและการคิด
  ที่รู้ว่ามันถูกจำกัด แยกออกเป็นส่วนๆ…
   
42:40 knowing that it is limited,  
fragmented,  
   
42:44 always of time, …ติดอยู่ในกาลเวลาเสมอ
  และสมองอันเป็นผลพวงของ…
   
42:48 and a brain  
that is the result of millennia,  
   
42:55 conditioned, ...การถูกกำหนดมานานหลายพันปี…
   
43:00 full of memories, …เต็มไปด้วยความทรงจำ ความรู้
knowledge, experience, ประสบการณ์ เหมือนกับคอมพิวเตอร์
   
43:07 like a computer,  
   
43:09 but of course it is much more แต่แน่นอน สมองมีความสามารถ
capable than a computer, เหนือกว่าคอมพิวเตอร์
   
43:12 the brain has invented  
the computer,  
   
43:17 but the brain also is สมองได้ประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ แต่สมอง
active as a computer. ก็ทำงานตลอดเวลาเหมือนกับคอมพิวเตอร์
   
43:24 So we are saying เราจึงถามว่า
the whole of this, เราสามารถใคร่ครวญ…
   
43:29 can we enquire …สืบค้นเรื่องทั้งหมดนี้
with this quality of mind? ด้วยจิตลักษณะนี้ได้ไหม
   
43:37 Or just be in a state หรือว่าจิตเพียงอยู่ในภาวะการสังเกต
of observation, ที่สังเกตโดยปราศจากผู้สังเกต
   
43:47 just to observe  
without the observer.  
   
43:55 Because the observer is the past, เพราะผู้สังเกตคืออดีต ผู้สังเกตคือผลของ
  ประสบการณ์ทั้งหมด ของประสาทสัมผัส
   
43:58 the observer is the result  
of all the experience,  
   
44:04 senses, responses,  
reactions, memories  
   
44:09 – he is that. การตอบสนอง ปฏิกิริยา
  ความทรงจำทั้งปวง ผู้สังเกตคือทั้งหมดนั้น
   
44:12 To observe การสังเกตโดยไร้ผู้สังเกต…
without the observer,  
   
44:23 so that there is only จึงมีเพียงการสังเกตที่บริสุทธิ์เท่านั้น
pure observation, ไม่มีการบิดเบือน ไม่เคลื่อนคิดออกไป
   
44:30 not distorted, not broken-up,  
   
44:39 not the result of choice, like and ไม่ใช่ผลของการเลือก ชอบหรือไม่ชอบ
– you know, just to observe. เพียงแต่สังเกตเท่านั้น
   
44:49 Then in that state ในภาวะการสังเกตที่บริสุทธิ์
of pure observation มีปฏิบัติการเพียงหนึ่งเดียวไหม…
   
44:55 is there one act, one insight,  
   
45:10 one total perception การรับรู้ที่เป็นทั้งหมดเพียงหนึ่งเดียว
  ที่จะแก้ปัญหาทั้งปวงได้สิ้นเชิงมีไหม
   
45:18 of something that will resolve  
all these problems?  
   
45:23 You have understood? คุณเข้าใจไหมครับ
   
45:32 There is. มีครับ…
   
45:37 Now careful! ฟังให้ดีนะครับ!
   
45:41 The speaker says there is. ผู้พูดบอกว่ามีครับ
   
45:45 You know nothing about it, เป็นธรรมดา
naturally. ที่คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย
   
45:48 If you are aware of it, เพราะถ้าคุณตระหนักรู้ถึงมัน
you wouldn’t be here. คุณก็ไม่มาที่นี่
   
45:59 The speaker says โปรดฟังให้ดีนะครับ
– and please, listen carefully – ผู้พูดบอกว่า …
   
46:05 it is not authority, ปฏิบัติการนั้นไม่ใช่อำนาจเหนือ
  ไม่ใช่ผลของประสบการณ์…
   
46:13 it is not the result of experience,  
   
46:19 it is not the result ...ไม่ใช่ผลของความรู้ที่สั่งสมมา
of accumulated knowledge, ไม่ใช่ทั้งหมดนั้น
   
46:24 it is none of that.  
   
46:26 The speaker says  
there is a solution,  
   
46:32 a way out of all this ผู้พูดบอกว่า มีคำตอบ
terrible confusion and misery มีทางออกจากสิ่งทั้งปวงนี้…
   
46:37 and fear, torture and terror. ...ออกจากความสับสน ความทุกข์ระทม
  ความกลัว ความทรมาน ความสยดสยอง
   
46:44 Right? ใช่ไหมครับ
   
46:47 So don’t accept it. อย่าได้ยอมรับที่พูดมานี้
   
46:55 Where are you at the end of this? เมื่อสืบค้นถึงจุดนี้
  คุณอยู่ตรงไหน
   
47:02 Please, I am asking this ได้โปรดเถิดครับ
  ผู้พูดถามด้วยความจริงจังอย่างยิ่ง
   
47:04 – the speaker is asking  
this very seriously.  
   
47:09 We have talked for 20 minutes, เราได้พูดคุยกันมา 20 นาที
an hour, 40 minutes, 50 minutes, หนึ่งชั่วโมง 40, 50 นาทีแล้ว…
   
47:17 at the end of it, …เมื่อมาถึงจุดจบแล้ว
what is the quality of your mind คุณสมบัติของจิตคุณที่สามารถ…
   
47:22 that is capable  
– please, listen –  
   
47:25 capable of receiving something. โปรดฟังให้ดี
  จิตที่สามารถรองรับอะไรบางอย่างได้
   
47:29 You say, ‘Yes’, คุณตอบว่า "ใช่" ที่ว่า "ใช่" นั้น
  เป็นการค้นพบด้วยตัวคุณเอง
   
47:31 and the ‘yes’ is your own discovery, เป็นแสงสว่างของตัวคุณเอง
your own light,  
   
47:42 your own total attention เป็นความใส่ใจอันสมบูรณ์ของตัวคุณ
  ที่คุณเองทุ่มเทให้แก่การค้นหา
   
47:46 which you have given  
to find this out.  
   
48:13 Let me go into it carefully. ผมจะสืบค้นต่อไป
  อย่างระมัดระวัง
   
48:21 One must have intelligence. เราต้องมีปัญญา
   
48:30 Intelligence is different ปัญญาแตกต่างจากความรู้
from knowledge.  
   
48:37 In knowledge, เราได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า
as we pointed out earlier, ในความรู้ยังมีความโง่เขลา
   
48:43 there is ignorance.  
   
48:47 Right? ใช่ไหมครับ
   
48:50 Whereas intelligence is แต่ทว่าปัญญา
free from ignorance เป็นอิสระจากความโง่เขลา...
   
48:59 and therefore free from illusion, ดังนั้นจึงเป็นอิสระจากสิ่งลวง
   
49:06 and it is not the result และปัญญา
of accumulated knowledge ไม่ใช่ผลจากความรู้ที่สั่งสมมา
   
49:12 – right? –  
intelligence.  
   
49:15 The quality of intelligence comes  
   
49:21 when there is perception and action. คุณสมบัติแห่งปัญญาจะเกิดขึ้น
  เมื่อมีการหยั่งเห็นและมีปฏิบัติการ
   
49:31 That is, perception นั่นคือเกิดการหยั่งเห็นและไม่มีช่องว่าง
  ระหว่างการหยั่งเห็นกับปฏิบัติการ
   
49:34 and no interval  
between perception and action.  
   
49:42 You see – act. การเห็นนั่นแหละคือปฏิบัติการ
   
49:47 I wonder if you understand this. ผมสงสัยว่าคุณเข้าใจเรื่องนี้ไหม
   
49:54 Are you following this? คุณตามทันไหมครับ
   
49:59 You see danger – right? – เมื่อคุณเห็นอันตราย
like a precipice. เช่น หน้าผาสูงชัน
   
50:06 And the very perception is action การหยั่งเห็นนั่นเองคือปฏิบัติการ
– you move away instantly. ที่คุณถอยห่างในทันที
   
50:11 That is intelligence.  
   
50:13 That is part of that intelligence. นั่นคือปัญญา
  นั่นคือส่วนหนึ่งของปัญญานั้น
   
50:16 You see a dangerous snake เมื่อคุณเห็นงูที่อันตราย
– and instant action. ปฏิบัติการก็เกิดขึ้นทันที
   
50:22 Right? ใช่ไหมครับ
   
50:24 That’s fairly simple ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย เพราะมัน
  เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางกาย
   
50:27 because there  
it is a physical response.  
   
50:35 And the physical reaction การตอบสนองทางกาย
is self-preservation, เป็นการป้องกันตนเอง ซึ่งก็คือปัญญา
   
50:41 which is intelligence.  
   
50:42 It is the unintelligent ผู้ไม่มีปัญญา เห็นอันตรายแล้ว
that sees the danger and pursues it. ยังปล่อยให้มันเกิดขึ้น
   
50:51 You understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
50:54 Intelligence is ปัญญา คือการหยั่งเห็นอันตราย…
   
50:56 the perception of that  
which is psychologically dangerous  
   
51:02 and acting instantly. ...เห็นถึงอันตรายทางจิตใจ
  แล้วปฏิบัติการก็เกิดขึ้นทันที
   
51:05 That is intelligence. นั่นคือปัญญา
   
51:13 Psychologically it is dangerous การพึ่งพาผู้อื่นในทางจิตใจ
to depend on another: เป็นอันตราย …
   
51:25 for affection, พึ่งพิงเพื่อความอาทร
for love, for comfort, ความรัก ความอบอุ่นใจ…
   
51:28 for enlightenment, และพึ่งพิงเพื่อการเห็นแจ้ง เป็นอันตราย
  เพราะทำให้คุณไม่เป็นอิสระ
   
51:33 that is dangerous  
because you are not free.  
   
51:42 And therefore the very perception ดังนั้น
of that danger การหยั่งเห็นถึงอันตราย…
   
51:46 and the acting of it และปฏิบัติการของการหยั่งเห็นนั่นเอง
is intelligence. คือปัญญา
   
51:53 Right? ใช่ไหมครับ
   
51:58 One must have เราต้องมีคุณภาวะแห่งปัญญานั้น
that quality of intelligence.  
   
52:09 That intelligence is denied ปัญญานั้นจะไม่เกิดขึ้น
when you are conforming to a pattern ถ้าคุณยอมทำตาม เลียนแบบ…
   
52:16 laid down by the gurus, by …ปรับตัวตามแบบแผน
– it doesn’t matter who – ที่วางไว้โดยคุรุ…
   
52:19 some idiotic person,  
   
52:26 or conforming, ...หรือใครก็ตามที่งี่เง่า
imitating, following.  
   
52:37 Therefore there is ดังนั้น มีอุดมคติและมีปฏิบัติการ
the ideal and the action ซึ่งแตกต่างจากอุดมคติ…
   
52:44 which is different  
from the ideal,  
   
52:47 or conforming, …หรือการสยบยอมทำตาม
or adjusting to the ideal หรือการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับอุดมคติ
   
52:51 which is lack of perception  
– right? –  
   
52:56 lack of seeing …ซึ่งเป็นการขาดการหยั่งเห็น
the actual movement of this. ขาดการเห็นกระบวนการนี้ตามความเป็นจริง
   
53:01 And when there is perception, เมื่อเกิดการหยั่งเห็น
the ideal, the imitation อุดมคติ การเลียนแบบ…
   
53:06 the conformity, following …การสยบยอม การทำตาม
totally ends ทั้งหมดนั้นก็จบสิ้นลง นั่นคือปัญญา
   
53:09 and that is intelligence.  
   
53:13 You are following all this? คุณตามทันไหมครับ ผมไม่ได้
  ให้คำจำกัดความของปัญญานะครับ
   
53:14 I am not defining intelligence. แต่มันเป็นเช่นนั้น
It is so.  
   
53:18 It is only the neurotic คนผิดปกติทางจิตเท่านั้น
that sees the danger and continues. ที่เห็นอันตรายแล้วยังดำเนินชีวิตดังเดิม
   
53:27 The neurotic, the stupid, คนจิตผิดปกติ คนโง่เขลา
the thoughtless, คนไร้ความคิดทั้งหลาย…
   
53:31 the man who just follows his own คนที่หลงไปตาม
particular idiosyncrasy, pleasures, ความแปลกพิกลของตนเอง…
   
53:39 and gives it a rational meaning, …ความสุขเพลิดเพลินของตน
and so on. แล้วให้ความหมายที่สมเหตุสมผลแก่มัน
   
53:44 So one must have this quality ดังนั้นเราต้องมี
of intelligence. คุณภาวะแห่งปัญญานี้
   
53:52 Then with that intelligence, ด้วยปัญญาเช่นนี้…
   
54:01 is there …จะเกิดสภาวะอันเป็นกระแส
  หรือคุณจะเรียกว่าอะไรก็ตาม…
   
54:07 a state, a movement  
or whatever you like to call it,  
   
54:13 which can solve all these ...ภาวะที่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง
innumerable conflicts and miseries? และความทุกข์ระทมทั้งปวงจะเกิดขึ้นไหม
   
54:20 You are following all this? คุณตามทันไหมครับ
   
54:23 The mind that is จิตที่เปี่ยมด้วยปัญญา
totally intelligent.  
   
54:31 And that mind is enquiring. จิตนั้นสืบค้นใคร่ครวญอยู่เสมอ
   
54:40 Questioner: ถาม: ฟังดูเหมือนจะรุนแรงนะครับ
It sounds quite violent. จิตลักษณะนี้ไม่ควรจะรุนแรง
   
54:44 The quality of the mind  
should not be violent.  
   
54:48 I am sorry to interrupt but… ผมขอโทษที่ขัดจังหวะ แต่
   
54:51 K: Sir, if I may point out กฤษณมูรติ: คุณครับ ผมขอชี้ให้เห็น
most respectfully... ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง…
   
54:55 Q: You cannot define intelligence Q: คุณไม่อาจนิยาม "ปัญญา"
in such a violent manner, ในลักษณะที่รุนแรงเช่นนั้น…
   
55:01 the consequences of this, sir, ผลที่ตามมาของการทำเช่นนั้น
is violence, เป็นความรุนแรง…
   
55:06 violence towards yourself, รุนแรงต่อตัวคุณเอง
  รุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์
   
55:08 violence towards  
your fellow human beings.  
   
55:12 Honestly, sir! เป็นความสัตย์จริงครับ
   
55:15 K: Sir, there are going to be K: ในช่วงอีก 5 วัน
5 days of dialogue. จะมีการสนทนาถามตอบ
   
55:27 Then please, ขอให้ถามคำถามเหล่านี้ในช่วงนั้น
raise these questions.  
   
55:34 The speaker is not preventing you ผู้พูดไม่ได้ห้ามคุณไม่ให้ถาม…
from asking questions,  
   
55:38 from doubting what he says, ไม่ได้ห้ามไม่ให้สงสัยในสิ่งที่เขาพูด
  หรือตั้งคำถามต่อทุกสิ่งที่เขาพูด
   
55:41 from questioning everything  
that he has said.  
   
55:48 But this is not the occasion. แต่ไม่ใช่โอกาสนี้
   
55:55 So please, have patience โปรดอดใจรอ
and consideration. และนึกถึงคนอื่นด้วยครับ
   
56:11 With that intelligence, ด้วยปัญญาดังกล่าว เราค้นหาว่ามีหรือ…
we are enquiring  
   
56:20 to find out if there is  
– there may not be –  
   
56:27 if there is an act, …ซึ่งอาจจะไม่มีปฏิบัติการนั้น…
   
56:35 a state, a quality …สภาวะหรือคุณลักษณะนั้น
  ที่จะคลี่คลายทุกปัญหาของชีวิตเราได้
   
56:39 that resolves  
every issue of our life.  
   
56:52 Surely มีแน่นอน
  แต่ผมลังเล เพราะว่า…
   
56:57 – I am hesitant  
because one has to use words  
   
57:06 that have been spoilt, …เราต้องใช้คำพูด
  ที่ใช้กันจนผิดความหมาย
   
57:11 one has to use a word ...เราต้องใช้คำ
that has lost all its meaning. ที่สูญเสียความหมายของมันไปแล้ว
   
57:25 A word like ‘love’ เช่นคำว่า "รัก" ได้กลายเป็น
  เรื่องทางเพศ ทางประสาทสัมผัส
   
57:31 has become sexual, เป็นเรื่องความรู้สึกทางกาย
sensory, sensuous. ซึ่งแฝงอยู่ด้วยความสุขเพลิดเพลิน…
   
57:43 With it goes pleasure, fear, …ความกลัว ความวิตกกังวล การพึ่งพิง…
anxiety, dependence,  
   
57:54 and all the ugliness รวมถึงความน่าเกลียดทั้งหลาย
that takes place ที่เกิดขึ้นในสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์
   
57:58 in the so-called relationship.  
   
58:04 So one uses that word ดังนั้นเราใช้คำๆ นี้ด้วยความกังขายิ่ง
very, very hesitantly.  
   
58:31 It is in no way related ความรักไม่เกี่ยวข้องกันเลย
to jealousy, fear, กับความริษยา ความกลัว หรือความทุกข์โศก
   
58:38 or sorrow.  
   
58:46 It is total responsibility, ความรักคือความรับผิดชอบอย่างเต็มเปี่ยม
  ไม่ใช่ต่อคนใกล้ตัวเท่านั้น…
   
58:52 not only to your immediate person  
   
58:54 but the total responsibility  
to the whole of life,  
   
58:59 not only your life, แต่รับผิดชอบต่อชีวิตทั้งมวล ไม่ใช่เพียง
but the other life. ชีวิตคุณเองเท่านั้น แต่ชีวิตอื่นๆ ด้วย
   
59:05 I say that love is ผมขอบอกว่า
the total answer. ความรักคือคำตอบต่อทั้งหมด
   
59:15 Without that, หากปราศจากความรัก
do what you will, ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม
   
59:21 stand on your head …จะยืนด้วยศีรษะไปจนตลอดชีวิต…
for the rest of your life,  
   
59:26 sit in a position, lotus, …จะนั่งในท่าดอกบัว หรืออะไรก็ตาม
or whatever you do.  
   
59:38 So with that intelligence, ด้วยปัญญาเช่นนี้
goes the other. สภาวะอื่นก็เกิดขึ้น
   
59:44 You understand? คุณเข้าใจไหมครับ
   
59:47 Without intelligence หากปราศจากปัญญา
you cannot have the other. คุณไม่สามารถมีอีกสภาวะหนึ่ง
   
59:56 They are inseparable. ปัญญาและความรัก
  ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
   
1:00:00 And that is why และด้วยเหตุนี้ความเมตตา
  จึงมีคุณภาวะแห่งปัญญาอันยิ่งใหญ่
   
1:00:02 compassion has this quality และนั่นคือคำตอบ
of great intelligence. ที่จะสลายปัญหาของเราได้ทั้งหมด
   
1:00:12 And that is the solution แค่นี้ครับ
   
1:00:15 which will solve all our problems. ผมขอตัวนะครับ
   
1:00:23 Right, sir. Можно мне уйти?
   
1:00:40 May I leave? Posso andare?