Krishnamurti Subtitles

สมาธิคืออะไร

San Diego - 15 February 1972

Conv. with Chogyam Trungpa Rinpoche R



0:20 Krishnamurti: You know, sir, K:คุณทราบไหมครับ ในทุกศาสนา
  ในศาสนาที่จัดตั้งเป็นระบบ...
   
0:24 in all the religions,  
   
0:29 in the organized religions, ...พร้อมด้วยหลักเกณฑ์ที่ไม่มี
  ข้อพิสูจน์ ความเชื่อ...
   
0:32 with their dogmas, beliefs, ...จารีตประเพณี และอื่นๆ
traditions, and all the rest of it, ของศาสนาจัดตั้งทั้งหมด...
   
0:37 personal experience ...ประสบการณ์ส่วนตัว
has played a great part. ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ
   
0:46 The person has become ตัวบุคคลกลายเป็นสิ่งสำคัญพิเศษ...
extraordinarily important,  
   
0:52 not the teachings, not the reality, ...สิ่งสำคัญไม่ใช่คำสอน
but the person. ไม่ใช่ความเป็นจริง...
   
0:56   ...แต่ไปเน้นที่ตัวบุคคล
   
1:00 And most people และคนส่วนใหญ่ก็แสวงหา
seek personal experiences, ประสบการณ์ส่วนตัว...
   
1:20 and if it is a personal ...และถ้ามันเป็นประสบการณ์
experience of a person, ส่วนตนของคนคนหนึ่ง...
   
1:25 then it has very little validity, ...มันจะมีความถูกต้องน้อยมาก
  เพราะว่าประสบการณ์นั้น...
   
1:29 because that experience ...บางทีก็เป็นแค่สิ่งที่สร้างขึ้น
may be merely จากความปรารถนาของตนเอง...
   
1:32 a projection of one’s ...ความกลัว ความหวังและอื่นๆ
own intentions,  
   
1:37 fears, and hopes,  
and all the rest of it.  
   
1:41 So personal experience ดังนั้นในเรื่องของศาสนา...
has very little validity  
   
1:46 in religious matters. ...ประสบการณ์ส่วนตัว
  จึงมีความถูกต้องมีเหตุผลน้อยมาก
   
1:51 And yet, man, human beings, แต่กระนั้นมนุษย์ทั่วทั้งโลก
throughout the world, ก็ยังให้ความสำคัญกับตัวบุคคล
   
1:56 have emphasized the person.  
   
2:01 The person represents to them เพราะสำหรับมนุษย์
  ตัวบุคคลแสดงถึงจารีต...
   
2:04 the tradition, the authority, ...อำนาจและวิถีของชีวิต...
the way of life;  
   
2:16 through him they hope ...มนุษย์หวังว่าจะบรรลุหรือเข้าถึง
to attain or reach ก็โดยอาศัย 'ตัวบุคคล'...
   
2:19 enlightenment, or heaven, ...การตรัสรู้ หรือสวรรค์
or all the rest of it. หรืออื่นๆ ในทำนองนั้น
   
2:26 Personal experience has really เมื่อเกี่ยวข้องกับสัจจะ
no value at all ประสบการณ์ส่วนตัวไม่มีคุณค่าใดๆ เลย
   
2:32 where truth is concerned.  
   
2:42 So to negate personal experience ดังนั้นการปฎิเสธประสบการณ์ส่วนตัว
is to negate ‘the me’, คือการปฎิเสธ "ตัวฉัน"...
   
2:56 because ‘the me’ is the very ...เพราะว่า "ตัวฉัน" เป็นเนื้อแท้
essence of all experience, ของประสบการณ์ทั้งปวง ซึ่งก็เป็นอดีต
   
3:01 which is the past.  
   
3:05 And when religious people และเมื่อศาสนิกชน
go on missions, เดินทางไปเผยแพร่ศาสนา...
   
3:12 or come over to this country ...หรือจากอินเดียมายังประเทศนี้
from India, and so on, หรือที่อื่นๆ...
   
3:15 they are really doing propaganda, ...สิ่งที่พวกเขาทำจริงๆ ก็คือ
  การโฆษณาชวนเชื่อ...
   
3:20 and a propaganda has no value ...และการโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่มี
with regard to truth ความหมายอะไรเลยเมื่อเกี่ยวข้องกับสัจจะ...
   
3:24 because then it becomes a lie. ...เพราะจากนั้น
  มันจะกลายเป็นเรื่องเท็จ...
   
3:36 So if one puts aside totally, ดังนั้น ถ้าเราวางประสบการณ์ทั้งหมด
completely, ของมนุษย์โดยสิ้นเชิง...
   
3:42 all experiences of men,  
of human beings,  
   
3:49 and their systems, ...รวมทั้งละวางระบบ การฝึกฝน
their practices, their rituals, พิธีกรรมทางศาสนา...
   
3:52 their dogmas, their concepts ...อีกทั้งหลักเกณฑ์ที่ไร้ข้อพิสูจน์
  และแนวความคิดต่างๆ ด้วย...
   
3:57 – that is, ...นั่นคือ ถ้าคุณสามารถทำได้จริง...
if one can actually do it,  
   
4:00 not theoretically, but factually, ...ไม่ใช่เข้าใจแต่ทฤษฎี...
saying, wipe it all out,  
   
4:10 then ...แต่พูดได้จริงๆ ว่า
  ทิ้งมันไปหมดแล้ว...
   
4:18 what is the quality of the mind ...จากนั้นคุณภาพของจิต...
   
4:22 that’s no longer held ...ที่ไม่ได้ติดจมอยู่ในร่องรอย
  ของประสบการณ์จะเป็นอย่างไร
   
4:31 in the matrix of experience?  
   
4:39 Because truth isn’t เพราะสัจจะไม่ใช่สิ่งที่
something you experience, คุณจะเอาเป็นประสบการณ์ได้...
   
4:46   ...สัจจะไม่ใช่สิ่งที่จะไปถึงได้
  โดยคุณค่อยๆ พัฒนาให้ก้าวหน้า...
   
4:48 truth isn’t something towards ...มันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะเข้าถึงได้
which you gradually progress, โดยการฝึกฝนวันแล้ววันเล่า...
   
4:57 it isn’t that through infinite ...หรือโดยการเสียสละที่ไม่สิ้นสุด...
days of practice, sacrifice,  
   
5:03 control, discipline, ...โดยการควบคุมหรือโดยวินัย
   
5:05 you come to it.  
   
5:09 If you do, ถ้าคุณทำเช่นนั้น
then it is personal experience, มันก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัว...
   
5:13 and when there is ...และเมื่อมันเป็น
that personal experience, ประสบการณ์ส่วนตัว...
   
5:15 then there is the division  
between ‘the me’, the person,  
   
5:19 and the thing ...เมื่อนั้น จะมีการแบ่งแยก
which you experience, ระหว่าง "ตัวฉัน" หรือ ตัวบุคคล...
   
5:22 though you may try to identify ...กับสิ่งที่คุณประสบ...
yourself with that experience,  
   
5:25 with that thing, ...แม้คุณจะพยายามยึดเอา
  ประสบการณ์นั้น สิ่งนั้น เป็นของคุณ...
   
5:26 there is still division. ...การแบ่งแยกก็ยังมีอยู่
   
5:31 Seeing all this, จากสิ่งเหล่านี้จะเห็นว่า...
   
5:35 how organized religions ...ศาสนาที่เป็นระบบได้ทำลาย
have really destroyed truth, สัจจะไปแล้วจริงๆ อย่างไร...
   
5:43 giving human beings some ...เช่น ทำให้มนุษย์ประพฤติตน
absurd myth to make them behave; ตามเรื่องปรัมปราที่พิสดารไร้สาระ...
   
5:54 seeing all this, ...เมื่อเห็นสิ่งทั้งหมดนี้ และหาก
  คุณได้วางสิ่งทั้งหมดนั้นลงแล้วด้วย...
   
5:57 and if one can put aside all this,  
   
6:02 what place has meditation ...สมาธิจะยังมีบทบาทอะไร
in all this? ในสิ่งทั้งหมดนี้อีก
   
6:11 What place a guide, a guru, ผู้ชี้นำ คุรุ ผู้ไถ่บาป นักบวช
a saviour, a priest? ยังมีบทบาทอยู่ตรงไหน
   
6:24 Just now I noticed in the corridor, เมื่อกี้นี้ตรงทางเดินผมสังเกตเห็น
  ใครบางคนที่มาจากอินเดีย...
   
6:28 somebody from India  
preaching transcendental meditation,  
   
6:36 and attend his class ...เขากำลังเทศน์ สอนสมาธิ
  ที่ว่าเหนือพ้นธรรมชาติ...
   
6:39 and you practise every day, ...และเมื่อเรียนกับเขา
  หากคุณฝึกปฏิบัติทุกวัน...
   
6:42 and you will have greater energy, ...คุณก็จะมีพลังมากขึ้น...
   
6:45 and ultimately reach some ...ในที่สุดก็เข้าถึงบางสิ่งบางอย่าง
kind of transcendental experience. ที่เป็นประสบการณ์เหนือพ้นธรรมชาติ
   
6:53   จริงๆ นะมันช่าง...
  ผมไม่สามารถพูดให้แรงมากไปกว่านี้...
   
6:56 It really is quite ... เมื่อสิ่งเหล่านั้น
– I can’t put it too strongly – เกิดขึ้นกับผู้คน...
   
7:03 it is really a great calamity ...มันเป็นความหายนะที่ใหญ่ยิ่งจริงๆ
when such things happen to people.  
   
7:11 When they come over เมื่อผู้สอนพวกนั้นมาจากอินเดีย
from India, or from China, or Japan, จีนหรือญี่ปุ่น...
   
7:16 to teach people meditation, ...เพื่อสอนสมาธิให้กับผู้คน
  เขาแค่โฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น
   
7:22 they are doing propaganda.  
   
7:25 And is meditation สมาธิเป็นสิ่งซึ่ง
  คุณต้องฝึกปฏิบัติทุกวันหรือ...
   
7:34 a thing which you practise daily,  
   
7:41 practise means ...การฝึกฝน หมายถึง การทำตามแบบแผน
conforming to a pattern, การเลียนแบบ หรือการกดข่ม...
   
7:46 imitating,  
   
7:54 suppressing – you know, ...คุณรู้ไหมว่าการทำตาม
what is implied in conformity. มีนัยอะไรแฝงอยู่
   
7:59 Can such conformity การทำตาม ไม่ว่าจะทำตาม
to any pattern รูปแบบใด นั่นไม่สำคัญ...
   
8:01 – it doesn’t matter what it is – ...แต่การทำตามนั้นจะทำให้
  คุณเข้าถึงสัจจะได้จริงหรือ
   
8:05 can that ever lead to truth? ไม่ได้แน่นอน
Obviously not.  
   
8:15 Then what is meditation, ถ้าอย่างนั้นสมาธิคืออะไร...
   
8:17 if practising a system, ...ถ้าปฏิบัติตามระบบ ไม่ว่าจะ
  แหวกแนวหรือสูงส่งเพียงใดก็ตาม...
   
8:26 however absurd, ...หรือฝึกฝน
however noble, สิ่งที่พากันเรียกว่าสมาธิ...
   
8:29 practising a transcendental ...ที่นำไปสู่ประสบการณ์
so-called meditation, เหนือธรรมชาติ...
   
8:39 if you see the falseness of it, ...ถ้าคุณเห็นความไม่ถูกต้องของมัน
  เห็นจริงๆ ว่าเป็นสิ่งปลอมๆ...
   
8:42 actually see the falseness, ...ไม่ใช่เห็นตามทฤษฎี...
not just theoretically,  
   
8:45 actually see that it has no meaning, ...แต่เห็นจริงๆ ว่า
  มันไม่มีความหมายอะไรเลย...
   
8:47 then what is meditation? ...เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว
  สมาธิคืออะไร
   
8:52 Then what is, first of all, ก่อนอื่น สมาธิที่ปฏิบัติตามๆ กันมา
the traditional meditation, จนเป็นจารีตคืออะไร...
   
8:59 whether it be Christian meditation, ...ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ
  แบบคริสเตียน ฮินดู พุทธ ทิเบตหรือเซน...
   
9:02 or the Hindu, Buddhist,  
Tibetan and Zen  
   
9:07 – you know, the whole varieties ...คุณก็รู้ว่ามีการทำสมาธิหลายๆ แบบ
of meditations and their schools? รวมทั้งต้นสังกัดของมันทั้งหมดด้วย
   
9:15 For me all that is สำหรับผมทั้งหมดนั้นไม่ใช่สมาธิเลย
not meditation at all.  
   
9:24 Then what is meditation? ดังนั้นอะไรคือสมาธิ
   
9:26 Perhaps we could discuss that, เราจะสนทนาในเรื่องนั้นกันได้ไหม
could we?  
   
9:30 Chogyam Trungpa Rinpoche: C:ได้ครับ
Yes, I think so.  
   
9:36 K: Why should one make meditation K:ทำไมเราจะต้องทำให้สมาธิเป็นปัญหา
into a problem?  
   
9:43 We have got enough problems, มนุษย์เรามีปัญหามากพออยู่แล้ว
human beings, ทั้งทางด้านกายภาพและในจิตใจ...
   
9:47 both physically  
and psychologically,  
   
9:49 why add another problem ...ทำไมจะต้องเพิ่มปัญหา
about meditation? เรื่องสมาธิเข้าไปอีก
   
9:55 You follow what I mean? คุณเข้าใจไหมว่าผมหมายถึงอะไร
   
9:59 Why give a human being ในเมื่อมนุษย์มีปัญหา
one extra problem เป็นพันเรื่องอยู่แล้ว...
   
10:03 when he has got a thousand problems? ...ทำไมถึงสร้างปัญหาพิเศษให้เขาอีก
   
10:11 So is meditation a way หรือการทำสมาธิเป็นหนทางหนึ่ง
of escaping from his problems, ที่เขาจะหนีจากปัญหาของเขา...
   
10:19 an avoiding what actually is, ...หลีกหนีจากความเป็นจริง...
   
10:23 and therefore it is ...เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่สมาธิแลย
no meditation at all?  
   
10:27 Or is meditation the understanding หรือว่าสมาธิ คือการเข้าใจ
of the problem of living? ปัญหาของการมีชีวิตอยู่
   
10:42 Not avoiding it, โดยไม่หลีกหนีปัญหาของชีวิต
  ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
   
10:44 of the daily living ถ้าหากไม่เข้าใจประเด็นนี้...
with all its problems.  
   
10:51 If that is not understood, ...ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกจัดไว้
if that is not put in order, ถูกที่ถูกทางในชีวิต...
   
10:58 I mean I can go and sit in a corner ...ผมหมายความว่า
and follow somebody ผมอาจจะไปนั่งมุมใดมุมหนึ่ง...
   
11:01 who will teach me transcendental ...แล้วทำตามใครบางคนซึ่งจะสอนสมาธิ
or non-sensical meditation, เหนือธรรมชาติ หรือสมาธิเหลวไหล...
   
11:05 and it will have ...มันก็จะไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น
no meaning at all.  
   
11:10 Right, sir? ใช่ไหมครับ
   
11:16 So what is it to you to meditate, สำหรับคุณ การทำสมาธิคืออะไร
what does it mean?  
   
11:22 I hope I have not made it มันหมายถึงอะไร
   
11:27 too difficult for you ผมหวังว่าผมคงไม่ได้ทำให้มันยากเกินไป
to answer this question สำหรับคุณที่จะตอบคำถามนี้...
   
11:30 because I deny all that, ...เพราะว่าผมปฏิเสธวิธีทำสมาธิ
  ทำนองนั้นทั้งหมด...
   
11:33 deny all that kind of meditation, ...ไม่ว่าการฝึกฝนปฏิบัติ
  หรือท่องคำซ้ำๆ...
   
11:37 of practice, ...อย่างที่เขาทำกันในอินเดีย
of constantly repeating a word, และในทิเบต...
   
11:45 as they do in India, ...หรืออย่างที่เขา
as they do in Tibet, ทำกันทั่วทั้งโลก...
   
11:46 as they do all over the world  
   
11:48 – Ave Maria or some other word – ...สวดคำว่าอีฟมาเรีย
repeat, repeat, repeat, หรือคำอื่นๆ ในทำนองนั้น...
   
11:51 it doesn't mean nothing. ...ท่องบ่น ซ้ำๆ ซากๆ
  มันไม่มีความหมายอะไรเลย
   
11:53 You make the mind more คุณทำให้จิตคุณโง่วิตถาร
absurd and grotesque than it is. และพิกลพิการมากขึ้น
   
12:00 So if I may, together, ดังนั้นผมจะขอให้เรา
inquire into this question. เข้าไปสืบค้นคำถามนี้ด้วยกัน
   
12:10 Is it because it is a long ว่ามันเป็นเพราะจารีต
established tradition ซึ่งมีรากฐานอันยาวนาน...
   
12:15 that you must meditate  
   
12:19 and therefore we meditate? ...บอกว่าคุณจะต้องทำสมาธิ
  เราจึงทำสมาธิกันใช่ไหม
   
12:24 I mean, a Brahmin boy, เมื่อผมเป็นเด็ก
when I was a small boy, เด็กวรรณะพราหมณ์คนหนึ่ง...
   
12:28 I vaguely remember, ...ตอนนั้นผมยังเล็ก
being a Brahmin, ผมพอจำได้คลับคล้ายคลับคลา...
   
12:32 we went through a certain ceremony, ...การเป็นพราหมณ์
  เราต้องเข้าพิธีกรรมอย่างหนึ่ง...
   
12:35 at that time we were told ...ในช่วงนั้นมีคนบอกให้เรา
to sit quiet, close your eyes, นั่งเงียบๆ หลับตา ทำสมาธิ...
   
12:41 meditate, think about,  
   
12:43 you know ...คิดเกี่ยวกับนั่นนี่
– the whole thing was set going. แล้วสิ่งทั้งหมดถูกจัดไว้ให้ทำตาม
   
12:52 So if we could together ดังนั้นถ้าเราสามารถสืบค้นไปด้วยกัน
  และช่วยกันดูว่าสมาธิคืออะไร...
   
12:57 examine and share ...นัยสำคัญของมันมีอะไรบ้าง...
what is meditation,  
   
13:05 what are the implications of it, ...ทำไมเราควรจะทำสมาธิด้วย
why should one meditate at all?  
   
13:21 If it is a problem ถ้าหากมันเป็นปัญหา
– you follow what I mean?  
   
13:25 If you make meditation คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม
into another problem,  
   
13:28 then for God’s sake avoid it! ถ้าคุณทำให้สมาธิ
  เป็นอีกปัญหาหนึ่งแล้วล่ะก็...
   
13:32 You follow what I mean? ...เพื่อเห็นแก่พระเจ้า
  อย่าทำสมาธิเลย!
   
13:33 Because human beings คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม
have a 1,000 problems,  
   
13:35   เพราะมนุษย์มีปัญหา
  เป็นพันๆ อยู่แล้ว...
   
13:36 why add another one more to it? ...ทำไมจะต้องเพิ่มเข้าไป
  อีกปัญหาหนึ่งด้วย
   
13:43 So could we together, ดังนั้นเราจะเข้าไปสืบค้น
sharing, go into this? เรื่องนี้ด้วยกัน มีส่วนร่วมกันได้ไหม
   
13:53 Seeing the traditional approaches, เมื่อเห็นวิธีการที่เป็นจารีต
  และเห็นความเหลวไหลเหล่านั้น
   
14:00 and seeing their absurdity.  
   
14:05 Because, you see, sir, เพราะคุณเห็นว่า นอกเสียจากว่า
  มนุษย์จะเป็นแสงสว่างให้กับตัวเองแล้ว...
   
14:11 unless man, human being,  
becomes a light to himself,  
   
14:19 nothing matters, ...เรื่องอื่น ๆ ไม่สำคัญเลย
  เพราะว่าถ้าคุณยังพึ่งพิงคนอื่น...
   
14:25 because if you are  
depending on somebody,  
   
14:29 then you are in a state ...คุณก็จะตกอยู่ใน
of perpetual anxiety. ความวิตกกังวลตลอดเวลา
   
14:38 So could we examine ดังนั้นเราจะสืบค้น
this traditionally, first? เรื่องที่เป็นจารีตด้วยกันก่อนได้ไหม
   
14:45 Why should one meditate? ทำไมเราจะต้องทำสมาธิด้วย
   
14:51 C: Don’t you think C:คุณไม่คิดหรือว่า
in the living situation of a man, ในสภาพการณ์ที่มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่...
   
14:56 that meditation happens ...การทำสมาธิเกิดขึ้น
as part of a live situation? เป็นส่วนหนึ่งของสภาพการดำรงชีวิต
   
15:06 K: Sir, a human being has K:คุณครับ มนุษย์มีปัญหามากมาย
innumerable problems. Right? นับไม่ถ้วนใช่ไหม
   
15:14 He must solve those first, เขาจะต้องแก้ปัญหาเหล่านั้นก่อน
mustn’t he? ไม่ใช่หรือ
   
15:18 He must bring order in the house, เขาต้องจัดระเบียบในบ้าน
  ซึ่งเขาอาศัยอยู่ก่อน...
   
15:24 in the house in which he lives,  
   
15:28 which is the house which is ‘the me’ ...ซึ่งบ้านก็คือ "ตัวฉัน"
  ความคิดของฉัน ความรู้สึกของฉัน...
   
15:33 – my thoughts, my feelings, ...ความวิตกกังวลของฉัน ความรู้สึกว่า
my anxieties, my guilt, my sorrow – ฉันผิด ความเศร้าโศกของฉัน...
   
15:37 I must bring order there. ...ฉันต้องทำให้เกิดระเบียบขึ้นในนั้น
   
15:39 Without that order ถ้าไม่มีระเบียบ
how can I proceed further? ฉันจะก้าวต่อไปได้อย่างไร
   
15:43 C: The problem is that if you are C:ปัญหาก็คือ
trying to solve the problem, ถ้าคุณพยายามจะแก้ปัญหา...
   
15:46 if you look for order, ...ถ้าคุณมองหาความเป็นระเบียบ...
then you are looking for...  
   
15:49 it doesn’t seem to be ...มันเหมือนกับว่าคุณไม่ได้กำลัง
looking for further chaos? มองหาความยุ่งเหยิงต่อไปอีกไม่ใช่หรือ
   
15:52 K: No, I am not looking for order. K: เปล่าครับ ผมไม่ได้กำลังมองหา
  ความเป็นระเบียบ
   
15:57 I’m inquiring that there’s disorder ผมกำลังสืบค้นว่า
  เมื่อมีความไม่เป็นระเบียบอยู่...
   
16:03 and I want to know ...และผมต้องการจะรู้ว่า
why there is disorder, ทำไมถึงมีความไม่เป็นระเบียบ...
   
16:06 I am not wanting ...ผมไม่ได้ต้องการค้นหา
to find order, ความเป็นระเบียบ...
   
16:09 then I have all the gurus, ...เพราะผมจะได้ทั้งคุรุมากมาย
and all the gang come in. และพ่วงพวกศิษย์ที่ติดมาอีกด้วย
   
16:15 I don’t want order. ผมไม่ได้ต้องการความเป็นระเบียบ...
   
16:16 I only want to find out ...ผมเพียงแต่ต้องการจะค้นหาว่า...
   
16:18 why in one’s life ...ทำไมชีวิตคนเราถึงมีแต่
there is such chaos and disorder. ความยุ่งเหยิงวุ่นวายและสับสนไร้ระเบียบ
   
16:29 A human being must find out, มนุษย์ต้องค้นหา ไม่ใช่ถามใครบางคน
  ให้บอกเขาว่ามีความสับสนวุ่นวายหรือไม่
   
16:31 not ask somebody to tell him  
if there is disorder.  
   
16:34 C: Well, you can’t C:แต่คุณไม่สามารถหาคำตอบได้
find out intellectually. จากปัญญานึกคิด
   
16:39 K: Intellect is part K:แต่ปัญญานึกคิดก็เป็นส่วนหนึ่ง
of the whole structure, ของโครงสร้างทั้งหมด...
   
16:42 you can’t deny the intellect. ...คุณไม่สามารถปฏิเสธปัญญานึกคิดได้
   
16:44 C: But you can’t use intellect C:แต่คุณไม่สามารถใช้ปัญญานึกคิด
to solve intellectual problems. แก้ปัญหาที่เกิดจากความคิดได้
   
16:48 K: No. You can’t solve K:คุณไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้น
these problems ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม...
   
16:52 at any level except totally. ...ยกเว้นจะแก้ไขอย่างเป็นทั้งหมด
C: Quite, yes.  
   
16:54   C:ใช่ครับ
   
16:57 K: That is, to solve K:นั่นคือ การแก้ปัญหา
the human problem of disorder, ความสับสนวุ่นวายของมนุษย์...
   
17:03 does that need meditation ...เรื่องนั้นต้องการสมาธิหรือครับ
   
17:08 in the ordinary sense ...สมาธิ ในความหมาย
of the accepted word ‘meditation’? ที่ยอมรับกันตามปกติทั่วไป
   
17:15 C: I wouldn’t say in the ordinary, C:ผมไม่คิดว่าเป็นสมาธิ
conventional sense of meditation, ที่เข้าใจกันตามธรรมเนียม...
   
17:19 but meditation ...แต่หมายถึงสมาธิ
in the extraordinary sense. ในแง่ที่พิเศษออกไป
   
17:24 K: What do you mean by that, K:ผมจะขอถามว่า นั่นคุณหมายถึงอะไร
if I may ask?  
   
17:27 C: Extraordinary sense of meditation C:สมาธิที่พิเศษออกไป
is trying to find, คือการพยายามจะค้นหา...
   
17:35 to see the disorder ...หรือการมองเห็นความสับสนวุ่นวาย
as part of the direction. ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำสมาธิ
   
17:40 K: To see disorder. K:ให้เห็นความสับสนวุ่นวาย
   
17:42 C: To see disorder as order, C:การเห็นความสับสนวุ่นวาย
if you like. ว่าเป็นความมีระเบียบ...
   
17:44 K: Ah, no. ...ถ้าคุณอยากจะให้พูดอย่างนั้น
   
17:45 C: To see the disorder as order. K:ไม่ใช่ครับ
   
17:46   C:เห็นความสับสนวุ่นวาย
  ว่าเป็นระเบียบ
   
17:47 K: No. To see disorder. K:ไม่ใช่ เห็นความสับสนวุ่นวายต่างหาก
   
17:50 C: Well, if you see the disorder, C:ถ้าคุณเห็นความสับสนวุ่นวาย
then it becomes order. มันก็จะกลายเป็นระเบียบ
   
17:54 K: First, I must see it. K:แต่ผมจะต้องเห็นมันก่อน
   
17:59 C: To see it clearly. C:เห็นมันอย่างชัดเจน
   
18:01 K: So that depends then, K:ดังนั้น นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า
how you observe disorder. คุณสังเกตดูความสับสนวุ่นวายอย่างไร
   
18:08 C: Not trying to solve it. C:โดยไม่พยายามแก้ไขมัน
K: Of course, not.  
   
18:10   K:ใช่ ไม่พยายามแก้ไข
   
18:11 Because if you try to solve it, เพราะหากคุณพยายามจะแก้ไข...
   
18:14 you solve it ...คุณก็จะแก้ไขมัน
according to a pattern set. ไปตามแบบแผนที่กำหนดขึ้น...
   
18:18 C: Set pattern. C:แบบแผนที่สร้างขึ้น
  คงรูปคงร่าง
   
18:19 K: Which is the outcome K: ซึ่งเป็นผลมาจาก
of your disorder, ความสับสนวุ่นวายของคุณ...
   
18:23 which is the opposite of disorder. ...เป็นสิ่งตรงกันข้าม
  กับความไม่เป็นระเบียบที่มีอยู่
   
18:26 So if you try ดังนั้นถ้าคุณพยายามจะแก้ไข
to solve the disorder, ความสับสนวุ่นวาย ความไร้ระเบียบ...
   
18:31 it is always according ...มันจะทำไปตามแนวความคิด
to a preconceived idea of order. ที่เชื่อว่าระเบียบควรจะเป็นอย่างไรเสมอ
   
18:37 That is, the Christian order, ซึ่งได้แก่ ระเบียบตามแบบ
Hindu order, whatever order, ของคริสเตียน ฮินดู...
   
18:41 Socialist order, ...แบบสังคมนิยม หรือแบบคอมมิวนิสต์
Communist order. หรือแบบใดก็ตาม
   
18:45 Whereas if you observed entirely, แต่หากคุณสังเกตอย่างถ้วนทั่ว
what is disorder, ว่าความสับสนวุ่นวายคืออะไร
   
18:55 then there is no duality in that. ในนั้นจะไม่มีภาวะคู่ตรงข้าม
   
19:00 C: Yes, I see. C:ครับผมเข้าใจ
   
19:01 K: How is one to observe K:เราจะสังเกตดู
this total disorder, การดำรงชีวิตของมนุษย์...
   
19:08 which human beings live? ...ที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย
  ทั้งหมดนี้ได้อย่างไร
   
19:17 The disorder เมื่อคุณดูโทรทัศน์ ดูโฆษณาต่างๆ
when you see a television, จะเห็นความรุนแรงที่น่าใจหาย...
   
19:20 the commercials,  
the hectic violence,  
   
19:23 the absurdities, ...ความเหลวไหลต่างๆ...
   
19:25 the human existence ...แล้วจะเห็นว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์
is a total disorder เน้นความสับสนที่แท้จริง...
   
19:29 – killing, violence, ...มีการประหัตประหาร ความรุนแรง
  แต่ในขณะเดียวกันก็พูดถึงสันติภาพ
   
19:33 and at the same time  
talking about peace.  
   
19:41 So we come to the question: จากนั้นเราก็มาถึงคำถามว่า
how..? No. จะทำอย่างไรใช่ไหม
   
19:48 What is observation of disorder? การสังเกตดูความสับสนวุ่นวายคืออะไร
   
19:56 Do you see it คุณสังเกตเห็นความสับสนวุ่นวาย
from ‘the me’ as separate จากมุมมองของ "ตัวฉัน"...
   
20:05 and the thing which is disorder? ...ซึ่งแยกตัวออกจาก
  ความสับสนวุ่นวายหรือเปล่า
   
20:10 C: That is already disorder. C:นั่นก็คือความสับสนวุ่นวาย
K: Isn’t it?!  
   
20:13 So do I look at disorder K: ใช่ไหมครับ! ดังนั้น ผมมองดู
with the eyes of my prejudices, ความสับสนวุ่นวายด้วยสายตาที่มีอคติ...
   
20:19 my opinions, my conclusions, ...มีความคิดเห็นของผม การสรุป
my concepts, รวบยอดของผม ตามแนวความคิดของผม...
   
20:23 the propaganda of a 1,000 years ...ซึ่งเป็นไปตามการถูกชวนเชื่อ
– you follow? – มานับพันปีหรือเปล่า...
   
20:26 which is ‘the me’. ...ซึ่งก็คือ "ตัวฉัน"
  คุณเข้าใจไหม
   
20:30 So do I look at disorder ดังนั้นผมมองดูความสับสนวุ่นวาย
without ‘the me’? โดยไม่มี "ตัวฉัน" หรือเปล่า
   
20:38 And is that possible? และนั่นจะเป็นไปได้ไหม
   
20:42 So that is meditation. เพราะนั่นแหละคือสมาธิ
You follow, sir? คุณตามทันไหม
   
20:45 Not all the rubbish ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลต่างๆ
they talk about. ทั้งหมดนั้น ที่พวกเขาพูดกัน
   
20:52 To observe without division, เป็นการสังเกตดู
  โดยไม่มีการแบ่งแยก...
   
20:58 to observe without ‘the me’ ...สังเกตโดยไม่มี "ตัวฉัน"
who is the very essence of the past, ซึ่งเป็นเนื้อแท้แห่งอดีต...
   
21:06 ‘the me’ that says, ‘I should’, ..."ตัวฉัน" ที่พูดว่า
‘should not’, "ฉันควร" "ฉันไม่ควร"...
   
21:09 ‘I must’, ‘I must not’. ... "ฉันต้อง" "ฉันต้องไม่"
   
21:13 ‘The me’ that says, "ตัวฉัน" ที่พูดว่า
‘I must achieve’, "ฉันจะต้องทำให้สำเร็จ"
   
21:15 ‘I must gain in God’, "ฉันจะต้องเข้าถึงพระเจ้า"
or whatever it is. หรืออะไรก็ตาม
   
21:20 So can there be an observation ดังนั้น การสังเกตโดยไม่มี
without ‘the me’? "ตัวฉัน" จะเกิดขึ้นได้ไหม
   
21:29 You see, if that question is put คุณรู้ไหมถ้าตั้งคำถามนั้น
to an orthodox meditator, กับนักปฏิบัติพวกอนุรักษ์นิยม...
   
21:38 he will say, ‘There can’t ...เขาก็จะพูดว่า "เป็นไปไม่ได้
because ‘the me’ is there. เพราะว่ายังมี "ตัวฉัน" อยู่
   
21:41 So I must get rid of ‘the me’, ดังนั้น ฉันจะต้องกำจัด "ตัวฉัน"...
   
21:43 so to get rid of ‘the me’ ...และการจะกำจัด "ตัวฉัน"
I must practise’, ฉันจะต้องฝึกฝนปฏิบัติ...
   
21:48 which means I am ...ซึ่งหมายความว่าฉันกำลังตอกย้ำ
emphasising ‘the me’. ความเป็น "ตัวฉัน" ให้แรงขึ้น
   
21:56 So through practice โดยอาศัยการปฏิบัติ
I hope to deny practice, ฉันหวังจะเลิกละการปฏิบัติ...
   
22:01 through practice I hope to eradicate ...โดยอาศัยการปฏิบัติ ฉันหวังจะ
the result of that practice, กำจัดผลของการปฏิบัตินั้นให้สิ้นซาก...
   
22:05 which is still ‘the me’, ...ซึ่งนั่นก็ยังคือ "ตัวฉัน"...
   
22:07 so you are caught ...ดังนั้นคุณจึงติดอยู่ในวงจร
in a vicious circle. อันเลวร้ายนี้
   
22:16 So the traditional approach ฉะนั้นโดยวิถีทางจารีตเท่าที่ผมเห็น
as I see it ตามที่ผมสังเกตเห็น...
   
22:19 – as one has observed it,  
not as I see it –  
   
22:21 but as one has ...ไม่ใช่ตามที่ผมเห็น
observed it in the world, แต่ตามที่ผมได้สังเกตเห็นมา...
   
22:25 is to emphasise ‘the me’ ...โลกนี้ให้ความสำคัญกับ
in a very subtle way, "ตัวฉัน" ในวิธีที่แยบยลมาก...
   
22:31 but it is to strengthen ‘the me’, ...ซึ่งทำให้ "ตัวฉัน"
  แกร่งแรงขึ้น...
   
22:37 ‘the me’ that is going ..."ตัวฉัน" ที่กำลังจะไปนั่ง
to sit next to God. เคียงข้างพระเจ้า
   
22:40 Think of the absurdity of it! ดูความเหลวแหลกของมันสิครับ
   
22:43 ‘The me’ that is going to experience "ตัวฉัน" คือผู้ที่จะเข้าถึงนิพพาน
Nirvana, or Moksha, หรือการหลุดพ้น...
   
22:46 or heaven, enlightenment ...หรือขึ้นสวรรค์ หรือตรัสรู้
– it means nothing. นั่นไม่มีความหมายอะไรเลย
   
22:56 So we see the orthodox approach ดังนั้น เราจะเห็นว่า
  วิธีการแนวอนุรักษ์นิยม...
   
23:01 is really holding man, human beings, ...จริงๆ แล้วกำลังกักขังมนุษย์
in prison of the past, ไว้ในคุกแห่งอดีต...
   
23:11 giving him importance ...ด้วยการให้ความสำคัญ
in his personal experience. แก่ประสบการณ์ส่วนตัวของเขา
   
23:19 Reality isn’t a personal experience. ความจริงแท้ๆ ไม่ใช่เป็น
  ประสบการณ์ส่วนตัว
   
23:22 You can’t personally experience คุณไม่อาจมีประสบการณ์
the vastness of the sea, ที่เป็นส่วนตัว...
   
23:25   ...ถึงความกว้างใหญ่
  ไพศาลแห่งท้องทะเล...
   
23:26 it is there for you to look, ...ทะเลมีอยู่ตรงนั้นเพื่อคุณจะได้
it isn’t your sea. มองดู แต่มันไม่ใช่ทะเลของคุณ
   
23:35 So if you put that aside, ดังนั้น หากคุณวางประสบการณ์
then the question arises: เหล่านั้นลง...
   
23:42   ...คำถามก็เกิดตามมาว่า..
   
23:43 is it ever possible ...เป็นไปได้หรือไม่
to see without ‘the me’, ที่จะเฝ้ามองโดยไม่มี "ตัวฉัน"...
   
23:51 to observe this total disorder ...เฝ้าสังเกตความสับสน
of human beings, วุ่นวายทั้งหมดของมนุษย์นี้...
   
23:57 their lives, ...ดูชีวิตของเขา
the way they live, เฝ้าดูวิถีชีวิตของเขา...
   
23:59 is it possible to observe it ...เป็นไปได้ไหมที่จะสังเกตดู
without division. โดยไม่มีการแบ่งแยก
   
24:12 Because division implies conflict, เพราะว่าการแบ่งแยกแสดงถึงความขัดแย้ง
like India and Pakistan, เฉกเช่น อินเดียและปากีสถาน...
   
24:19 like China, and America, and Russia, ...ดังเช่น จีน อเมริกาและรัสเซีย
you know all that.  
   
24:21   เรื่องเหล่านี้คุณรู้อยู่แล้ว
   
24:22 Division politically การแบ่งแยกทางการเมือง
breeds chaos, นำไปสู่ความโกลาหล อลหม่าน...
   
24:26 psychologically division ...การแบ่งแยกในจิตใจ
breeds endless conflict, นำไปสู่ความขัดแย้งอันไม่สิ้นสุด...
   
24:30 inwardly, outwardly. ...ทั้งภายในและภายนอก
   
24:34 Now, to end this conflict is เพื่อให้ความขัดแย้งนี้ยุติ
to observe without ‘the me’. ก็คือการสังเกตโดยไม่มี "ฉัน"
   
24:45 C: I wouldn’t even say observe. C:ผมจะไม่พูดด้วยซ้ำว่าสังเกต
   
24:49 K: To observe ‘what is’. K:ขอให้สังเกต "สิ่งที่เป็นอยู่จริง"
   
24:51 C: Well, when you observe C:ถ้าอย่างนั้นเวลาคุณสังเกต
then you are judging. คุณกำลังพิพากษาตัดสิน
   
24:58 K: No, that is what I mean. K:ไม่ใช่ ผมหมายความว่า...
   
25:02 You can observe through criticism, คุณสามารถสังเกต
through evaluation. ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ การประเมินค่า
   
25:09 C: But a total observation. C:แต่การสังเกตที่สมบูรณ์เป็นทั้งหมด
K: That’s partial.  
   
25:11   K:แต่นั่นเป็นเพียงแค่
  การสังเกตที่แบ่งแยกเป็นส่วนๆ
   
25:12 To observe totally, in that การสังเกตที่สมบูรณ์เป็นทั้งหมด
there is no evaluation at all. จะไม่มีการตีค่าใดๆ เลย
   
25:17 C: There is no observer either. C:ไม่มีทั้งผู้สังเกตด้วย
   
25:18 K: Therefore K:ถ้าอย่างนั้น สมาธิ คืออะไร
what is meditation then?  
   
25:22 C: That is meditation. C:นั่นแหละคือสมาธิ
K: That is meditation.  
   
25:25   K:นั่นคือสมาธิ
   
25:29 So in observing disorder, ดังนั้นในการสังเกตดู
  ความสับสนวุ่นวาย...
   
25:35 which is essentially meditation, ...ซึ่งแท้ที่จริงก็คือ
  สมาธินั่นเอง...
   
25:40 in that observation there’s order, ...ในการสังเกตนั้น
  มีความเป็นระเบียบเกิดขึ้น...
   
25:44 not the order ...ซึ่งไม่ใช่ระเบียบ
that the intellect creates. ที่ปัญญาทางความคิดสร้างขึ้น
   
25:52   ดังนั้นสมาธิจึงไม่ใช่การค้นหา
  ที่เป็นเรื่องส่วนตัว...
   
25:53 So meditation is not a personal ...เพื่อเป็นประสบการณ์ส่วนตัว
search for personal experience.  
   
26:01 Right? ใช่ไหม
   
26:03 Meditation is not the search สมาธิไม่ใช่การแสวงหา
for a transcendental experience, ประสบการณ์เหนือธรรมชาติ...
   
26:12 which will give you great energy ...ที่จะให้พลังมหาศาลแก่คุณ
to become more mischievous. ให้คุณพระพฤติผิดยิ่งขึ้นไปอีก
   
26:19 Meditation is not สมาธิไม่ใช่ความสำเร็จส่วนตัว
personal achievement, ที่จะได้นั่งเคียงข้างพระเจ้า
   
26:23 sitting next to God.  
   
26:29 Meditation then is a state of mind สมาธิคือสภาวะของจิตที่ไม่มี "ฉัน"...
   
26:34 in which ‘the me’ is absent  
   
26:39 and therefore ...และเพราะฉะนั้นการไม่มี "ฉัน"
that very absence brings order. นั่นเองนำไปสู่ความเป็นระเบียบ
   
26:48 And that order must exist และก่อนที่จะก้าวต่อไป
to go any further. ความเป็นระเบียบนั้นจะต้องเกิดขึ้น
   
26:56 You follow, sir? คุณเข้าใจไหมครับ
   
26:58 Without that order เมื่อปราศจากระเบียบ
things become silly. สรรพสิ่งกลายเป็นเรื่องเหลวไหล
   
27:04 It’s like these people เหมือนกับคนเหล่านี้
who go around dancing, ที่เต้นไปทั่วๆ...
   
27:07 chanting and repeating ‘Krishna’, ...สวดมนต์และเอ่ยชื่อ
and all that silly stuff, "กฤษณะ" ซ้ำๆ...
   
27:12 that’s not order. ...รวมทั้งเรื่องเหลวไหลทั้งหมดนั้น
  นั่นไม่ใช่ระเบียบ
   
27:16 They are creating พวกเขากำลังสร้าง
colossal disorder. ความสับสนอลหม่านอย่างใหญ่หลวง
   
27:20 As the Christians are creating เหมือนที่ชาวคริสต์สร้างความสับสน
great disorder, วุ่นวายอย่างใหญ่หลวง...
   
27:24 as the Hindus, the Buddhists. ...ชาวฮินดูและชาวพุทธก็เช่นกัน
   
27:26 As long as you are held  
within a pattern  
   
27:29 you must create ตราบเท่าที่คุณยังยึดถือในแบบแผน
disorder in the world. คุณต้องสร้างความสับสนวุ่นวายขึ้นในโลก
   
27:32 The moment you say, ขณะที่คุณพูดว่า
‘America must be the super-power’, "อเมริกาจะต้องเป็นมหาอำนาจ"...
   
27:35 you are going ...คุณก็กำลังสร้าง
to create disorder. ความสับสนวุ่นวายขึ้น
   
27:44 So then the next question, sir, ดังนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น
from that arises, ทำให้จำเป็นจะต้องสืบค้น...
   
27:50 it is necessary to inquire:  
   
27:56 can the mind ...จึงมีคำถามต่อไปว่า จิตสามารถ
observe without time, สังเกตการณ์โดยปราศจากกาลเวลา...
   
28:03 without memory ...ปราศจากความทรงจำ
which is the material of the mind? ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระของจิตได้ไหม
   
28:08 Memory and time ความทรงจำและกาลเวลา
are the material of the mind. เป็นวัตถุดิบของจิต
   
28:13   จิตสามารถสังเกตดู
  โดยปราศจากทั้งสองขั้วนั้น...
   
28:17 Can it observe without those ...คือกาลเวลาและความทรงจำได้ไหม
two ends: time and memory?  
   
28:24   เพราะว่าถ้าจิตสังเกตด้วยความทรงจำ...
   
28:27 Because if it observes with memory, ...ความทรงจำคือศูนย์กลาง คือ "ฉัน"
the memory is the centre, ‘the me’.  
   
28:33 Right? ใช่ไหม
   
28:34 And time is ‘the me’ also, และกาลเวลาก็คือ "ฉัน" ด้วย...
   
28:37 time is the evolution กาลเวลาคือวิวัฒนาการ
of the brain cells ของเซลสมองที่วิวัฒน์ขึ้นๆ...
   
28:43 as evolving, evolving, becoming, ...วิวัฒน์คือภาวะที่จะต้องมี
all the rest. ต้องเป็นอะไรบางอย่าง
   
28:47 So can the mind observe ฉะนั้น จิตสามารถสังเกตดู
without memory and time? โดยปราศจากความทรงจำและกาลเวลาได้ไหม
   
28:58 Which is only possible ซึ่งจะเป็นไปได้ต่อเมื่อ
when the mind is completely still. จิตนั้นนิ่งเงียบอย่างแท้จริง
   
29:09 And the traditional และคนที่ทำตามจารีต
people recognize this? ก็รู้ว่าจิตต้องเงียบ...
   
29:13 so they say, ‘We must practise ...ดังนั้น เขาจึงพูดว่า
in order to be silent’! "เราจะต้องฝึกฝนปฏิบัติเพื่อจิตจะได้เงียบ"
   
29:24 So control your mind ดังนั้นคุณก็บังคับจิตคุณ
– you know, the tricks they play. คุณก็รู้กลอุบายที่เขาเล่นกันอยู่
   
29:32 C: I don’t see any C:ผมไม่เห็นความสำคัญอะไรเลย
particular importance ในการเน้นให้จิตนิ่งเงียบ...
   
29:34 in laying emphasis  
on the stillness of the mind at all,  
   
29:38 because if one is able to see ...เพราะว่าถ้าเราสามารถ
  มองดูสถานภาพ...
   
29:41 the non-dualistic way ...โดยไม่ติดอยู่ใน
of looking at situations, วิถีของคู่ตรงข้าม...
   
29:43 then you have further energy ...แล้วคุณก็จะมีพลัง
to flow out. ที่จะเลื่อนไหลต่อไป
   
29:47 K: You can only have K:คุณจะมีพลังที่จะเลื่อนไหลต่อไป
further energy to flow, มากขึ้น มีพละกำลังมากยิ่งกว่าเดิม...
   
29:50 greater energy ...เมื่อจิตสงบเงียบเท่านั้น
when the mind is quiet, obviously. นั่นชัดเจน
   
29:53 C: But to lay the emphasis C:แต่การไปเน้นความสำคัญ
on stillness... เรื่องความนิ่งเงียบ...
   
29:55 K: Ah, no. K:ไม่ใช่ครับ
   
29:58 We said, to observe disorder, ในการสังเกตดูความสับสนวุ่นวาย...
   
30:06 there ‘the me’, with its memories, ...เราพูดว่า จะต้องไม่มี "ตัวฉัน"...
with its structure of time  
   
30:11 must not be, ...พร้อมทั้งความทรงจำ
  และโครงสร้างเรื่องกาลเวลาของมัน...
   
30:17 then in that quality ...ด้วยคุณภาพจิตเช่นนั้นเอง
  จิตจะเงียบและพร้อมจะสังเกต
   
30:20 there is a quietness of the mind,  
which observes.  
   
30:25 That stillness is not ความนิ่งเงียบนั้น
an acquired practised thing, ไม่ใช่ได้มาจากการปฏิบัติฝึกฝน...
   
30:33 it comes naturally ...มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
when you have order. เมื่อคุณมีระเบียบ
   
30:49 You see, sir, after all, คุณเห็นไหม ในที่สุด
  เท่าที่เราสามารถทำได้ก็คือ...
   
30:54 what one can do is to point out  
   
31:00 and help the person ...ชี้ให้เห็นและช่วยพา
to go to the door, คนไปให้ถึงประตู...
   
31:03 it is for him to open the door, ...คุณไม่สามารถ
  ทำอะไรได้มากไปกว่านั้น...
   
31:07 you can’t do any more than that. ...การเปิดประตูเป็นเรื่องของเขา
   
31:11 And this whole idea และเรื่องความคิดทั้งหมด
of wanting to help people, ที่ต้องการจะช่วยผู้คน ต้องการจะ...
   
31:14 wanting to...  
you know,  
   
31:23 you become a do-gooder. ...คุณก็รู้ คุณจึงกลายเป็นคนดี
   
31:26 And a do-gooder is not และคนดีก็ยังไม่ใช่ศาสนิกเลย
a religious man at all.  
   
31:41   เราสืบค้นเรื่องนี้กันต่อดีไหม
   
31:42 Shall we go on with this? C:ดีครับ
C: I think so.  
   
31:48 There is a further thing เรื่องต่อไปที่จะต้องพูดให้ชัดเจน...
to be quantified  
   
31:52 when you make emphasis ...เมื่อคุณให้ความสำคัญ
on absolute peace. กับเรื่องความสงบสุขที่สมบูรณ์
   
31:59 K: Ah! I said, sir, K:เออ! ผมพูดแล้วว่า
  ระเบียบอันสมบูรณ์...
   
32:02 complete order is ...คือความเงียบที่สมบูรณ์ของจิต
complete quietness of the mind.  
   
32:09 Quietness of the mind จิตที่เงียบ คือ จิตที่ว่องไวที่สุด
is the most active mind.  
   
32:18 C: That’s what I want you to say. C:นั่นแหละที่ผมต้องการให้คุณพูด
   
32:19 K: It’s the most dynamic thing, K:จิตเป็นสิ่งที่มีพลวัตที่สุด
it isn’t just a dead thing. มันไม่ใช่สิ่งที่ตายแล้ว
   
32:24 C: People could misunderstand. C:คนฟังอาจจะเข้าใจผิด
   
32:26 K: Because they are K:เพราะพวกเขาเคยชิน
only used to practice อยู่กับการปฏิบัติเท่านั้น...
   
32:29 which will help them to become ...ซึ่งจะช่วยทำให้เขามี ให้เขาเป็น
– that is death. อะไรบางอย่าง นั่นคือความตาย
   
32:33 But a mind that has gone, แต่จิตที่สืบค้นเข้าไป
inquired into all this, this way, ในเรื่องทั้งหมดนี้ อย่างนี้...
   
32:37 becomes extraordinarily active ...กลับมีความตื่นตัวฉับไว
and therefore quiet. มากเป็นพิเศษ และด้วยเหตุนั้นจึงเงียบสงบ
   
32:40 C: That’s what I mean, yes. C:ใช่ครับ ผมหมายถึงอย่างนั้นล่ะ
   
32:43 K: It’s like a great dynamo. K:มันเหมือนไดนาโมตัวใหญ่
C: Yes.  
   
32:45   C:ใช่ครับ
   
32:46 K: The greater the speed K:ยิ่งความเร็วสูงมากเท่าใด
the most vitality. ความตื่นตัวมีชีวิตชีวาก็มากเท่านั้น
   
32:58 Of course, man, I don’t know, แน่นอนมนุษย์แสวงหาพลังงานมากขึ้น
is seeking more energy,  
   
33:10 he wants more energy เขาต้องการพลังมากขึ้น
– to go to the moon, เพื่อจะไปยังดวงจันทร์...
   
33:12 to go and live under the sea ...หรือไปอาศัยอยู่ใต้ทะเล
– you follow? คุณเข้าใจไหม
   
33:15 He is striving for more, เขาดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มากขึ้น
and more, and more. มากขึ้นและมากขึ้น
   
33:21 And I think the search for more และผมคิดว่าการแสวงหาเพื่อให้ได้
does lead to disorder. มากขึ้น นำมาซึ่งความสับสนวุ่นวาย
   
33:33 The consumer society สังคมบริโภคคือสังคมที่สับสนวุ่นวาย
is a disorderly society.  
   
33:41 You see, the other day I saw วันก่อนที่ไหนสักแห่ง
in some place a paper tissue, ผมเห็นกระดาษชำระ...
   
33:49 Kleenex, ...ยี่ห้อคลีเน๊กซ์
which was all beautifully decorated! มีลวดลายสวยงามไปหมด
   
33:53 You follow? คุณตามทันไหม
   
34:00 So our question is: ดังนั้นคำถามของเราก็คือ
   
34:04 does the observation of disorder การสังเกตสิ่งที่สับสนวุ่นวาย
bring order? นำมาซึ่งระเบียบหรือไม่
   
34:14 That’s really a very important point เป็นจุดสำคัญอย่างยิ่ง
   
34:17 because for us, for most people, เพราะว่าสำหรับเรา
  สำหรับคนส่วนใหญ่...
   
34:25 effort is demanded ...ยังต้องใช้ความพยายาม
in bringing about order, เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบ...
   
34:32 because human beings are used ...เพราะมนุษย์เคยชิน
to effort, struggle, fight, กับการใช้ความพยายาม...
   
34:40 suppress, force oneself. ...การดิ้นรน ต่อสู้ กดข่ม
  และบังคับตนเอง
   
34:48 Now, all that has led to disorder, ซึ่งทั้งหมดนั้นนำไปสู่
  ความสับสนวุ่นวาย...
   
34:51 socially, outwardly and inwardly. ...ทั้งทางด้านสังคม ภายนอกและภายใน
   
34:57 Right? ใช่ไหม
   
35:05 And the difficulty และสิ่งที่ยากสำหรับมนุษย์คือ
with human beings is เขาไม่เคยสังเกต...
   
35:12 that they have never observed,  
   
35:18 they have never observed ...เขาไม่เคยสังเกตดูต้นไม้ ดูนก
a tree, a bird, โดยไม่แบ่งแยก
   
35:23 without division.  
   
35:30 Since they have never observed เพราะเขาไม่เคยสังเกตดูต้นไม้สักต้น
totally a tree or a bird, หรือนกสักตัวอย่างเต็มที่...
   
35:36 they can’t observe ...เขาจึงไม่สามารถสังเกตตัวเขาเอง
themselves totally. ได้อย่างสมบูรณ์ทั้งหมด
   
35:43 They can’t see the total disorder เขาไม่อาจมองเห็นความสับสนวุ่นวาย
in which one lives, ทั้งหมดในการดำรงอยู่ของเขา...
   
35:48 there is always an idea ...เพราะเขามีความคิด
that partially in me, somewhere, อยู่อย่างหนึ่งตลอดเวลา...
   
35:51   ...ว่ามีบางส่วนในตัวเขา
  ที่มีระเบียบอยู่แล้ว...
   
35:53 there is order ...และระเบียบนี้กำลังมองมาที่
which is looking at disorder. ความสับสนวุ่นวาย
   
35:56 You follow what I mean? คุณเข้าใจที่ผมพูดไหม
   
36:02 So they invent the higher self, เขาจึงสร้างตัวตน
  ที่เหนือกว่าขึ้นมา...
   
36:07 which will put order,  
   
36:10 which will bring about ...ซึ่งจะนำความเป็นระเบียบ
order in disorder; เข้ามาสู่ความสับสนวุ่นวาย...
   
36:14 God is in you and pray to that God, ...มีพระเจ้าอยู่ในตัวคุณ...
he will bring about this order.  
   
36:22 Always this effort. ...และเมื่อสวดอ้อนวอนต่อพระเจ้า
  พระเจ้าจะนำมาซึ่งระเบียบ
   
36:28 What we are saying is จึงมีความพยายามเช่นนี้เสมอมา
   
36:30 that where there is ‘the me’ ทว่าเราบอกว่า ที่ไหนมี "ฉัน"
there must be disorder. ที่นั่นจะต้องมีความสับสนวุ่นวาย
   
36:40 And if I look at the world และถ้าฉันมองดูโลกผ่าน "ตัวฉัน"...
through ‘the me’,  
   
36:46 the world outside ...ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอก
or the world inside, หรือโลกภายใน...
   
36:50 there is not only division,  
   
36:53 which brings conflict, ...ไม่เฉพาะการแบ่งแยก
  ที่นำมาซึ่งความขัดแย้งเท่านั้น...
   
36:55 that division creates ...แต่การแบ่งแยกนั้นยังสร้าง
chaos in the world, ความโกลาหลยุ่งเหยิงให้แก่โลก...
   
36:59 disorder in the world. ...สร้างความไม่เป็นระเบียบ
  ให้โลกอีกด้วย
   
37:03 Now, to observe all that totally, ทีนี้การสังเกตสิ่งทั้งหมดนั้น
  อย่างถ้วนทั่วสมบูรณ์...
   
37:11 in which there is no division, ...การสังเกตที่ไม่มีการแบ่งแยก
  การสังเกตนี้เองคือสมาธิ
   
37:14 this observation is meditation.  
   
37:22 For that you don't เมื่อเป็นเช่นนั้น
have to practise, คุณจึงไม่ต้องฝึกฝนปฏิบัติ...
   
37:25 all that you have to do ...แต่ทั้งหมดที่คุณจะต้องทำ
is to be aware คือรู้สึกตัว...
   
37:29 of what exactly is going on ...ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่จริงๆ
inside and outside, ทั้งภายในและภายนอก...
   
37:31 just to be aware. ...เพียงแค่รู้สึกตัว
   
37:56 That’s enough, isn’t it? เท่านี้ก็พอแล้ว ใช่ไหมครับ