Krishnamurti Subtitles

กาลเวลาทั้งหมดอยู่ในปัจจุบัน

Washington DC - 20 April 1985

Public Talk 1



0:12   (เสียงปรบมือ)
   
0:28 I really don’t know ผมไม่ทราบจริงๆ ว่า ทำไมพวกท่านจึงปรบมือ
why you’re clapping.  
   
0:35 Have you ever tried ท่านเคยลองปรบมือข้างเดียวไหม
clapping with one hand?  
   
0:39 Please do that now, from today. กรุณาปรบมือข้างเดียว
  ตอนนี้เลย นับแต่วันนี้เป็นต้นไป
   
1:02 This is not a lecture นี่ไม่ใช่การสอนบรรยาย
on any particular subject ในเรื่องใดเป็นการเฉพาะ...
   
1:11 according to certain disciplines, ..เกี่ยวกับหลักปฏิบัติต่างๆ
scientific or philosophical. วิทยาศาสตร์ หรือปรัชญา
   
1:19 Lectures are meant to inform การบรรยายทั่วไปมักจะให้ความรู้
on a particular subject or instruct. หรือสอนในเรื่องใดเรื่องหนี่ง
   
1:34 But we are not going to do that. แต่เราจะไม่ทำเช่นนั้น
   
1:37 This is not a lecture. นี่ไม่ใช่การบรรยาย
   
1:41 Nor is it a form of entertainment. ทั้งไม่ใช่การบันเทิงในอีกรูปแบบหนึ่ง
   
1:49 Especially in this country, โดยเฉพาะในประเทศนี้
  เราเคยชินอย่างยิ่งที่จะอยู่..
   
1:51 where one is greatly accustomed  
to being entertained;  
   
1:57 amused; awaken one’s sensations. ...กับความเพลิดเพลิน และการ
  ปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกของตน
   
2:05 Rather in these talks, ทว่าในการคุยกันครั้งนี้
today and tomorrow morning, ในวันนี้และพรุ่งนี้เช้า...
   
2:15 we are going to talk over ...เราจะพูดคุยด้วยกัน และสนทนาร่วมกัน...
together in conversation  
   
2:23 about the whole of our existence ..เกี่ยวกับเรื่องการดำรงอยู่
  ทั้งหมดทั้งปวงของเรา..
   
2:27 from the moment we are born ..นับตั้งแต่วินาทีที่เราเกิด
until we die. ไปจนถึงวันที่เราตาย
   
2:34 In that period of time, whether it be ในช่วงเวลานั้น..
50 years or 90 years or 100 years,  
   
2:39   ..ไม่ว่าจะเป็นเวลา 50 ปี
  หรือ 90 ปี หรือ 100 ปี ก็ตาม..
   
2:44 we go through all kinds ..เราประสบปัญหาและผ่าน
of problems and difficulties. ความยากลำบากนานาทั้งปวง
   
2:54 We have problems, เรามีปัญหาต่าง ๆ
economic, social, religious; ทางเศรษฐกิจ สังคม และศาสนา
   
3:01 problems of personal relationship, ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
problems of individual fulfilment; ปัญหาการเติมเต็มให้กับตนเอง
   
3:11 wanting to find one’s roots ต้องการที่จะสืบหารากเหง้าของตนเอง
in some place or other. ในที่ไหนสักแห่งหรือในเรื่องอื่น
   
3:19 And we have innumerable psychological และเราก็ยังมีบาดแผลทางจิตใจ
wounds, fears, pleasures, sensations. มีความกลัว...
   
3:26   ...มีความเพลิดเพลินใจและอารมณ์ความรู้สึก
  มากมายนับไม่ถ้วน
   
3:35 And also there is a great deal และยังมีความหวาดกลัว
of fear in all human beings; อย่างมากมาย ในมนุษย์ทุกผู้ทุกคน
   
3:44 great deal of anxiety, uncertainty, มีความกระวนกระวายใจ
and a pursuit of pleasure. อย่างมากมาย มีความไม่แน่นอน..
   
3:50   ..และมีการไขว่ขว้าหา
  ความเพลิดเพลินใจต่างๆ นานา
   
3:56 And also all human beings มนุษย์ทั้งหมด.. บนโลกอันแสนงดงามใบนี้..
on this beautiful earth  
   
4:03 suffer a great deal ..ทุกข์ทรมาน รวดร้าวอย่างยิ่ง
of pain, loneliness. และอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอย่างยิ่ง
   
4:09 We are going to talk เราจะพูดคุยกัน
about all that together. เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนั้นร่วมกัน
   
4:14 And what place has religion ในท่ามกลางชีวิตสมัยใหม่นี้
in modern life? ศาสนาอยู่ตรงไหนหรือ
   
4:24 And also we are going to talk over และเราจะพูดคุยร่วมกันอีก
together the question of death; ถึงคำถามเกี่ยวกับความตาย
   
4:30 what is a religious mind; มาคุยกันว่า จิตแห่งศาสนาคืออะไร
and what is meditation; และการทำสมาธิคืออะไร
   
4:40 and if there is anything ..และมีสิ่งใดไหม
that is beyond all thought, ที่อยู่พ้นไปจากความคิดทั้งหมด..
   
4:49 there is anything sacred in life, ..มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
  ในชีวิตนี้หรือไม่..
   
4:53 or everything is a matter ..หรือว่าทุกอย่างล้วนเป็นวัตถุ
  เราจึงพากันใช้ชีวิตแบบวัตถุนิยม
   
4:56 and therefore we lead  
a materialistic life.  
   
5:01 We are going to talk over เราจะมาพูดคุยร่วมกัน
together all these problems ถึงปัญหาเหล่านี้ทั้งหมด..
   
5:05 this afternoon ..ในบ่ายวันนี้ และเช้าวันพรุ่งนี้
and tomorrow morning.  
   
5:14 So, as we said, อย่างที่เราได้บอกกันแล้ว
this is not a lecture. ว่านี่ไม่ใช่การบรรยาย
   
5:19 This is a conversation นี่เป็นการสนทนากัน ระหว่างคุณกับผู้พูด
between you and the speaker.  
   
5:27 A conversation in which there is การสนทนาที่ปราศจาก
no implication of conversion, นัยของการปรับเปลี่ยนความเชื่อ..
   
5:33 doing propaganda ..นัยของการโฆษณาชวนเชื่อ
or introducing new theories, หรือการแนะนำทฤษฎีบทใหม่..
   
5:42 ideas and exotic nonsense. ..แนวความคิดใหม่
  หรือเรื่องแปลกประหลาดอันไร้สาระ
   
5:53 We are going to, if you will kindly, หากว่าคุณยินดี..เราจะพูดคุยกัน
talk over together our problems ถึงปัญหาทั้งหมดร่วมกัน
   
6:00 as two friends, ..เสมือนดั่งเพื่อน 2 คน
  ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้จักกัน
   
6:04 though we don’t know each other,  
we are going to talk,  
   
6:09 discuss, have a conversation. เราจะหารือกัน ร่วมสนทนากัน
   
6:15 Which is much more important ซึ่งมีความหมายมากกว่า
  การที่จะมาบรรยายกัน..
   
6:18 than being lectured at ..หรือบอกกันว่าให้ทำอะไร..
or being told what to do,  
   
6:23 what to believe, ..ให้เชื่ออะไร
or have certain faith, and so on. หรือให้มีความศรัทธาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และอื่น ๆ
   
6:31 On the contrary, we are going to ในทางตรงกันข้าม
observe dispassionately, impersonally, เราจะสังเกตด้วยอารมณ์สงบและปราศจากอคติ..
   
6:38   ไม่เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามายุ่งเกี่ยว..
   
6:44 not anchored to any particular ..ไม่ติดยึดในปัญหาใด
problem or theory, หรือทฤษฎีใด เป็นการเฉพาะเจาะจง
   
6:54 but we are going to look together แต่เราจะมามองดูร่วมกัน
what mankind has done to the world ว่ามนุษย์ได้ทำอะไรลงไปต่อโลกนี้บ้าง
   
7:06 and what we have done to each other. ..และเราได้ทำอะไรต่อกันและกันบ้าง
   
7:13 So this is not an entertainment, ดังนั้น นี่ไม่ใช่ความบันเทิง..
a romantic, sentimental journey.  
   
7:19   ..ไม่ใช่การเดินทางด้วยความรู้สึก
  และอารมณ์เพ้อฝัน
   
7:25 Not only is it มันสำคัญไม่ใช่เพียงแค่ ตามหลักเหตุผล..
intellectually important,  
   
7:33 which is part of our being, ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์เท่านั้น..
   
7:36 but also we must look ..แต่เรายังต้องมองดูปัญหาทั้งหมด..
at all these problems,  
   
7:42 the thousand issues that mankind has, ..และเรื่องราวนับหมื่น นับพันของมนุษย์..
not from any point of view,  
   
7:47   ..ไม่ใช่จากมุมมองใด
  หรือความเห็นใดความเห็นหนึ่ง
   
7:54 not from the particular ..ไม่ใช่ด้วยความเชื่อ
belief or faith, หรือความศรัทธาใดๆ ทั้งสิ้น..
   
8:00 but rather explore together, ..หากแต่จะสำรวจร่วมกัน สืบสวนไปด้วยกัน
investigate together.  
   
8:11 The speaker is not trying ผู้พูดไม่ได้พยายามโฆษณา
to do any kind of propaganda ชวนเชื่อ ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ..
   
8:17 that would be too terrible. หากทำเช่นนั้นย่อมเป็นสิ่งเลวร้ายยิ่ง
   
8:20 Or to convert any person ผู้พูดไม่ได้พยายาม
to a particular ideation. ที่จะเปลี่ยนใคร ไปสู่แนวคิดใด
   
8:31 Or to a particular belief. หรือนำไปสู่ความเชื่อ แบบหนึ่งแบบใด
   
8:37 So we are going to take a very long, เราจะร่วมการเดินทางอันยาวไกล
complex journey together. อันแสนจะซับซ้อนนี้ไปด้วยกัน
   
8:47 So, it’s your responsibility, มันจึงเป็นความรับผิดชอบ ทั้งของคุณ..
   
8:51 as well as that of the speaker, และเป็นความรับผิดชอบของผู้พูด
that we walk together, ที่เราจะเดินทางไปด้วยกัน..
   
8:58 investigate together; ..ร่วมกันสอบสวน
look at the world we have created. มองดูโลกที่เราสร้างขึ้นมา
   
9:12 The society in which we live สังคมที่เราอาศัยอยู่
is put together by man สร้างขึ้นมาโดยมนุษย์
   
9:18 whether it be economic, social, ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม
the rich and the poor, and so on. คนรวย คนจน และอื่นๆ อีกมากมาย
   
9:26 The society in which we live. สังคมที่เราอาศัยอยู่นี้
   
9:31 Each one of us contributed to it. เราแต่ละคนล้วนมีส่วนเสริมสร้างมัน
   
9:36 And if you are willing, และหากว่าคุณมุ่งมั่น
and apparently you must be willing ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น
   
9:44 because you are here and I am here, ..เพราะคุณอยู่ที่นี่ และผมก็อยู่ตรงนี้
   
9:48 to take this long complex journey เพื่อที่จะเดินทางอันซับซ้อน
  และยาวไกลนี้..
   
9:53 because life is very complex. ..เพราะว่าชีวิตนั้นสลับซับซ้อนยิ่ง
   
9:57 And we like to look at complexity เรามองที่ความซับซ้อนนั้น..
and get more and more complex.  
   
10:02   และรู้สึกซับซ้อนมากขึ้นไปทุกที
   
10:06 But we never look at anything simply. เราไม่เคยมองอะไร อย่างเรียบง่ายเลย
   
10:11 With our brains, with our heart, ดังนั้น เรามาเดินทางร่วมกันเถิด
with our whole being.  
   
10:19 So let us take the journey together. ด้วยสมอง ด้วยห้วใจ
  และด้วยทั้งหมดของชีวิตเรา
   
10:29 The speaker may be voicing, ผู้พูดอาจจะกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
putting into words what is happening:  
   
10:34   มาเรียบเรียงเป็นคำพูด
   
10:40 objectively, clearly, อย่างตรงไปตรงมา กระจ่างชัด
and totally dispassionately.  
   
10:45   และ ปราศจาก การใช้อารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
   
10:52 Mankind has lived on this earth มนุษย์เราอาศัยอยู่บนโลกใบนี้
perhaps for a million or 50,000 years. อาจจะสักล้านปีหรือห้าหมื่นปีมาแล้ว
   
11:06 We have lived on this earth เราใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ มานับพันๆ ปี
for many, many millennia.  
   
11:12 And during those periods of long time และในตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนั้น
mankind has suffered pleasure,  
   
11:17   มนุษย์ทนทุกข์ทรมาน จากความเพลิดเพลินใจ
   
11:22 loneliness, despair, ความอ้างว้างเดียวดาย
uncertainty, confusion, ความสิ้นหวัง ความไม่มั่นคงแน่นอน
   
11:30 multiple choices ความสับสน และอื่นๆ อีกมากมาย
therefore multiple complexities;  
   
11:40 and there have been wars. ดังนั้น จึงเกิดความซับซ้อนยุ่งเหยิง
  นานับประการ และเกิดสงคราม
   
11:46 Not only physical bloody wars ไม่ใช่มีเพียงแค่สงคราม
but also psychological wars. ที่ห้ำหั่นฆ่าฟันกันอย่างนองเลือด
   
11:51   แต่ยังมีสงครามทางจิตวิทยาอีกด้วย
   
11:56 And mankind has asked และมนุษย์ก็เฝ้าตั้งคำถามว่า
if there can be peace on earth จะมีสันติภาพเกิดขึ้นบนโลกนี้ได้ไหม
   
12:03 – pacem in terris – pacem in terris
the Latin of peace on earth. หรือสันติภาพบนพื้นพิภพในภาษาลาติน
   
12:13 And apparently this และก็เห็นกันแล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้
has not been possible.  
   
12:22 There are about 40 wars มีสงครามร่วมสี่สิบสงคราม
going on at the present time. ที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
   
12:30 Both ideological, theoretical, ทั้งสงครามทางอุดมการณ์
economic, social. ทางทฤษฏี เศรษฐกิจ และสังคม
   
12:43 And during the historical times, และตลอดอดีตกาลในประวัติศาสตร์
perhaps about 5,000 to 6,000 years, สักห้าถึงหกพันปีที่ผ่านมา
   
12:50 there have been wars มีสงครามเกิดขึ้นทุกปี
practically every year.  
   
12:58 And also we are preparing และในขณะนี้
for wars now. เรากำลังเตรียมการเพื่อทำสงครามอยู่เช่นกัน
   
13:04 One ideology, that of the Communists, มีอุดมการณ์หนึ่ง ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์
   
13:07 the tyrannical, โลกของการใช้กำลังเข้ากดขี่
the brutal world of Russia, ควบคุมอย่างไม่เป็นธรรม
   
13:11   โลกของความโหดร้ายทารุณ ในรัสเซีย
   
13:14 and the democratic, so-called และก็ระบอบประชาธิปไตย
democratic world of the West.  
   
13:17   หรือที่เรียกกันว่า
  โลกประชาธิปไตยของตะวันตก
   
13:19 Two ideologies at war. อุดมการณ์สองอุดมการณ์ กำลังทำสงครามกัน
   
13:24 What kind of implements ว่าวิธีการแบบไหน ที่เราควรนำมาใช้
we should use,  
   
13:27 control of armament การควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์
and all the rest of it. และอะไรอื่นทั้งหมด
   
13:32 War seems to be the common สงครามดูจะเป็นเรื่อง
lot of mankind. ธรรมดาสามัญของมวลมนุษย์
   
13:42 And also one observes all over และเรายังสังเกตเห็นอีกว่า
the world piling up of armaments;  
   
13:48   ทุกหนแห่งบนโลกนี้ต่างสั่งสม
  อาวุธยุทโธปกรณ์กันไปทั่ว
   
13:54 the tiny little nation or tribe ..ตั้งแต่ประเทศเล็กๆ หรือชนกลุ่มน้อย..
   
13:59 to the highly sophisticated ..ไปจนถึงประชาคม ที่มีความช่ำชองมาก..
affluent society like yours.  
   
14:02   ..มีความมั่งคั่งมาก อย่างประเทศของท่าน
   
14:09 And how can we have peace on earth? แล้วเราจะมีสันติภาพ บนโลกนี้ได้อย่างไร
   
14:14 Is that at all possible? นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือ
   
14:19 And also we have said, there is และพวกเรายังพูดกันอีกว่า
no peace on earth, only in heaven.  
   
14:24   ไม่มีสันติภาพบนโลกใบนี้หรอก
  มีแต่เพียงบนสรวงสวรรค์เท่านั้น
   
14:29 And all this is repeated ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
different ways, ในวิถีที่ต่างกันออกไป
   
14:32 both in East, in India, and here. ทั้งในตะวันออก อินเดีย
  และที่นี่ (อเมริกา)
   
14:37 Christians have killed more ชาวคริสเตียนได้ฆ่าคนไป
than anybody else on earth. มากกว่าใครๆ ในโลกนี้
   
14:46 So we are observing, not taking เรากำลังเฝ้าสังเกต โดยไม่เข้าข้างใคร
sides, these are facts, actualities.  
   
15:00 And there are these religions: สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง
  คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
   
15:07 Christianity, Islamic world, แล้วยังมีศาสนาต่างๆ อีก
the Fundamentalists. มีโลกของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม
   
15:20 And Hinduism and Buddhism. ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ
   
15:26 And the various sects และนิกายอีกมากมาย ภายในคริสตจักรเอง
within organized Christianity  
   
15:37 and also in India and Asia; ..และในอินเดีย ในเอเชีย
they believe in the Buddha; ผู้คนเชื่อในพระพุทธเจ้า..
   
15:47 in Buddhism there is no god; ..ไม่มีพระเจ้าในศาสนาพุทธ
   
15:52   ส่วนศาสนาฮินดูนั้น มีใครบางคนคำนวณได้ว่า
   
15:53 in Hinduism somebody calculated ..มีพระเจ้าประมาณ สามแสนองค์..
there are about 300,000 gods.  
   
16:02 That’s rather fun, you can choose นั่นออกจะน่าสนุก
whichever god you like. คุณสามารถเลือกพระเจ้าองค์ใดก็ได้ที่คุณชอบ
   
16:10 And in Christianity and Islam ส่วนศาสนาคริสต์ และศาสนา
there is only one god อิสลามนั้น มีพระเจ้าเพียงองค์เดียว..
   
16:15 based on two books, ..ตามที่ได้บัญญัติไว้ ในหนังสือสองเล่ม..
the Bible and the Koran.  
   
16:18   ..คัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์อัลกุระอาน
   
16:22 So religions have divided man. ดังนั้น ศาสนานั้นแบ่งแยกมนุษย์
   
16:27 As nationalism, which is a form of เฉกเช่น ชาตินิยม
glorified tribalism, has divided man. ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการสรรเสริญเผ่าพันธุ์
   
16:33   ได้แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน
   
16:40 Nationalism, patriotism, พวกชาตินิยม ขบวนการผู้รักชาติ
religious ardour, ผู้เคร่งครัดในศาสนา..
   
16:47 the fundamentalists both in India, ..พวกยึดถือในหลักการ ทั้งในอินเดีย..
here and in Europe,  
   
16:54 going back, reviving their religion. ..ที่นี่ และในยุโรป ย้อนกลับไป
  ฟื้นฟูศาสนาของพวกเขา..
   
17:03 I wonder if you have ever ผมสงสัยว่า คุณเคยมองดูคำว่า
looked at the word ‘reviving’. "ฟื้นฟู" บ้างไหม
   
17:08 You can only revive something คุณ "ฟื้นฟู" ได้เฉพาะกับบางสิ่งที่ตายแล้ว
that’s dead or dying. หรือกำลังจะตายเท่านั้น
   
17:14 Nothing living, ไม่มีชีวิตหลงเหลืออยู่
you can’t revive a living thing. คุณไม่สามารถฟื้นฟูสิ่งมีชีวิตให้มีชีวิต
   
17:20 And in this country และในประเทศนี้
they are reviving religion. ผู้คนกำลังพยายามฟื้นฟูศาสนากัน
   
17:28 Also they are doing the same thing ผู้คนยังทำในสิ่งเดียวกันนี้
in different parts of the world. ในที่ต่างๆ ทั่วโลก
   
17:33 And there is division between และยังมีการแบ่งแยก ระหว่างเชื้อชาติ
nationalities, religion, economic.  
   
17:39   ศาสนา เศรษฐกิจ และอื่นๆ อีก
   
17:47 And man has always been in conflict มนุษย์ดำรงอยู่ ในความขัดแย้งมาโดยตลอด..
   
17:55 as everyone in this world ..เหมือนกับที่ทุกๆ คนในโลกนี้
goes through all kinds of misery,  
   
17:59   ต่างประสบพบผ่าน
  ความทุกข์ยากสาหัสมาทุกรูปแบบ
   
18:05 all kinds of sorrow: ความทุกข์โศกนานับประการ
pain, desperate loneliness.  
   
18:10   ความปวดร้าว สิ้นหวัง
  และเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง
   
18:19 And we long to escape from all this. และเราต่างปรารถนาอย่างแรงกล้า
  ที่จะหลีกหนีไปจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
   
18:25 But we are going to look together, แต่พวกเราจะมามองดูร่วมกัน
observe this extraordinary phenomena: เฝ้าสังเกตปรากฎการณ์ที่ไม่ธรรมดานี้
   
18:36 what man has made, ..สิ่งที่มนุษย์ได้ทำลงไปแล้ว
after these thousands of years ตลอดช่วงเวลานับพันๆ ปีมานี้..
   
18:45 he still remains a barbarian: cruel, ..มนุษย์ยังคงเป็นคนป่าเถื่อน
vulgar, full of anxiety and hatred. โหดร้ายอำมหิต..
   
18:51   ..หยาบคาย เต็มไปด้วย
  ความวิตกกังวลและความเกลียดชัง
   
18:56 And violence is increasing และความรุนแรงในโลกนี้
in the world. ก็กำลังขยายตัวมากขึ้น
   
19:04 And so one asks, ฉะนั้น จึงมีคนถามว่า
can there be peace on this earth? จะมีสันติภาพบนโลกนี้ได้หรือไม่
   
19:12 Because without peace, เพราะหากปราศจากสันติภาพ ภายในตน..
inwardly, psychologically first,  
   
19:17   ..ภายในจิตใจตนเองในเบื้องต้น..
   
19:19 the brain cannot flower. ..สมองก็ไม่สามารถเจริญเติบโต
  และเบ่งบานได้
   
19:22 Human beings cannot live มนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิต
completely holistically. โดยองค์รวมอย่างบริบูรณ์ได้
   
19:33 So why are we, ทำไม ..หลังจากวิวัฒนาการ อันยาวนาน
after this long evolution  
   
19:40   ..ตลอดช่วงเวลานั้น...
   
19:44 – during that period we have gathered ..ที่เราได้รวบรวมประสบการณ์
immense experience, knowledge, ความรู้ จำนวนมหาศาล..
   
19:54 great deal of information – ..และข้อมูลต่างๆ อีกมากมาย
   
19:59 why are we as human beings ..ทำไม เรา ในฐานะมนุษย์
perpetually in conflict? จึงอยู่ในความขัดแย้งอยู่ตลอดไม่จบสิ้น
   
20:06 That’s the real question. นั่นคือคำถามที่แท้จริง
   
20:09 Because when there is no conflict เพราะเมื่อไม่มีความขัดแย้งแล้ว
there is naturally peace. ก็จะเกิดสันติภาพขึ้นโดยปริยาย
   
20:17 And man – that includes the woman, และผู้คน นั่นรวมถึงสตรี ได้โปรดเถิด
please, when I use the word ‘man’ เวลาที่ผมใช้คำว่า "ผู้คน"..
   
20:24 I am not shutting out the woman. ..ผมไม่ได้แยกผู้หญิงออกไป..
   
20:28 Don’t get excited about it. โปรดอย่าตื่นเต้นกับการใช้คำ
  (เสียงหัวเราะ)
   
20:34 Nor, if one may point out, และ ถ้าผมขอชี้ให้เห็น
don’t get angry, irritated ก็โปรดอย่าได้โกรธหรือเคืองใจ..
   
20:44 with what we are ..ในสิ่งที่เรากำลังสืบค้นไปด้วยกัน
investigating together.  
   
20:51 It’s your responsibility to inquire, มันคือความรับผิดชอบของคุณ
not merely intellectually, verbally, ที่จะสืบค้น ตั้งคำถาม..
   
20:57   ..ไม่เพียงแค่ด้วยการใช้สมองคิดเป็นเหตุผล
  หรือเพียงแค่ใช้ถ้อยคำ..
   
21:05 but with your heart, with your brain, ..แต่ด้วยหัวจิตหัวใจของคุณ
with all your being. สมองของคุณ ด้วยทั้งหมดของตัวคุณ
   
21:10 And find out why we are what we are. และค้นหาว่า ทำไมเราจึงเป็น
  อย่างที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้
   
21:19 We have tried various religions, เราได้ลองมาแล้วด้วยศาสนาต่างๆ..
various economic systems,  
   
21:27 social differences; ..ระบบเศรษฐกิจนานา
  และสังคมหลากหลายรูปแบบ..
   
21:34 and yet we live in conflict. ..ถึงกระนั้น
  เราก็ยังดำรงอยู่ในความขัดแย้ง
   
21:41 Can this conflict ความขัดแย้งที่มีอยู่ในตัวเรา
in each one of us end? แต่ละคนนี้ จะจบสิ้นลงได้ไหม
   
21:48 Completely, not partially, ยุติลงอย่างสิ้นเชิง
not occasionally. ไม่ใช่เพียงบางเสี้ยวบางส่วน ชั่วครั้ง ชั่วคราว
   
21:57 It’s a very serious question. นี่เป็นคำถามที่จริงจังมาก
   
22:01 It demands a serious answer. ซึ่งต้องการคำตอบที่จริงจัง
   
22:07 Not it’s possible or not possible, ไม่ใช่แค่ตอบว่า มันเป็นได้หรือเป็นไปไม่ได้
but to inquire into it very deeply แต่สืบค้นเข้าไปอย่างลึกซึ้ง
   
22:21 why human beings, ..ทำไมมนุษย์ รวมทั้งคุณ
including you, the speaker perhaps, และอาจจะรวมผู้พูดด้วย..
   
22:30 live in perpetual conflict, ..จึงดำรงอยู่ในความขัดแย้ง ปัญหา
problems, divisions. ความแบ่งแยก อยู่ไม่รู้จักจบสิ้น
   
22:38 Why we have divided the world ทำไมเรา
into nationalities, religious groups, ถึงได้แบ่งแยกโลกออกเป็นเชื้อชาติต่างๆ..
   
22:44   ..เป็นกลุ่มศาสนาต่างๆ..
   
22:49 social behaviour ..เป็นกลุ่มพฤติกรรมทางสังคม
and all the rest of it. และอื่นๆ อีกทั้งหมด
   
22:53 Can we seriously ในบ่ายวันนี้
this afternoon inquire เราจะสืบค้นอย่างจริงจังได้ไหม..
   
23:01 whether it’s possible ..ว่าเป็นไปได้หรือไม่
to end conflict. ที่ความขัดแยังจะจบสิ้นลง
   
23:04 First psychologically, inwardly, จบลงภายในตน
  ภายในจิตใจตนเลยเป็นอันดับแรก..
   
23:09 because if there is a certain ..เพราะหากว่า
quality of freedom inwardly มีคุณลักษณ์ของอิสรภาพอยู่ภายใน..
   
23:19 then we shall produce a society ..เราจะก่อให้เกิดสังคม
in which there will be no conflict. ที่ไม่มีความขัดแย้ง
   
23:27 So it’s our responsibility as human ดังนั้น มันเป็นความรับผิดชอบ
beings, as so-called individualities ของเรา ในฐานะมนุษยชาติ...
   
23:32   .. ที่เรียกกันว่า ปัจเจกบุคคลนี้..
   
23:38 that we seriously put our brains, ..ที่จะต้องจริงจัง กับการใช้สมองของเรา..
our energy, our passion  
   
23:42   ..พลังงานของเรา แรงใจของเรา..
   
23:46 into discovering for ourselves, ..ในการค้นพบด้วยตนเอง
not according to any philosopher, ไม่ใช่ตามรอยนักปรัชญาคนใด..
   
23:56 not according to some psychiatrist,  
   
24:02 but to inquire, observe, ..ไม่ใช่ตามจิตแพทย์คนไหน
find out for oneself แต่ให้สืบค้น เฝ้าสังเกต..
   
24:09 whether this conflict หาให้พบด้วยตนเองว่า
between two human beings ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์..
   
24:14 whether they be intimate or not, ..ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์
whether it could end. กันลึกซึ้งหรือไม่..
   
24:18   ..ค้นให้พบว่า
  ความขัดแย้งนี้จบสิ้นลงได้หรือไม่
   
24:28 What is conflict? ความขัดแย้งคืออะไรกันแน่
Why have we lived with conflict? เหตุใดเราจึงใช้ชีวิตอยู่กับความขัดแย้ง
   
24:35 Why have we problems? เหตุใด เราจึงมีปัญหาต่างๆ
   
24:40 What is a problem? ปัญหาคืออะไร
   
24:45 Please inquire with the speaker into กรุณาสืบค้นพร้อมกันไปกับผู้พูด
this question. What is a problem? เข้าสู่คำถามนี้..
   
24:49   ปัญหาคืออะไร
   
24:53 The etymological meaning of that word ความหมายทางรากศัพท์ของคำนั้นหมายถึง
means ‘something thrown at you’. "บางสิ่งที่ทุ่มเข้าใส่คุณ"
   
25:01 A problem is a challenge, ปัญหาคือการท้าท้ายประการหนึ่ง
something you have to answer. เป็นบางสิ่งที่คุณต้องตอบ
   
25:10 But if you begin to inquire หากคุณเริ่ม
into the whole nature of a problem, ที่จะสืบค้นเข้าไปสู่ธรรมชาติทั้งหมดของปัญหา..
   
25:25 if you begin to inquire ถ้าคุณเริ่ม
into the whole nature of a problem, ที่จะสืบค้นเข้าไปสู่ธรรมชาติทั้งหมดของปัญหา..
   
25:30 whether it’s most intimate ..ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัวที่สุด
or a world problem... หรือเป็นปัญหาของโลก..
   
25:38 As we said, the meaning ..อย่างที่เราได้กล่าวไว้ว่า
of that word etymologically ความหมายของคำนั้นตามรากศัพท์..
   
25:42 means something propelled, ..หมายถึง บางสิ่งที่ผลักดัน
something thrown at you. บางสิ่งที่ทุ่มใส่คุณ
   
25:49 I wonder if we have noticed ผมสงสัยว่าเราได้สังเกตเห็น
from this question of problems, คำถามต่อปัญหาต่างๆที่ว่านี้หรือไม่..
   
25:58 when you are a child, ..ยามเมื่อคุณยังเป็นเด็กเล็ก
you are sent to school. คุณถูกส่งไปโรงเรียน
   
26:06 There you have the problem ที่นั่น คุณมีปัญหาเรื่องการเขียนหนังสือ
of writing, problem of mathematics, ปัญหาทางคณิตศาสตร์..
   
26:16 problem of history, science, ..ปัญหาเรื่องประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์..
chemistry, and all the rest of it.  
   
26:19   .. เคมี และเรื่องอื่นๆ อีกทั้งหลาย
   
26:22 So from childhood ดังนั้นเราถูกฝึกฝนให้มีปัญหา
we are trained to have problems. ตั้งแต่วัยเยาว์
   
26:30 Please have patience. โปรดกรุณาอดทน
   
26:33 Look at it carefully. มองดูมันอย่างระมัดระวัง
   
26:36 So our brain is conditioned, trained, สมองของเรานั้นถูกกำหนดเงื่อนไข
educated to have problems. ฝึกฝน และสอนให้มีปัญหา
   
26:46 Observe it for yourself. จงสังเกตสิ่งนี้ด้วยตัวคุณเอง
   
26:51 And don’t please merely และโปรดกรุณาอย่าเพียงฟังเฉยๆ
listen to the speaker.  
   
27:00 We are together investigating, looking เรากำลังสืบสาวร่วมกัน
into the problems that you have. มองเข้าไปสู่ปัญหาต่างๆ ที่คุณมี
   
27:10 So from childhood we are trained, เราถูกฝึกฝน พร่ำสอน..
   
27:14 educated, conditioned ..ถูกกำหนดเงื่อนไข
to have problems: ให้มีปัญหาต่างๆ มาแต่เยาว์วัย
   
27:24 and when new problems arise, ..และเมื่อมีปัญหาใหม่ผุดขึ้นมา
which they inevitably do, ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว..
   
27:34 our brain, being full of problems, ..สมองของเราที่เต็มไปด้วย
tries to solve another problem ปัญหาต่างๆ อยู่แล้ว..
   
27:38   ..ก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหา อีกอันหนึ่ง
   
27:42 and thereby increase more problems, ..และด้วยเหตุนั้นเอง
  ปัญหาจึงเพิ่มมากขึ้น
   
27:44 which is what is happening ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในโลกนี้
in the world.  
   
27:48 The politicians all over the world เหล่านักการเมืองทั้งหลายทั่วโลก..
are increasing, problem after problem.  
   
27:51   ..ต่างก่อปัญหาขึ้นมา
  ปัญหาแล้วปัญหาเล่าเพิ่มขึ้น
   
27:55 And they have found no answer. และพวกเขาต่างก็ไม่พบคำตอบ
   
28:00 So is it possible ดังนั้น มันเป็นไปได้ไหม..
– please listen if you will –  
   
28:07 is it possible to have a brain - โปรดกรุณาฟัง หากคุณตั้งใจจริง
that is free from problems - มันเป็นไปได้หรือไม่..
   
28:14 so that you can solve problems. ..ที่จะมีสมองที่เป็นอิสระจากปัญหาต่างๆ
  เพื่อที่จะแก้ไขปัญหา
   
28:18 Not a cluttered brain ไม่ใช่สมองที่เต็มไปด้วย
full of problems. ปัญหายุ่งเหยิงต่างๆ
   
28:27 Is that possible? เป็นไปได้ไหม
   
28:31 And also – if you say และอีกนั่นแหละ หากคุณพูดว่ามันเป็นไปได้
it is not possible or it is possible, หรือมันเป็นไปไม่ได้แล้ว..
   
28:39 you have stopped investigating. ..คุณก็กำลังหยุดการไต่สวน
   
28:44 What is important in this inquiry สิ่งที่สำคัญในการสืบค้นนี้..
   
28:48 is that one must have ..คือเราต้องตั้งข้อสงสัย แคลงใจไว้ให้มาก
a great deal of doubt, scepticism.  
   
29:00 Never accepting anything อย่าได้ยอมรับอะไรก็ตาม
at its face value ตามที่เห็นจากภายนอก..
   
29:04 or according to your pleasure ..หรือตามความรื่นรมย์ ตามความพึงใจของคุณ
or gratification.  
   
29:10 Life is much too serious. ชีวิต เป็นเรื่องที่จริงจังกว่านั้นมากนัก
   
29:18 So we should inquire not only ฉะนั้น เราต้องสืบค้น
into the nature of conflict, problems, ไม่เพียงแค่เข้าไปสู่
   
29:22   ธรรมชาติของความขัดแย้ง
  หรือปัญหาต่างๆ เท่านั้น
   
29:26 but also – perhaps this ..แต่ -บางทีนี่อาจจะ สำคัญกว่ามาก..
may be much more important –  
   
29:34 go all over the world, wherever you ..การได้ท่องไปทั่วทุกแห่งหนบนโลก
will, every human being on this earth,  
   
29:39   ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
  มนุษย์ทุกผู้ทุกคนบนโลกนี้
   
29:46 every human being whether he lives มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเขาจะอยู่ในประเทศรัสเซีย
in Russia, China, Asia, India, จีน เอเชีย อินเดีย..
   
29:53 Europe or here, goes ..ยุโรป หรือ ณ ที่นี่
through all kinds of sorrow. ต่างพบผ่านความทุกข์โศกมาทุกรูปแบบ
   
30:03 Thousands and millions have shed คนนับพัน นับล้านคนร้องไห้ปาดน้ำตา
tears and occasional laughter. และหัวเราะบ้างเป็นครั้งคราว
   
30:16 Every human being on this earth ทุกคนบนโลกนี้ล้วนมี
has had great loneliness, despair, ความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้าง สิ้นหวัง..
   
30:24 anxiety, confused, ..วิตกกังวล สับสน รู้สึกไม่มั่นคง
uncertain – like you. อย่างมาก เช่นเดียวกับคุณ
   
30:36 Every human being, black, white, มนุษย์ทุกคน จะดำ จะขาว
purple or whatever colour you like. จะม่วง หรือจะผิวสีอะไรก็ตามแต่
   
30:44 And psychologically ทางจิตใจแล้ว นี่คือข้อเท็จจริง
this is a fact, actuality, สิ่งที่เป็นจริง
   
30:53 not invented by the speaker. ไม่ได้ประดิษฐ์ประดอยขึ้นโดยผู้พูด
   
30:57 This is observable; you can see it สิ่งนี้สังเกตได้ คุณเห็นได้
on every face on this earth. ในทุกๆ ใบหน้าของคนบนโลกนี้
   
31:09 And so psychologically ในแง่ของจิตใจแล้ว
you are the rest of mankind. คุณก็คือมนุษยชาติทั้งมวล
   
31:22 You may be tall, short, black or คุณอาจจะรูปร่างสูง เตี้ย
white, or what colour you may be, ผิวดำหรือขาว หรือผิวสีอะไรก็ตาม..
   
31:27 but psychologically you are mankind. ..แต่โดยจิตใจ คุณคือมนุษยชาติ
   
31:34 Please understand this กรุณาเข้าใจเรื่องนี้
  ไม่ใช่แค่ระดับของการขบคิดเป็นเหตุเป็นผล
   
31:35 – not intellectually or ideologically หรือเป็นอุดมคติ หรือเป็นข้อสมมติ
or a hypothesis,  
   
31:42 but it is an actuality, ..แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
burning reality ความเป็นจริงที่คุกรุ่น..
   
31:49 that you psychologically ..ว่าโดยจิตใจแล้ว
are the rest of mankind. คุณก็คือมนุษยชาติทั้งมวล
   
32:00 Therefore psychologically ฉะนั้น ในแง่จิตใจแล้ว
you are not individuals. คุณไม่ใช่ปัจเจกบุคคล
   
32:10 Though religions, except perhaps ถึงแม้ว่าศาสนาต่างๆ ยกเว้น..บางส่วน..
parts of Hinduism and Buddhism,  
   
32:15   ..ของศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธแล้ว
   
32:19 have entertained, encouraged ..ศาสนาต่างๆ ได้เชื้อเชิญ
the sense of individual growth, ชักชวน ส่งเสริม..
   
32:23   ..นัยยะของการเจริญเติบโต
  ของความเป็นปัจเจกชน..
   
32:27 saving individual souls ..การรักษาไว้ซึ่งวิญญาณ
and all that business, ของปัจเจกชน และอื่นๆ ทั้งหมด..
   
32:34 but in actuality ..แต่ในความเป็นจริงแล้ว..
in your consciousness,  
   
32:39 your consciousness is not yours. ..ในจิตสำนึกของคุณนั้น
  จิตสำนึกของคุณหาใช่เป็นของคุณไม่
   
32:43 It’s the rest of mankind’s. มันเป็นจิตสำนึกของมนุษยชาติ
   
32:47 Because we all go เพราะเราต่างก็ผ่านโรงงานเดียวกัน
through the same mill,  
   
32:53 the same endless conflict and so on. ..มีความขัดแย้ง อันไม่สิ้นสุดเหมือนกัน
   
33:01 When one realizes this, เมื่อเราตระหนักถึงเรื่องนี้
not emotionally, โดยไม่ใช่ด้วยอารมณ์..
   
33:06 not as an intellectual concept, ..ไม่ใช่เป็นแนวคิด
but as something actual, real, true,  
   
33:13   แต่เป็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นจริง
  เป็นของจริง และเป็นจริงแล้ว..
   
33:21 then you will not kill ..คุณจะไม่เข่นฆ่า มนุษย์อีกคนหนี่ง
another human being.  
   
33:26 You will never kill another, คุณจะไม่เข่นฆ่าผู้อื่นเลย
either verbally or intellectually, ไม่ว่าจะด้วยถ้อยคำวาจาหรือทางความคิด..
   
33:36 ideologically or physically, ทางอุดมคติ หรือทางสรีระ
because then you are killing yourself. เพราะนั่นหมายถึงว่าคุณกำลังฆ่าตัวเอง
   
33:50 But individuality has been encouraged แต่ทั่วทั้งโลกต่างชักชวนส่งเสริม
all over the world. ความเป็นปัจเจกบุคคล
   
33:57 Each one is struggling for himself: แต่ละคนต่างกระเสือกกระสน
his success, his fulfilment, เพื่อตนเอง เพื่อความสำเร็จของตน
   
34:01   เพื่อเติมเต็มความประสงค์ของตน
   
34:05 his achievement, pursuing his desires ..เพื่อการบรรลุเป้าหมายของตน
and creating havoc in the world. ไล่ตามความปราถนาของตน
   
34:11   และสร้างความหายนะขึ้นบนโลก
   
34:17 Please understand this ได้โปรดทำความเข้าใจเรื่องนี้
very carefully. ด้วยความรอบคอบยิ่ง
   
34:25 We are not saying that each individual เราไม่ได้พูดว่า
is important: on the contrary. แต่ละปัจเจกบุคคลนั้นสำคัญ แต่ตรงกันข้าม
   
34:36 If you are concerned หากคุณให้ความสนใจ ในสันติภาพของโลก
with global peace,  
   
34:43 not just your own ..ไม่ใช่สันติอันน้อยนิด
little peace in the backyard; แค่ในสนามหลังบ้านของคุณ
   
34:50 nations have become the backyard. ..ประเทศชาติบัดนี้
  ได้กลายเป็นดั่งสนามหลังบ้าน
   
34:55 If you are really concerned, as most หากคุณเป็นห่วงจริงๆ อย่างที่
serious people must be concerned, คนมีความจริงจังมากควรจะเป็น
   
35:08 that you are the rest of humanity ..ว่าคุณก็คือมวลมนุษย์ชาติ
– that’s a great responsibility. นั่นเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่
   
35:21 So we must go back ฉะนั้น เราต้องย้อนกลับไป
and find out for ourselves และค้นหาด้วยตัวเราเองว่า..
   
35:28 why human beings have reduced ..ทำไมผองมนุษย์จึงตัดทอนโลก
the world to what it is now. จนมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
   
35:38 What is the cause of all this? อะไรคือสาเหตุของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
   
35:42 Why have we made such a mess ทำไมเราทำให้ทุกๆ สิ่งที่เรา
of everything we touch, ไปสัมผัสยุ่งเหยิงไปหมด..
   
35:49 both in our personal relationship, ..ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา
between man and woman, ระหว่างหญิงและชาย..
   
35:53 between each other; ..ระหว่างกันและกัน
   
35:57 why there is conflict between gods: ทำไมจึงมีความขัดแยังกัน
your god and the other’s god; ในระหว่างองค์พระเจ้า
   
36:06 so we must inquire together ..พระเจ้าของคุณ และพระเจ้า
  ของผู้อื่น ฉะนั้นเราต้องสืบค้นร่วมกัน
   
36:13 whether it is possible ..ว่าเป็นไปได้ไหม
to end conflict. ที่จะจบสิ้นความขัดแย้งลง
   
36:18 Otherwise we’ll never ไม่เช่นนั้นแล้ว
have peace in this world. เราไม่อาจจะมีสันติภาพบนโลกนี้เลย
   
36:25 Long before Christianity เป็นเวลานานก่อนคริสตกาล
they talked about peace on earth. ผู้คนพูดถึงสันติภาพบนโลก
   
36:35 Long before Christianity, in Hinduism, เป็นเวลานานก่อนคริสตกาล
they worshipped trees, ในศาสนาฮินดู ผู้คนกราบไว้ต้นไม้..
   
36:45 stones, animals, nature, ..ก้อนหิน สิงห์สาราสัตว์
lightning, the sun; ธรรมชาติ สายฟ้า พระอาทิตย์
   
36:55 there was never ..และยังไม่เคยมีความคิดความรู้สึกใดๆ
any sense of god before เกี่ยวกับพระเจ้ามาก่อน
   
37:00 because they considered the earth ..เพราะว่าเขาเห็นผืนโลกเป็น
as the mother to be worshipped, ดั่งพระแม่ธรณี..
   
37:07 to be conserved, preserved, spared, ..มีไว้สงวน อนุรักษ์ เก็บรักษาไว้
not destroyed as we are doing now.  
   
37:13   ไม่ใช่ทำลายเหมือนกับที่
  พวกเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้
   
37:20 So let’s inquire together ฉะนั้น เรามาสืบค้นด้วยกันเถิด
– please, I mean together, ผมหมายถึงร่วมกัน ได้โปรดเถิด..
   
37:29 not I inquire and you listen, ..ไม่ใช่ว่าผมสืบค้นแล้วคุณฟัง
casually agreeing and disagreeing.  
   
37:33   แล้วคุณก็เห็นด้วย
  หรือไม่เห็นด้วยอย่างไม่ใส่ใจนัก
   
37:37 Could we this afternoon put aside all ในบ่ายวันนี้ เราสามารถสลัดทิ้ง
this idea of agreeing or disagreeing? ความคิดที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
   
37:42   ละทิ้งทั้งหมดเลย ได้หรือไม่
   
37:49 Will you do that? คุณจะทำได้ไหม
   
37:52 So that we can both of us เพื่อที่ว่าทั้งคุณและผม
look at things as they are, จะได้มองดูสรรพสิ่งอย่างที่มันเป็น
   
38:00 not what you think they are; ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดว่ามันเป็น
   
38:03 not your idea or concept of what is, ไม่ใช่ตามความคิดเห็น
but just look at it. หรือแนวคิดของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอยู่จริง..
   
38:08   ..แต่เพียงมองดูมัน
   
38:14 Look at it non-verbally even, มองดูมัน โดยไม่ใช้ถ้อยคำใดๆ
if that’s possible. นั่นพอจะเป็นไปได้ไหม
   
38:20 That’s much more difficult. นั่นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า
   
38:28   (เสียงถอนหายใจ)
   
38:35 First of all, ประการแรก นี่คือโลกจริง
this is the actual world we live in. ที่พวกเราอาศัยอยู่
   
38:43 You cannot possibly escape คุณไม่สามารถหลีกหนีจากมัน
from it through monasteries, โดยอาศัยวัดวาอารามต่างๆ
   
38:51 through religious experiences – and ..ผ่านประสบการณ์ต่างๆทางศาสนา
one must doubt, always, experiences.  
   
38:58   (และเราต้องตั้งข้อสงสัย...
  ...กับประสบการณ์เหล่านี้อยู่เสมอ)
   
39:04 Man has done everything มนุษย์ทำมาแล้วแทบทุกสิ่ง
on earth possible บนโลกนี้ เท่าที่จะทำได้..
   
39:11 to run away from the actuality ..เพื่อวิ่งหนีจากความเป็นจริง
of daily living, ของการดำรงชีวิตในแต่ละวัน
   
39:21 with all its complexities. รวมถึงความซับซ้อนต่างๆ ทั้งหมดของชีวิต
   
39:25 Why do we have conflict in ทำไมเราจึงมีความขัดแย้ง
relationship, between man and woman: ในความสัมพันธ์ระหว่างหญิงและชาย
   
39:38 sexual, sensory division. ..การแบ่งแยกกันทางเพศ ทางความรู้สึก
   
39:48 And in this peculiar relationship และในความสัมพันธ์อันแปลกนี้..
man is pursuing his own ambition,  
   
39:53   ..ผู้ชายก็ไล่ตามความทะเยอทะยานของเขา
   
39:57 his own greed, his own desires, ..ตามความละโมบ ความอยากของเขา
his own fulfilment, เติมเต็มความปราถนาของเขา
   
40:01 and the woman too is doing the same. ..และผู้หญิงต่างก็ทำเช่นเดียวกัน
   
40:06 I don’t know if you have noticed ผมไม่ทราบว่าคุณได้สังเกตเห็น
all this for yourself. สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดด้วยตัวคุณเองหรือไม่
   
40:11 So there are two ambitious, driving ดังนั้น จึงมีความทะเยอทะยาน
– being driven by desire and so on – สองอย่าง ผลักดัน
   
40:16   และถูกผลักดันโดยความอยาก
  และอื่นๆ อีกมากมาย
   
40:22 two parallel lines never meeting เป็นเส้นขนานที่ไม่เคยบรรจบพบกัน
except perhaps sexually.  
   
40:25   อาจจะ เว้นเสียก็แต่ ในความสัมพันธ์ทางเพศ
   
40:31 So how can there be a relationship ฉะนั้น จะมีความสัมพันธ์
between two people ระหว่างคนสองคนได้อย่างไร
   
40:38 when each one is pursuing ..เมื่อแต่ละคนต่าง ไล่ตามความอยาก..
his own desires, ambitions, greed.  
   
40:44   ..ความทะเยอทะยาน ความละโมบของตนเอง
   
40:51 In this relationship, เพราะมีการแบ่งแยกเช่นนั้น
because there is this division, ในความสัมพันธ์นี้จึงไม่มีความรัก
   
40:57 there is no love. กรุณา นั่งอยู่กับที่
Please, hold to your seats.  
   
41:05 That word ‘love’ is polluted, คำว่า "รัก" นั้นถูกทำให้เปื้อนเปรอะ
spat upon, degraded; ถูกพ่นพร่ำ ด้อยค่า
   
41:12 it has become merely ..รัก กลายเป็นเพียงสิ่งรื่นรมย์
sensuous, pleasurable. ที่เพลิดเพลินต่อความรู้สึก
   
41:22 Love is not pleasure. ความรัก ไม่ใช่ความอภิรมย์
   
41:26 Love is not something ความรัก ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความคิด
put together by thought;  
   
41:34 it’s not something ..ความรัก ไม่ใช่บางสิ่ง
dependent on sensation; ที่ขึ้นอยู่กับผัสสะความรู้สึก
   
41:40 we’ll talk about that a little later. เราจะคุยถึงเรื่องนี้ในตอนต่อไป
   
41:45 So how can there be right, ฉะนั้น จะมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องแท้จริง
true relationship between two people ระหว่างคนสองคนได้อย่างไร
   
41:53 when each one considers ..ในเมื่อแต่ละคนมัวคิดถึง
his own importance. แต่เรื่องที่สำคัญของตนเอง
   
42:02 Self-interest is the beginning การให้ความสนใจแต่เพียงตนเอง..
of corruption, destruction,  
   
42:06   ..เป็นการเริ่มต้นของ
  ความเสื่อมทราม การทำลายล้าง
   
42:11 whether it be in a politician, ..ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง
or the religious man, and so on; บุคคลทางศาสนา และอื่นๆ ก็ตาม
   
42:18 self-interest dominates the world ..การเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนครอบงำไปทั่วโลก..
and therefore there is conflict.  
   
42:24   ..ดังนั้นจึงมีความขัดแย้ง
   
42:29 Where there is duality, separation, ที่ใดที่มีคู่ตรงข้าม มีการแบ่งแยกกัน
as the Greek and the Muslim, ดังเช่นชาวกรีก กับชาวมุสลิม..
   
42:40 or the Jew and the Arab, as the ..หรือชาวยิวกับชาวอาหรับ
Christian who believes in some saviour หรือชาวคริสต์ผู้เชื่อในพระผู้ไถ่บาป..
   
42:49 and the Hindu who doesn’t believe ..และชาวฮินดูผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่อง
in all this, there is this division: ทั้งหมดนี้ มีการแบ่งแยกเช่นนี้อยู่
   
42:56 national division, religious division, ..แบ่งแยกเป็นประเทศ แบ่งแยกทางศาสนา
individual divisions;  
   
42:59   และการแบ่งแยกทั้งหลาย ในระดับปัจเจกชน
   
43:01 where there is division ..ที่ใดก็ตามที่มีการแบ่งแยก
there must be conflict. ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง
   
43:07 That’s a law. นั่นเป็นกฎ
   
43:15 So we live our daily life in a little ฉะนั้น เราดำรงชีวิตประจำวัน
circumscribed self, a limited self. ของเราในกรอบเล็กๆ ของตัวตน..
   
43:21   ..ในอัตตาอันคับแคบ
   
43:27 Not by the higher self, ไม่ใช่โดยตัวตนหรืออัตตาที่สูงส่ง
the limited, self is always limited; แต่เป็นตัวตนที่คับแคบ
   
43:31   ..อัตตานั้นจำกัดคับแคบเสมอ
   
43:34 and that’s the cause of conflict. ..นั่นแหละเป็นสาเหตุ ของความขัดแย้ง
   
43:40 That’s the central core นั่นแหละเป็นแก่นแท้ของ
of our struggle, การกระเสือกกระสนดิ้นรนของเรา
   
43:44 pain, anxiety, ..ของความปวดร้าว กระวน กระวายใจ
and all the rest of it. และอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมด
   
43:51 If one becomes aware of it, หากเราตระหนักถึงสิ่งนี้..
as most people must naturally,  
   
43:55   ..ดังที่คนส่วนมากต้อง
  ตระหนักอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
   
43:58 not because you’re told to ..ไม่ใช่เพราะว่าคุณถูกบอกให้ทำเช่นนั้น
  หรือเพราะว่าคุณได้อ่าน..
   
44:02 or because you read some ..หนังสือปรัชญา หรือจิตวิทยา..
philosophical book or psychology,  
   
44:07 but it’s an actual fact. ..แต่เพราะว่านั่นเป็นสิ่งที่เป็นจริง
   
44:14 Each one is concerned with himself. แต่ละคนต่างห่วงเรื่องของตน
   
44:22 He lives in a separate world เขาอยู่ในโลกที่แยกออกไป และมีแต่ตนเอง
all to himself.  
   
44:29 And therefore there is division ฉะนั้น จึงมีการแบ่งแยก
between you and another, ระหว่างคุณกับผู้อื่น..
   
44:37 between you and your religion, ..ระหว่างคุณกับศาสนาของคุณ
between you and your god, ระหว่างคุณกับพระเจ้าของคุณ..
   
44:44 between you and your ideologies. ..ระหว่างคุณกับอุดมการณ์ของคุณ
   
44:50 So is it possible to understand ดังนั้น เป็นไปได้ไหมที่จะเข้าใจ..
– not intellectually but deeply –  
   
44:55   ..ไม่ใช่โดยการขบคิด
  แต่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง..
   
45:00 that you are the rest of mankind. ..ว่าคุณคือมนุษยชาติทั้งมวล
   
45:05 Whatever you do, good or bad, ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม
  ไม่ว่าจะดีหรือเลว..
   
45:10 affects the rest of mankind,  
because you are mankind.  
   
45:16 Your consciousness is not yours. ..ล้วนมีผลต่อมนุษยชาติทั้งมวล
  เพราะว่าคุณคือมนุษยชาติ..
   
45:17   จิตสำนึกของคุณ หาใช่ของคุณไม่
   
45:22 Your consciousness is จิตสำนึกของคุณถูกปรุงแต่งขึ้น
made up of its content. ด้วยเนื้อหาของตัวมันเอง
   
45:33 Without the content หากปราศจากเนื้อหาแล้ว จะไม่มีจิตสำนึก
there is no consciousness.  
   
45:37 Your consciousness จิตสำนึกของคุณเหมือนกับ
like the rest of humanity จิตสำนึกของมนุษย์คนอื่นๆ ทั้งหมด..
   
45:43 is made up of beliefs, fears, ..ที่เกิดขึ้นจากความเชื่อ
faith, gods, personal ambitions ความกลัว ศรัทธา พระเจ้า .
   
45:47   ความทะเยอทะยานส่วนตนทั้งหลาย
   
45:50 and all the rest of fears ..และความกลัวทั้งหลาย
and all that; และอะไรอื่นๆ อีกทั้งหมดนั้น
   
45:53 your whole consciousness is made up ..เป็นจิตสำนึกทั้งหมดของคุณ
of all this, put together by thought.  
   
45:57   ..ที่ปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้ขึ้นทั้งหมด
  สร้างขึ้นโดยความนึกคิด
   
46:05 One hopes that we have ผมหวังว่าเราจะเดินทางร่วมกัน
taken the journey together.  
   
46:13 Together we are walking the same road; เรากำลังเดินอยู่ด้วยกัน
  บนถนนสายเดียวกันนี้..
   
46:20 not that you are listening ..ไม่ใช่ว่าคุณกำลังฟัง
to a series of ideas. ความเห็นแล้วความเห็นเล่า
   
46:28 We are not pursuing ideas พวกเราไม่ได้ไล่ตามความคิดเห็น
or ideologies, but facing actuality. หรืออุดมการณ์ทั้งหลาย..
   
46:33   ..แต่กำลังเผชิญกับความเป็นจริง
   
46:38 Because in actuality and going เพราะในความเป็นจริง
beyond that actuality is the truth. และการก้าวล่วงความเป็นจริงนั้น คือสัจจะ
   
46:45 And when you discover, when there is และเมื่อคุณค้นพบ ยามใดที่มีสัจจะ
truth it’s the most dangerous thing. นั่นจะเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด
   
46:52 Truth is very dangerous because สัจจะเป็นสิ่งที่อันตรายมาก
it brings a revolution in oneself. เพราะจะนำมาซึ่งการปฏิวัติตนเอง
   
47:03 Q: Excuse me, would it be possible ผู้หญิง: ขออภัยค่ะ
to turn up the volume? กรุณาเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นได้ไหมคะ
   
47:07 K: Please – sorry, sorry – ได้ครับ ขอโทษที ขออภัย
forgive me, forgive the speaker  
   
47:11 if he doesn’t answer questions. โปรดให้อภัยผู้พูด
  หากเขาไม่ได้ตอบคำถามต่างๆ
   
47:15 Because then we get too distracted. เพราะเช่นนั้น เราจะคุย
  ออกนอกประเด็นเกินไป
   
47:24 You know, it’s good to ask questions. คุณรู้ไหม การถามคำถามเป็นเรื่องดี
   
47:31 And whom are you asking และคุณกำลังถามคำถามนั้นกับใคร ถามใครหรือ
the question, to whom?  
   
47:39 Are you asking the question หรือว่าคุณกำลังถามผู้พูดอยู่
to the speaker?  
   
47:44 That means you are waiting นั่นย่อมหมายความว่า
for an answer from the speaker. คุณกำลังรอคำตอบจากผู้พูด
   
47:50 Then you depend on the speaker. ถ้าอย่างนั้นแล้ว คุณจะพึ่งพิงผู้พูด
   
47:53 Then you establish gurus. และนั่นคุณกำลังสร้างคุรุ
  สร้างผู้รู้ขึ้นมา
   
47:59 Have you ever gone into the question: คุณเคยนึกบ้างไหมว่า ทำไมเราถึงถามคำถาม
why we ask questions?  
   
48:07 Not that you should not, ไม่ใช่ว่าเราไม่ควรถามคำถาม
but we are inquiring. แต่เราจะมาสืบค้นกัน
   
48:14 Suppose you ask the speaker a question สมมติว่า คุณถามผู้พูด
and he answers it: และเขาได้ตอบคำถามนั้น
   
48:21 either you accept it or deny it. .. คุณก็คงจะยอมรับ หรือไม่ก็ปฏิเสธมัน
   
48:28 If it is satisfactory to you หากนั่นทำให้คุณพอใจ
  ตามแต่อิทธิพลกำหนด หรือภูมิหลังของคุณ
   
48:31 according to your conditioning  
or your background,  
   
48:35 then you say, .. แล้วคุณก็บอกว่า "ใช่
‘Yes, I agree with you entirely’. ผมเห็นด้วยกับคุณทั้งหมด"
   
48:41 Or if you don’t agree, หรือหากคุณไม่เห็นด้วย
you say, ‘What nonsense’. คุณก็กล่าวว่า "ช่างไร้สาระสิ้นดี"
   
48:48 But if you begin to inquire แต่หากคุณเริ่มที่จะสืบค้น
into the question itself, เข้าไปสู่ตัวคำถามนั้น
   
48:53 is the answer separate ..คำตอบนั้นอยู่ แยกออกมาจากคำถามหรือไม่
from the question?  
   
48:59 Or does the answer lie หรือว่า คำตอบนั้น อยู่ในตัวคำถาม
in the question itself?  
   
49:06 The perfume of a flower กลิ่นหอมของดอกไม้ ก็คือดอกไม้
is the flower.  
   
49:14 The very flower is เจ้าดอกไม้นั่นเอง
the essence of that perfume. ที่เป็นเนื้อแท้ของกลิ่นหอมนั้น
   
49:21 But we depend on others แต่เราพึ่งพิงผู้อื่นมากเหลือเกิน
so much to be helped, ที่จะให้มาช่วย
   
49:27 to be encouraged มาให้กำลังใจในการ แก้ปัญหาของเรา
to solve our problems;  
   
49:32 therefore out of our confusion ..ฉะนั้น ด้วยความสับสนของเรา..
   
49:35 we create authority, ..เราจึงสร้างสิ่งที่มีอำนาจเหนือเรา
the gurus, the priests. สร้างผู้รู้ สร้างนักบวช
   
49:43 So please, it’s good ดังนั้น ได้โปรดเถิด
to ask questions. เป็นการดีที่จะถามคำถาม
   
49:53 I don’t know ผมไม่ทราบว่าคุณ เคยคิดถึงเรื่องนี้ไหม
if you have gone into this.  
   
49:57 You know, we have lost คุณรู้ไหมว่า เราได้สูญเสีย
the art of investigation, discussion: ศิลปในการสืบค้นและเสวนา..
   
50:12 not taking sides but looking at it. .. ไม่ใช่การเลือกเข้าข้าง
  แต่เป็นการเฝ้ามองดู..
   
50:16 It’s very complex, maybe not นี่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก
the right occasion to go into this. บางทีไม่ใช่โอกาสที่ดีที่จะคุยเรื่องนี้
   
50:23 You also should inquire คุณเองก็ควรจะสืบค้นว่า
  ทำไมจิตใจเราถึงปวดร้าว..
   
50:29 why from childhood we are hurt ..มาตั้งแต่วัยเด็ก
psychologically, wounded.  
   
50:37 Most of us psychologically พวกเราส่วนใหญ่ ต่างมีบาดแผลทางใจ
are wounded, และจากบาดแผลนั้นเอง
   
50:44 and from that wound ..ที่ปัญหาต่างๆ ของเราผุดขึ้นมา
either one is conscious of it or not, ไม่ว่าเราจะสำนึกรู้ทันมันหรือไม่
   
50:51 many of our problems arise. บาดแผลครั้งยังเด็ก จากการถูกดุด่า..
   
51:02 The wound as a child by a scolding, by ..จากคำพูดบางอย่าง
saying something ugly, brutal, violent ที่น่าเกลียด หยาบคาย รุนแรง..
   
51:14 we are wounded. .. เราบาดเจ็บ
   
51:19 When you say ‘we are wounded’ เมื่อคุณกล่าวว่า "เราบาดเจ็บ"
who is it that is wounded? นั้น ใครกันหรือ ที่บาดเจ็บ
   
51:26 Is it the image that you have built ใช่ภาพลักษณ์ที่คุณสร้างขึ้นมา
about yourself that’s wounded; เกี่ยวกับตนเองหรือไม่..
   
51:34 the psyche? ..ที่บาดเจ็บ ตัวจิตอันนั้น
   
51:39 Please, the speaker has not read ผู้พูดไม่ได้อ่านหนังสือใดๆ
any of the psychology books ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา..
   
51:44 or philosophy or religious books, .. หรือหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา และศาสนา..
he’s just investigating with you.  
   
51:48   ..เขาเพียงแต่จะสืบค้น ร่วมกันกับคุณ
   
51:51 The psyche, which is the ‘me’ ตัวจิต อันเป็น "ตัวฉัน"..
   
51:54 – and the me is the image ..และ "ตัวฉัน"
I have built about myself. ก็คือภาพลักษณ์ที่ฉันได้สร้างขึ้นเกี่ยวกับตนเอง
   
51:59 There is nothing spiritual about it – ..ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ
that’s another ugly word ‘spiritual’. เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย..
   
52:04   ..(จิตวิญญาณ
  นั่นเป็นคำที่น่าเกลียดอีกคำหนึ่ง)
   
52:09 That image gets hurt and we carry ภาพลักษณ์นั้นถูกทำให้เจ็บ..
that image right through our life.  
   
52:14   ..และเราก็พกพาเอา
  ภาพลักษณ์นั้นไว้ตลอดชีวิตของเรา
   
52:18 If one image is not pleasant, ถ้าภาพลักษณ์หนึ่งไม่เป็นที่พึงพอใจ
   
52:21 we put together another image เราก็จะสร้างภาพลักษณ์
which is pleasant, encouraging, อีกภาพซึ่งน่าพึงใจขึ้นมา
   
52:26   ..คอยส่งเสริมมัน ให้ค่า ให้ความสำคัญ..
   
52:28 worthwhile, significant, giving ให้ชีวิตของเรา
intellectual meaning to our life. มีความหมายขึ้นตามแต่จะนึกคิด
   
52:38 This is the wound that has นี่คือโลกที่พวกเราสร้างขึ้นมา..
been brought about  
   
52:44 in the image that one has ..จากภาพลักษณ์ที่เรา
built about oneself. ได้สร้างขึ้นเกี่ยวกับตนเอง
   
52:48 Is it possible to live on this earth เป็นไปได้หรือไม่
  ที่เราจะใช้ชีวิตบนแผ่นดินนี้..
   
52:52 not having a single image ..โดยไม่มีภาพลักษณ์ใดๆ
about anybody เกี่ยวกับผู้ใดเลยแม้แต่ภาพเดียว..
   
53:00 including god, ..รวมไปถึงพระเจ้าด้วย
if there is such an entity, หากว่ามีพระเจ้าอยู่จริง..
   
53:05 no image about your wife and your ..ไม่มีภาพลักษณ์ ของภรรยา ของสามี..
children and your husband, and so on.  
   
53:08   ..ของลูกหลานของคุณ และคนอื่นๆ
   
53:11 Not to have a single image. ไม่มีแม้แต่ภาพลักษณ์เดียว
   
53:16 Then it is possible never to be hurt. เมื่อนั้น ถึงพอจะเป็นไปได้
  ที่จะไม่รู้สึกเจ็บปวดใจอีกเลย
   
53:23 And also, as our time is limited, แล้วก็..เนื่องจากเวลามีจำกัด
because we are only เรามีเวลาเพียง..
   
53:30 this half-talk in the afternoon คุยกันครึ่งหนึ่งในบ่ายวันนี้
and tomorrow morning, และอีกครั้ง ตอนพรุ่งนี้เช้า
   
53:38 we ought to inquire carefully whether เราจึงควรจะสืบค้นอย่างรอบคอบว่า..
it is possible to be free of fear.  
   
53:43   ..เป็นไปได้หรือไม่
  ที่เราจะเป็นอิสระจากความกลัว
   
53:53 This is really an important นี่เป็นคำถามที่สำคัญจริงๆ
question to ask.  
   
53:58 Not that I am asking for you, ไม่ใช่ว่าผมกำลังถาม คำถามแทนคุณ..
but you are asking this of yourself.  
   
54:02   ..แต่คุณถามสิ่งเหล่านี้ต่อตัวคุณเอง..
   
54:07 Whether it is possible, living in a ..ว่าเป็นไปได้ไหม..
modern society with all the brutality,  
   
54:10   ..ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมสมัยใหม่
  ที่เต็มไปด้วยความโหดร้าย...
   
54:14 with all the tremendous ..ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงอย่าง
violence that is on the increase, มหาศาล อีกทั้งยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ..
   
54:21 is there freedom from fear? ..จะมีอิสรภาพจากความกลัวไหม
   
54:30 Which is entirely การสืบค้นนี้แตกต่างกับ
different from analysis. การวิเคราะห์อย่างสิ้นเชิง
   
54:35 Just to observe เพียงแต่เฝ้าสังเกต
without any distortion: โดยปราศจากการบิดเบือนใดๆ..
   
54:44 to observe this hall, for example, ..อย่างเช่นสังเกตดูหอประชุมแห่งนี้..
   
54:48 how many tiers there are ..ว่ามีทั้งหมดกี่ชั้น
– five of them, four of them – (ห้าชั้นหรือสี่ชั้น)
   
54:54 to observe your neighbour’s ..สังเกตเพื่อนบ้านของคุณ
dress, face, how he talks, การแต่งกาย ใบหน้า ดูเขาพูดคุยอย่างไร
   
55:00 just to observe, not criticize, เพียงแค่สังเกตดู ไม่วิจารณ์
not evaluate, judge, ไม่ประเมินหรือตัดสิน..
   
55:11 but to observe a tree, to observe ..เพียงสังเกตดูต้นไม้ ดูดวงจันทร์
the moon and the swift-running waters. และกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว
   
55:26 When you so observe เมื่อคุณสังเกต แล้วคุณถามตัวคุณเอง ว่า..
then you ask yourself, what is  
   
55:34 – I’ll come back to fear presently – เดี๋ยวผมจะกลับมา
  พูดถึงความกลัวในไม่ช้า..
   
55:36 what is beauty? ..ว่าความงามคืออะไร
   
55:43 They talk a great deal ผู้คนพูดถึงเรื่องความงาม
about beauty in the magazines: มากมายเหลือเกิน ในหนังสือต่างๆ
   
55:49 how you must be beautiful, ..ว่าคุณต้องสวยสดงดงามอย่างไร
your face, your hair, ใบหน้าและเส้นผมของคุณ..
   
55:52 your complexion ..ผิวพรรณของคุณ และอื่นๆ อีกมากมาย
and all the rest of it.  
   
55:58 So what is beauty? เอาละ ความงามคืออะไร
   
56:04 Is beauty in the picture, ความงามอยู่ในรูปภาพไหม
in the painting, หรืออยู่ในงานจิตรกรรม..
   
56:09 in the strange modern structure? ..อยู่ในสิ่งปลูกสร้างสมัยใหม่
  ที่ดูแปลกตาไหม..
   
56:16 Is beauty in a poem? หรือความงามอยู่ในบทกวี
   
56:21 Is beauty in merely หรือความงามมีอยู่เพียง
the physical face and body? ในรูปร่างและหน้าตา
   
56:32 Have you ever asked this question? คุณเคยถามคำถามนี้หรือไม่
   
56:37 If you are an artist or a poet หากคุณเป็นศิลปิน หรือกวีหรือนักประพันธ์
or a literary person,  
   
56:46 you may describe คุณอาจจะพรรณนาบางอย่าง
something very beautiful, ได้อย่างสวยสดงดงามอย่างยิ่ง
   
56:50 paint something that’s lovely, ..แต่งแต้มระบายสีอะไร ได้อย่างน่าดูชม..
   
56:55 a poem that really ..หรือแต่งบทกวี ที่สะท้านไปทั้งตัวของคุณ
stirs your very being.  
   
57:03 So what is beauty? แล้วอย่างนั้น ความงามคืออะไรกัน
   
57:10 Because freedom means เพราะว่า อิสรภาพหมายถึง..
– etymologically the word ‘freedom’ –  
   
57:13   โดยความหมายทางรากศัพท์ของคำว่า
  "อิสรภาพ"..
   
57:16 in that word ‘freedom’ there is love. ในคำ "อิสรภาพ" คำนั้น มีความรักอยู่
   
57:24 The word ‘freedom’, in that word ในคำว่า "อิสรภาพ" นั้น
there is the etymological meaning มีรากสื่อความหมายที่มาของคำศัพท์อยู่..
   
57:30 also which is love. ..ซึ่งก็คือ ความรัก
   
57:35 What is the relationship แล้วความสัมพันธ์
between love and beauty? ระหว่างความรักกับความงามคืออะไร
   
57:44 When we talk about love, เมื่อเราพูดถึงความรัก
perhaps later on, what is beauty? บางทีเราจะพูดถึงเรื่องนี้ภายหลัง..
   
57:48   ความงามคืออะไร
   
57:52 Is it in the eye of the beholder? หรือความงามอยู่ใน นัยน์ตาของผู้เห็น
   
58:00 Have you ever noticed, give a nice คุณเคยสังเกตเห็นบ้างไหม
toy, a complicated toy, to a child; เมื่อให้ของเล่นดีๆ ของเล่นที่มีกลไกแก่เด็ก
   
58:12 he’s being naughty, shouting, playing, ..เด็กที่กำลังซุกซน
  ตะโกนโหวกเหวก กำลังเล่นสนุกอยู่..
   
58:15 and when you give him a toy ..และเมื่อคุณให้ของเล่นแก่เขา
he gets completely absorbed in that เขาก็จะหมกมุ่นอยู่กับของเล่นนั้น..
   
58:23 and all his playfulness stops, ..และการละเล่นอื่นๆ ของเขาก็หยุดลง..
naughtiness, if I can use that word,  
   
58:27   ผมอยากจะใช้คำว่า "ความซุกซน"..
   
58:30 because he is absorbed. ..เพราะว่าเขาหมกมุ่น..
   
58:37 Is being absorbed in a poem, การหมกมุ่น ดื่มด่ำในบทกวี
in a face, in a picture, ในใบหน้า ในรูปภาพ ดื่มด่ำกับมัน..
   
58:48 being absorbed in it or attracted ..หรือหลงไหลมัน..
by it, is that absorption beauty?  
   
58:55   ..ความหลงไหลอย่างลึกล้ำนั้น
  คือความงามหรือ
   
59:02 When you look at a marvellous mountain ยามที่คุณมองดูขุนเขาอันน่าอัศจรรย์
with a snowcap, eternal snows, ที่มีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดเวลา
   
59:10 the line against the blue sky, ..เส้นขอบของภูเขา
  ที่ตัดกับแผ่นฟ้าสีคราม..
   
59:15 for a second the immensity ในช่วงวินาทีนั้น
of that mountain ความอลังการของขุนเขานั้น..
   
59:20 drives away the self, the ‘me’, ..ปัดเป่าความเป็นตัวตนออกไป..
with all my problems, all my anxiety;  
   
59:24   ตัว "ฉัน" ที่เต็มไปด้วยปัญหา
  ความกระวนกระวายใจทั้งหมดของฉัน
   
59:27 that majesty of the great rocks ความตระหง่านตระการตา
  ของภูเขาอันยิ่งใหญ่นั้น..
   
59:30 and the beautiful, lovely ..กับหุบเขาที่สวยสดงดงาม และแม่น้ำต่างๆ
valleys and the rivers;  
   
59:36 at that moment, that second, ..ในขณะนั้น ณ วินาทีนั้น
the self is not. ไม่มีความเป็นตัว "ฉัน" อยู่
   
59:44 So the mountain has ภูเขาได้ปัดเป่า ความเป็นตัวตนออกไป..
driven away the self,  
   
59:49 like the toy, ..เช่นเดียวกับของเล่นที่เด็กๆ
with it the child is quiet. จะนิ่งเงียบเมื่อเล่นอยู่กับมัน
   
59:55 So that mountain, that river, ขุนเขานั้น แม่น้ำนั้น
the depth of the blue valleys หุบเขาต่างๆ ที่ทอดลึกลงไป
   
1:00:05 dispels for a second ปัดเป่าปัญหาต่างๆ
all your problems, ทั้งหมดของคุณไปชั่วขณะหนี่ง..
   
1:00:09 all your vanities and anxieties. ..ทิฐิและความกระวนกระวาย ทั้งหมดของคุณ
   
1:00:13 Then you say, แล้วคุณก็พูดว่า "ช่างสวยงามอะไรปานนั้น"
‘How beautiful that is’.  
   
1:00:17 So is there beauty without being ฉะนั้น จะมีความงามที่
absorbed by something outside? ปราศจากการลุ่มหลง..
   
1:00:22   ..กับอะไรบางอย่าง
  ที่อยู่ภายนอกได้หรือไม่
   
1:00:27 That is, is there beauty, นั่นคือ จะมีความงามอยู่ไหม..
or beauty is where the self is not.  
   
1:00:31   ..หรือความงามที่มีอยู่
  เมื่อไม่มีความเป็นตัว "ฉัน"
   
1:00:35 You understand this? คุณเข้าใจไหม
   
1:00:37 Don’t go to sleep, please. โปรดอย่าเพิ่งหลับ (เสียงหัวเราะ)
   
1:00:45 You might have had a good lunch, คุณอาจจะทานมื้อกลางวัน ที่แสนอร่อยมา...
I hope you did,  
   
1:00:48   .. ผมหวังว่าคุณได้ทานอย่างนั้น
   
1:00:50 but this is not the place ..แต่ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่จะมานอนหลับ
to go to sleep.  
   
1:00:55 It’s your problem, your life, not นี่เป็นปัญหาของคุณ ชีวิตของคุณ..
the speaker’s life, it’s your life:  
   
1:00:59   ..ไม่ใช่ชีวิตของผู้พูด
  แต่เป็นชีวิตของคุณ
   
1:01:03 your vanities, your despairs, ..ความทะนงตน ความสิ้นหวัง
your sorrows we are talking about. ความทุกข์โศกทั้งหลายของคุณ..
   
1:01:08   .. คือสิ่งที่เรากำลังพูดถึง
   
1:01:16 So keep awake ดังนั้น อย่าเพิ่งหลับ สักสิบห้า
for another quarter of an hour, ยี่สิบนาที หรือสักครึ่งชั่วโมง..
   
1:01:20 twenty minutes, thirty minutes ..ถ้าหากว่าคุณยังสนใจ
if you are interested.  
   
1:01:28 So beauty is when the self is not. ดังนั้น ความงามคือ
  ยามที่ไม่มีความเป็นตัวตนอยู่
   
1:01:38 And that requires great meditation, และนั่นต้องอาศัยการมีสมาธิยิ่ง
great inquiry, การสืบค้น สืบสาวอย่างมากมาย..
   
1:01:48 a tremendous sense of discipline. ความสำนึกอย่างมากยิ่งในวินัย
   
1:01:53 The word ‘discipline’ means คำว่า "วินัย" หมายถึง
  ศิษย์ผู้ซึ่งเรียนรู้จากอาจารย์
   
1:01:56 the one disciple  
who is learning from the master.  
   
1:02:01 Learning, not disciplining, เรียนรู้ ไม่ใช่การสร้างวินัย
conforming, หรือยอมจำนนปฏิบัติตาม..
   
1:02:06 imitating, adjusting – learning. เลียนแบบ หรือคอยปรับตัว
  แต่เป็นการเรียนรู้..
   
1:02:11 Learning brings its own การเรียนรู้ นำมาซึ่งวินัยที่สูงยิ่ง
tremendous discipline. ด้วยตัวของมันเอง
   
1:02:20 And that inward sense of austerity, รวมทั้งความรู้สึก สมถะสำรวม
discipline is necessary. ที่อยู่ภายในนั้น วินัยเป็นสิ่งจำเป็น
   
1:02:33 So we must inquire together ฉะนั้น เราต้องสืบค้นด้วยกันว่า
into what is fear. อะไรคือความกลัว
   
1:02:41 What is the time, sir? ตอนนี้กี่โมงแล้วครับ
   
1:02:51 May we go on? You aren’t tired? เราจะคุยกันต่อไหม คุณยังไม่เหนื่อยใช่ไหม
   
1:02:58 What is fear? ความกลัวคืออะไร
   
1:03:03 Again, humanity has put up with fear. เช่นเดิมอีกครั้งที่มนุษย์
  ฝืนทนอยู่กับความกลัว
   
1:03:12 Has never been able to solve fear. ไม่เคยเลยที่จะแก้ไขความกลัวนั้นได้
   
1:03:17 Never. ไม่เคยเลย
   
1:03:19 There are various forms of fears; มีความกลัวอยู่หลากหลายรูปแบบ..
   
1:03:22 you may have your own คุณอาจจะมีความกลัว ในแบบของคุณ..
particular form of fear:  
   
1:03:27 fear of death, fear of gods, fear ..กลัวความตาย กลัวพระเจ้า
of your wife, fear of your husband, กลัวสามี ภรรยาของคุณ..
   
1:03:31 fear of the politicians, god knows ..กลัวนักการเมืองทั้งหลาย..
how many fears humanity has  
   
1:03:35   ..มีแต่พระเจ้ากระมังที่รู้ว่า
  มนุษย์มีความกลัวอยู่กี่อย่าง..
   
1:03:38 – the devil, and so on. ..กลัวปีศาจ มารร้าย และอื่นๆ อีกมากมาย..
   
1:03:41 What is fear? อะไรคือความกลัว
   
1:03:45 Not the mere experience ไม่ใช่เพียงประสบการณ์ของความกลัว
of fear in its multiple forms, ในรูปแบบต่าง ๆ กันไป..
   
1:03:54 but actually, the reality, ..แต่เป็นจริง เป็นเนื้อแท้
the actuality of fear. ความมีอยู่จริงของความกลัว..
   
1:04:06 How is it brought about? ความกลัวเกิดขึ้นได้อย่างไร
   
1:04:09 Why has man, woman, ทำไมทั้งชาย หญิง ทำไมมนุษย์ชาติ
  และเราแต่ละคนต่างยอมรับ..
   
1:04:14 humanity and each one ..เอาความกลัวเป็น
accepted fear as a way of life? ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต..
   
1:04:22 As you accept violence as the way ดั่งเช่นที่คุณยอมรับ
of life; violence in the television, เอาความรุนแรงไว้ในวิถีชีวิต..
   
1:04:28   ..ความรุนแรงในโทรทัศน์..
   
1:04:34 violence of war, ..ความรุนแรงของสงคราม ความ
violence of your daily life. รุนแรงในชีวิตประจำวันของคุณ
   
1:04:41 Why do we accept violence? ทำไมเราจึงยอมรับความรุนแรงนั้น
   
1:04:49 The ultimate violence is ความรุนแรงที่สุดคือ
to go into organized killing, การเตรียมการเพื่อการเข่นฆ่า..
   
1:04:54 which is called war. ..ประหัตประหารกัน ซึ่งเรียกกันว่า สงคราม
   
1:05:01 Is not fear related to violence? ความกลัวไม่มีความสัมพันธ์
  กับความรุนแรงหรือ
   
1:05:09 So in inquiring into fear, ดังนั้น ในการสืบค้นเข้าไปในความกลัว
the actual truth of fear, ในความจริงของความกลัว
   
1:05:18 not the idea of fear ..ไม่ใช่ความนึกคิดถึงความกลัว
– you understand the difference? คุณเข้าใจความแตกต่างข้อนี้ไหม
   
1:05:24 The idea of fear is different from ความนึกคิดเรื่องความกลัวนั้น
the actuality of fear; right? Right. แตกต่างจากความเป็นจริงของความกลัว
   
1:05:34 So what is fear? ฉะนั้น ความกลัวคืออะไรกันแน่
How has it come about?  
   
1:05:37   มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
   
1:05:41 What is the relationship อะไรคือความสัมพันธ์ของ
of fear to time, to thought? ความกลัวกับกาลเวลา..
   
1:05:58 Fear – one may be frightened ..และความกลัวกับความคิด..
of tomorrow, or many tomorrows;  
   
1:06:08 fear of death, the ultimate fear; กลัว.. เราอาจจะหวาดหวั่น
  ถึงวันพรุ่งนี้ และอีกหลายๆ พรุ่งนี้
   
1:06:16 fear of what has happened ..ที่สุดของความกลัว.. กลัวตาย
before, in the past; กลัวสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต
   
1:06:24 fear of what is actually ..กลัวสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้
going on now.  
   
1:06:29 So we must inquire together ดังนั้น เราต้องสืบสาวด้วยกัน
  ได้โปรดเถิด...
   
1:06:32 – please, the speaker keeps .. ผู้พูดได้ย้ำแล้วย้ำเล่าว่า
on repeating, together; ร่วมกัน ด้วยกัน..
   
1:06:39 otherwise it’s no fun ..ถ้าไม่อย่างนั้น มันคงไม่สนุก
talking to myself. ที่จะต้องพูดอยู่กับตัวเอง
   
1:06:50 Is fear brought about by time? หรือว่า ความกลัวผุดขึ้นมา โดยกาลเวลา
   
1:07:01 Someone has done something in the ใครบางคนได้ทำอะไร บางอย่างไว้ในอดีต..
past, hurt you, and the past is time.  
   
1:07:08   ..ซึ่งสร้างความปวดร้าวให้กับคุณ
  และ อดีต ก็คือ กาลเวลา
   
1:07:17 The future is time. อนาคต คือ กาลเวลา
   
1:07:20 The present is time. ปัจจุบัน.. ก็คือกาลเวลา
   
1:07:24 So we are asking, is time ดังนั้น เราจึงถามว่า
a central factor of fear? หรือว่ากาลเวลาเป็นแก่นปัจจัยของความกลัว
   
1:07:33 Fear has many many branches, ความกลัวมีกิ่งก้านสาขา
many leaves, หลากหลาย มีใบมากมาย..
   
1:07:41 but it’s no good ..แต่คงไม่มีประโยชน์อันใด
trimming the branches; ที่จะไปตัดแต่งกิ่งก้านต่างๆ นั้น..
   
1:07:46 we are asking, ..เรากำลังถามว่า
what is the root of fear? อะไรคือรากเหง้าของความกลัว
   
1:07:54 Not the multiple forms of fear, ไม่ใช่ความกลัวที่มาในรูปแบบต่างๆ
because fear is fear. เพราะความกลัวก็คือความกลัว
   
1:08:01 Out of fear you have และจากความกลัวนั้น..
invented gods, saviours.  
   
1:08:04   คุณได้ประดิษฐ์คิดค้นพระเจ้า
  และผู้ไถ่บาปทั้งหลาย
   
1:08:08 If you have absolutely หากคุณไร้ความกลัว
no fear psychologically, ทางจิตโดยสิ้นเชิงแล้ว..
   
1:08:16 then there is tremendous relief, ..จะมีการปลดปล่อยอันมหาศาล
a great sense of freedom. รู้สึกถึงอิสรภาพอันยิ่งใหญ่
   
1:08:22 You have dropped คุณปล่อยวางภาระต่างๆ ทั้งหมดของชีวิต
all the burdens of life.  
   
1:08:26 So we must inquire very seriously, ดังนั้น เราต้องสืบสาวอย่างจริงจัง..
   
1:08:30 closely, hesitantly, ..อย่างใกล้ชิด ค่อยๆ
into this question: ช้าๆ ..สู่คำถามนี้ที่ว่า..
   
1:08:35 is time a factor? Obviously. ..กาลเวลาเป็นตัวการหรือไม่
  เห็นได้อย่างชัดเจนว่าใช่
   
1:08:40 Have a good job now, I may ตอนนี้ฉันมีงานที่ดี
lose it tomorrow, I’m frightened. ฉันอาจตกงานในวันพรุ่งนี้ ฉันหวาดหวั่น
   
1:08:47 And I may be married, ฉันอาจจะแต่งงานแล้วด้วย ฉันตื่นตระหนก
I am frightened.  
   
1:08:54 When there is fear there is เมื่อไรก็ตามที่มีความกลัว
jealousy, anxiety, hatred, violence. เมื่อนั้นจะมีความริษยา..
   
1:08:59   ความกระวนกระวายใจ
  ความเกลียดชัง ความรุนแรง
   
1:09:04 So time is a factor of fear. ฉะนั้น กาลเวลาเป็น ตัวการของความกลัว
   
1:09:13 Please listen to the end of it, โปรดฟังไปจนจบ อย่าเพิ่งพูดว่า
don’t say, how am I to stop time, แล้วผมจะหยุดกาลเวลาได้อย่างไร..
   
1:09:17 that’s not the problem. ..นั่นไม่ใช่ปัญหา
   
1:09:20 That’s a rather มันออกจะเหลวไหล ที่จะถามคำถามนั้น
absurd question to ask.  
   
1:09:25 Time is a factor กาลเวลาเป็นตัวการ และความคิดก็เป็นตัวการ
and thought is a factor:  
   
1:09:30 thinking about what has happened, ..นึกคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
what might happen; thinking. สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น.. คิด.. คิด..
   
1:09:42 Is thinking a factor in fear? การนึกคิด เป็นตัวการ ของความกลัวไหม
   
1:09:48 Has thinking brought about fear? การคิดนำมาซึ่งความกลัวใช่ไหม
   
1:09:52 As one sees time has อย่างที่เราเห็นว่ากาลเวลา
brought fear, right? Time. ได้นำมาซึ่งความกลัว ใช่ไหม.. กาลเวลา
   
1:10:01 Not only time by the clock, but ไม่ใช่แค่เวลาตามนาฬิกา..
psychological time, the inward time:  
   
1:10:07   ..แต่รวมถึงกาลเวลาทางจิตใจ
  กาลเวลาที่อยู่ภายใน
   
1:10:12 I am going to be; ..ฉันกำลังจะเป็นอะไรบางอย่าง..
I am not good, but I will be. ตอนนี้ฉันยังไม่ดีนัก แต่ฉันจะดี
   
1:10:25 I will get rid of my violence, ฉันจะกำจัดความรุนแรงของฉัน
which is again the future. ซึ่งเป็นอนาคตอีกนั่นแหละ
   
1:10:34 Or, I have been violent, หรือว่า ฉันเป็นคนรุนแรง
but I won’t be. มาโดยตลอด แต่ฉันจะไม่เป็นอีก
   
1:10:39 All that implies time. ทั้งหมดนั้น ล้วนมีนัยยะถึง กาลเวลา
   
1:10:44 We ought to inquire, what is time? เราควรจะสืบค้นว่า อะไรคือกาลเวลา
   
1:10:52 Are you prepared for this? คุณเตรียมตัวเตรียมใจ
Do you want to go into all this? สำหรับเรื่องนี้หรือยัง
   
1:10:54   คุณต้องการที่จะพูดถึงเรื่องทั้งหมดนี้ไหม
   
1:10:56 Really? I’m rather surprised. จริงหรือ.. ผมค่อนข้างประหลาดใจ
  (เสียงหัวเราะ)
   
1:11:05 Because you’ve all been instructed, เพราะคุณได้ถูกสั่งสอนมาทั้งหมด
you’ve all been informed, คุณถูกบอกให้ทำมาทั้งหมด..
   
1:11:12 you’ve been all told what to do ..คุณถูกบอกมาทั้งหมดว่าต้องทำอะไร
by the psychologists, by the priests, โดยจิตแพทย์ โดยพระ นักบวช
   
1:11:20 by your leaders; ..โดยผู้นำของคุณ..
  คุณมักจะมองหาความช่วยเหลืออยู่เสมอ..
   
1:11:22 always seeking help and finding ..และหาวิธีการต่างๆ แบบใหม่ๆ
new ways of being helped. ที่จะได้รับความช่วยเหลือ
   
1:11:32 So one has become a slave to others. ดังนั้น เราจึงกลายเป็นทาสของผู้อื่น
   
1:11:39 We are never free to inquire, เราไม่เคยเป็นอิสระที่จะสืบค้น..
   
1:11:46 to stand psychologically ที่จะเป็นอิสระทางจิตใจ..
completely by oneself. ด้วยตนเองโดยสิ้นเชิง
   
1:11:56 So we are going now ตอนนี้เรากำลังสืบค้น เข้าไปสู่ กาลเวลา
to inquire into time.  
   
1:12:05 What is time? อะไรคือกาลเวลา
   
1:12:08 Apart from the clock, apart นอกจากนาฬิกา นอกจากพระอาทิตย์ขึ้น
from the sunrise and the sunset, และพระอาทิตย์ตก..
   
1:12:14 the beauty of the sunrise, ..ความงามของพระอาทิตย์ขึ้น
the beauty of the sunset, ความงามของพระอาทิตย์ตก..
   
1:12:21 apart from the light ..นอกจากแสงสว่างและความมืด
and the dark, what is time? กาลเวลาคืออะไร
   
1:12:31 Please, if one really understands ได้โปรดเถิด ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้จริงๆ..
this, the nature of time inwardly,  
   
1:12:34   ..ถึงธรรมชาติของกาลเวลา ที่อยู่ภายใน..
   
1:12:38 you will find for yourself ..คุณจะค้นพบด้วยตัวคุณเอง..
   
1:12:40 an extraordinary sense ถึงความรู้สึกพิเศษ
of having no time at all. ที่ไม่มีกาลเวลาอยู่เลยแม้แต่น้อย
   
1:12:47 We’ll come to that. เดี๋ยวเราจะคุยกันถึงตรงนั้น
   
1:12:50 Time is the past, right? กาลเวลา คืออดีต ใช่หรือไม่
   
1:12:53 Time is the future, กาลเวลา คืออนาคต และกาลเวลา คือปัจจุบัน
and time is the present.  
   
1:13:00 The whole cycle is time. ทั้งวัฏจักรนั้น คือกาลเวลา
   
1:13:08 The past – your background, อดีต..ภูมิหลังของคุณ.. สิ่งที่คุณเคยคิด
what you have thought,  
   
1:13:13 what you have lived through, ..ชีวิตที่คุณผ่านมา..
your experiences, your conditioning,  
   
1:13:15   ประสบการณ์ต่างๆ ของคุณ
  เงื่อนไขทั้งหลายของคุณ..
   
1:13:17 as Christian, Hindu, Buddhist, ..ในแบบที่เป็นชาวคริสต์ ชาวฮินดู
all the rest of it, ชาวพุทธ และอื่นๆ ทั้งหมด..
   
1:13:21 or you put aside all ..หรือคุณละทิ้งเรื่องไร้สาระ
that nonsense and said, เหล่านั้นทั้งหมด และพูดว่า..
   
1:13:25 I’m going to live this way, ..ฉันจะใช้ชีวิตแบบนี้.. ซึ่งก็คืออดีต
which is the past.  
   
1:13:30 So the past is the present, right? ฉะนั้น อดีตก็คือปัจจุบัน ใช่หรือไม่
   
1:13:37 Without the past you wouldn’t be here: หากปราศจากอดีต คุณก็คงไม่ได้อยู่ตรงนี้..
your background, your conditioning,  
   
1:13:43   ..ภูมิหลังของคุณ เงื่อนไขของคุณ..
   
1:13:48 your brain being programmed ..สมองของคุณถูกกำหนดให้
as a Christian, Hindu, Buddhist, เป็นชาวคริสต์ ชาวฮินดู ชาวพุทธ..
   
1:13:53 and all the rest of it. ..และอื่นๆ อีกมากมาย
   
1:13:56 We have been programmed เราถูกกำหนด มาร่วมสองพันปี
for two thousand years.  
   
1:14:03 And the Hindus for three และสามถึงห้าพันปีสำหรับชาวฮินดู
to five thousand years.  
   
1:14:09 Like a computer, เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์
they repeat, repeat, repeat. ที่ทวนย้ำซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
   
1:14:15 So the past is the present; ฉะนั้น อดีตก็คือปัจจุบัน
  สิ่งที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้คือผลลัพธ์จากอดีต
   
1:14:19 what you are now  
is the result of the past.  
   
1:14:26 And tomorrow, or a thousand และวันพรุ่งนี้
tomorrows, is the future. กับอีกนับพันวันพรุ่ง คืออนาคต
   
1:14:35 So the future is what you are now. ดังนั้น อนาคต
  ก็คือสิ่งที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้
   
1:14:41 Right? You have understood? ใช่ไหม คุณเข้าใจแล้วหรือยัง
   
1:14:47 I mustn’t ask you that ผมต้องถามคุณเช่นนั้น
because it’s up to you. เพราะนั่นขึ้นอยู่กับคุณ
   
1:14:53 So the future is now. ฉะนั้น อนาคตก็คือ ขณะนี้ ตอนนี้
   
1:15:00 In the now all time is contained. ในปัจจุบันขณะ บรรจุเอากาลเวลาทั้งมวลไว้
   
1:15:06 This is a fact too, actuality, นี่เป็นข้อเท็จจริงเช่นกัน
not a theory. คือความเป็นจริง ไม่ใช่ทฤษฎี
   
1:15:12 What you are สิ่งที่คุณเป็นอยู่ คือผลลัพธ์จากอดีต..
is the result of the past  
   
1:15:17 and what you will be tomorrow ..และสิ่งที่คุณจะเป็นในวันพรุ่งนี้
is what you are now. ก็คือสิ่งที่คุณเป็นอยู่ในขณะนี้ ตอนนี้
   
1:15:23 If I am violent now, ถ้าฉันมีความรุนแรงอยู่ตอนนี้
tomorrow I’ll be violent. พรุ่งนี้ฉันก็จะรุนแรงอยู่
   
1:15:30 So tomorrow is in the now, ดังนั้น พรุ่งนี้อยู่ในตอนนี้
in the present อยู่ในปัจจุบัน..
   
1:15:36 unless I radically, fundamentally ..เว้นแต่ฉันจะเปลี่ยนแปลงสภาวะ
bring about a mutation. จากพื้นฐาน จากรากเหง้า..
   
1:15:43 Otherwise I’ll be what I have been. ไม่เช่นนั้น ฉันก็จะเป็น
  อย่างที่ฉันเคยเป็น
   
1:15:49 That is, we have had a long evolution, นั่นคือ เราได้มีวิวัฒนาการ
evolving, evolving, evolving. อันยาวนาน วิวัฒน์แล้ว วิวัฒน์เล่า
   
1:15:58 And we have evolved แล้วเราก็ได้วิวัฒน์มาสู่
to what we are now. สิ่งที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้
   
1:16:03 And if you carry on that game, และหากคุณยังเดินเกมส์อยู่ดังเดิม
  คุณก็จะมีความรุนแรง..
   
1:16:09 you will be violent, ..คุณจะยังเป็นคนป่าเถื่อนอยู่ในวันถัดไป
you will be barbarous next day.  
   
1:16:17 So as all time is contained in the now ฉะนั้น เมื่อกาลเวลาทั้งหมด
– which is a fact, actuality – ดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ..
   
1:16:22   ..ซึ่งคือข้อเท็จจริง เป็นจริง..
   
1:16:27 can there be total mutation now ..จะมีการแปลงสภาวะทั้งหมด
  ในขณะนี้ ตอนนี้เลยได้ไหม
   
1:16:31 in all our behaviour and our way ..แปลงพฤติกรรมทั้งหมดของเรา...
of living, thinking, feeling?  
   
1:16:37 Not being an American, Hindu, ..และวิถีการดำรงชีวิต การคิด
Buddhist – none of that. ความรู้สึกทั้งหมดของเราได้ไหม
   
1:16:47 But if you don’t radically, ไม่เป็นชาวอเมริกา ชาวฮินดู
psychologically ชาวพุทธ ไม่เป็นอะไรแบบนั้นสักอย่าง
   
1:16:52 bring about a mutation, และหากคุณไม่แปลงสภาวะ
  จากรากเหง้า และจิตใจแล้ว..
   
1:16:56 then you will be exactly ..คุณก็จะเป็นเฉกเช่นเดียวกันกับ
what you have been in the past. ที่คุณเคยเป็นมาในอดีต
   
1:17:05 So is it possible to bring about หรือมันเป็นไปได้ไหม
this psychological mutation at all? ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะทางจิตใจนี้
   
1:17:17 You know, when you have been คุณรู้ไหม ยามที่คุณมุ่งหน้า
going north all your life, ไปทางทิศเหนือมาตลอดชีวิต..
   
1:17:26 following a particular direction ..คอยตามไปในทางทิศใดทิศหนึ่ง
or not having a direction, หรือไปโดยไร้ทิศ..
   
1:17:31 just wobbling all over the place, ..เพียงแต่สะเปะสะปะไปทั่วทุกที่
as most people do, อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำกันอยู่..
   
1:17:36 if you are going north ..หากว่าคุณกำลังมุ่งหน้า ไปทางเหนือ..
   
1:17:38 and somebody comes along ..และมีคนบางคน
and tells you most seriously มาบอกคุณอย่างจริงจังที่สุด..
   
1:17:42 and you listen to him seriously, ..และคุณก็ฟังเขาอย่างจริงจัง
not only hear with hearing of the ear ไม่ใช่เพียงได้ยินได้ฟังทางหู..
   
1:17:50 but also hearing deeply, ..แต่ได้ยินอย่างลึกซึ้ง
  เมื่อคุณได้ยินเขาพูดว่า..
   
1:17:54 when you hear him say, ..วิถีที่คุณพยายามมุ่งไป ทางทิศเหนือนั้น
  ไม่ได้นำคุณไปสู่ที่ใดเลย..
   
1:17:56 the way you are pursuing, ..ไม่มีอะไรอยู่สักอย่าง ที่ปลายทางนั้น..
north, leads you nowhere,  
   
1:18:02 there is nothing at the end of it; ..แต่ให้ไปทางทิศตะวันออก
but go east or west or south. ทิศตะวันตก หรือทิศใต้
   
1:18:10 And you listen and you say, ..คุณฟัง และกล่าวว่า คุณจะทำ
I will do it.  
   
1:18:13 When the moment you say, you have ในขณะที่คุณพูดนั้น คุณได้เปลี่ยนทิศทาง..
taken a new turn, there is a mutation.  
   
1:18:17   ..มีสภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น
   
1:18:20 The speaker is making it very simple. ผู้พูดพูดเหมือนมันเป็นเรื่องง่าย
   
1:18:25 But it’s a very complex problem, แต่มันเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนยิ่ง..
which is:  
   
1:18:29 to realize deeply that one ..ในการตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า
has been going on this way เราได้เดินทางนั้นมา..
   
1:18:35 for centuries upon centuries ..ศตวรรษแล้ว ศตวรรษเล่า
and it has not changed that at all. มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย
   
1:18:45 We are still violent, brutal, เรายังคงไว้ซึ่งความรุนแรง
and all the rest of it. โหดร้าย และอื่นๆ อีกทั้งหมด
   
1:18:49 If one really actually หากเรามองเห็นเช่นนั้นจริงๆ..
perceives that,  
   
1:18:53 not intellectually or verbally ..ไม่ใช่เห็นด้วยกับเหตุผล
but deeply, หรือถ้อยคำแต่รับรู้อย่างลึกซึ้งจริงๆ..
   
1:18:58 then you turn in another direction. ..เมื่อนั้น คุณจะหันเปลี่ยน
  ไปอีกทางหนึ่ง
   
1:19:04 At that second there is the mutation ในวินาทีนั้น มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
in the very brain cells themselves. ที่เซลส์ต่างๆของสมองเลยทีเดียว
   
1:19:10 Because the speaker has discussed เพราะว่าผู้พูดได้เสวนา
these matters with some neurologists. เรื่องเหล่านี้กับนักประสาทวิทยาทั้งหลายแล้ว
   
1:19:15 Of course they don’t agree completely, แน่นอน พวกเขา ไม่ได้เห็นด้วยไปทั้งหมด..
but they go partially, a way.  
   
1:19:18   ..แต่เขาเห็นด้วยบางส่วน
   
1:19:21 It’s always a game, you understand. นี่เป็นเกมส์เสมอ คุณเข้าใจไหม
   
1:19:28 We treat life as a game: เราปฏิบัติกับชีวิตดั่งเกมส์
partially right, and partially wrong; เกมส์หนึ่ง มีส่วนที่ถูกและส่วนที่ผิด..
   
1:19:35 partially correct, and you may ..บางส่วนถูกต้อง
be right and you may be wrong. คุณอาจจะถูกและคุณก็อาจจะผิดได้..
   
1:19:40 But we never ask ourselves, what is แต่เราไม่เคยถามตัวเราเองเลยว่า..
the way of living, the art of living  
   
1:19:46   ..อะไรคือวิถีแห่งชีวิต
  ศิลปะในการดำรงชีวิต..
   
1:19:51 which is the greatest art, ..ซึ่งเป็นศิลปะที่เยี่ยมยอดที่สุด..
   
1:19:54 greater than any art in the world, ..เหนือกว่างานศิลป์ใดๆ ทั้งหมด
the art of living. ในโลก.. ศิลปะในการดำรงชีวิต
   
1:20:01 And – quelle heure– นี่กี่โมงแล้วครับ (พูดเป็นภาษาฝรั่งเศส)
   
1:20:08 Q: 3:57. ผู้ชาย: บ่ายสามโมง ห้าสิบเจ็ดนาทีครับ
   
1:20:12 K: Have I talked an hour? ผมพูดมาได้ชั่วโมงหนึ่งแล้วเหรอ
   
1:20:14 Q: A little more than an hour. ผู้ชาย: ชั่วโมงกว่าครับ
   
1:20:17 K: Can you put up with this? คุณทนมันได้เหรอ
   
1:20:20   ผู้ฟัง: (เสียงหัวเราะ) ได้ครับ/คะ
   
1:20:21 We’ll finish this question. เราจะจบคำถามนี้ แล้วหลังจากนั้น
After that we’ll meet again tomorrow. เราจะเจอกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
   
1:20:28 If you are willing, ถ้าหากคุณต้องการนะ ผมไม่ได้เชิญคุณหรอก..
I’m not inviting you, it’s up to you.  
   
1:20:32   ..แล้วแต่คุณเถิด (เสียงหัวเราะ)
   
1:20:39 We said time is important พวกเราพูดว่า กาลเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
because we live by time, เพราะว่าเราดำเนินชีวิตกับกาลเวลา
   
1:20:47 but we don’t live time as a whole, ..แต่ เราไม่ได้ใช้ชีวิต..
which is the present.  
   
1:20:52   ..อยู่กับกาลเวลาที่เป็นทั้งหมด
  ทั้งมวล ซึ่งก็คือ ปัจจุบัน
   
1:20:56 In the present all time is contained: ในปัจจุบันขณะ เวลาทั้งมวลอยู่ในนั้น
the future and the past. ทั้งอนาคตและอดีต
   
1:21:04 If I’m violent today, ถ้าผมมีความรุนแรงวันนี้
I’ll be violent tomorrow. ผมก็จะยังมีความรุนแรงอยู่ในวันพรุ่งนี้
   
1:21:09 And can I end that violence today ผมสามารถยุติ ความรุนแรงนั้นโดยสิ้นเชิง..
completely, not partially.  
   
1:21:13   ..ไม่ใช่แค่บางส่วนเสี้ยว
  ในวันนี้เลยได้ไหม
   
1:21:20 It can. We’ll go into it. ทำได้สิ
  เราจะสืบค้นเข้าไปในเรื่องนี้ไม่ช้า
   
1:21:24 And also, is fear แล้ว.. ความกลัวเกิดขึ้นจาก
brought about by thought? ความคิดหรือเปล่า
   
1:21:35 Of course it is. แน่นอนที่สุดว่ามันเป็นเช่นนั้น
   
1:21:38 Don’t accept the speaker’s จงอย่าได้ยอมรับคำพูดของผู้พูด
word for it, look at it. ทว่ามองดูมัน
   
1:21:43 I am this, I am frightened of ฉันเป็นแบบนี้ ฉันหวั่นวิตกว่า
tomorrow, what might happen. อะไรจะเกิดขึ้นบ้างในวันพรุ่งนี้
   
1:21:47 I am secure today, and there might ฉันรู้สึกมั่นคงวันนี้
be war, there might be this, แต่อาจจะมีสงคราม อาจจะมีโน่นมีนี่..
   
1:21:51 there might be catastrophe, ..อาจจะมีภัยพิบัติ ฉันหวาดหวั่น
I am frightened.  
   
1:21:56 So time and thought ฉะนั้น กาลเวลาและความคิดนึก
are the root of fear. คือรากเหง้าของความกลัว
   
1:22:05 So what is thinking? แล้วอะไรคือความคิดนึก
   
1:22:07 You understand my question? คุณเข้าใจคำถามผมไหม
   
1:22:13 If time and thought ถ้าหากกาลเวลาและความคิด
are the root of fear คือรากเหง้าของความกลัว..
   
1:22:20 – which they are in actuality – ..ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ..
   
1:22:24 what is thinking? ..อะไรคือความคิด
   
1:22:26 Why do we live, act, do everything, เหตุใดเราจึงใช้ชีวิต ปฏิบัติ..
on the basis of thought?  
   
1:22:39 The marvellous cathedrals of Europe, ..และทำทุกๆ อย่าง บนพื้นฐานของความคิด
   
1:22:44 the beauty, the structure, วิหารอันอัศจรรย์ในยุโรป
the architecture: สิ่งสวยงาม โครงร่าง สถาปัตยกรรม
   
1:22:52 it has been put together by thought. ..มันเกิดขึ้นจากความคิด
   
1:22:58 All religions and their ทุกศาสนา องค์ประกอบ
paraphernalia, their dress, และเครื่องแต่งกายทั้งหลาย..
   
1:23:02 all the medieval robes, ..เสื้อครุยยาวในยุคกลางทั้งหมดนั้น
are put together by thought. ถูกสร้างขึ้นโดยความคิด
   
1:23:09 All the rituals are connived, พิธีกรรมต่างๆ ทั้งหมด ถูกอุปโลกน์ขึ้น..
arranged, by thought.  
   
1:23:14   ..จัดแจงขึ้นโดยความคิด
   
1:23:23 And in our relationship และในความสัมพันธ์ของพวกเรา
with each other, man and woman, ระหว่างกันและกัน หญิงกับชาย..
   
1:23:29 the relationship is based on thought. ..ความสัมพันธ์นั้น
  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิด
   
1:23:37 When you drive a car, เมื่อคุณขับรถ ก็อยู่บนพื้นฐานของความคิด
it’s based on thought.  
   
1:23:42 Recognition, all that, is thought. การรู้จักหมายจำ ทั้งหมดนั้นคือ ความคิด
   
1:23:49 So one has to inquire, ดังนั้น เราต้องสืบค้น ถ้าหากว่า
if you are not too tired คุณยังไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป
   
1:23:55 – and we’ll stop at the end of this – และเราจะหยุดในตอนท้าย หลังจากจบเรื่องนี้
   
1:23:58 what is thinking? ..การคิด คืออะไร
   
1:24:03 Probably nobody has บางทีอาจไม่มีใครเคยถามคำถามนี้
asked this question.  
   
1:24:07 Very few people do. มีน้อยคนมากที่ถามคำถามนี้
   
1:24:13 We have been asking เราได้ถามแบบนี้ ถามมาร่วมหกสิบกว่าปี
this question for sixty years.  
   
1:24:22 What is thought? อะไรคือความคิด
   
1:24:28 Because if you can find out เพราะถ้าหากคุณสามารถค้นพบ ได้ว่า
what is the origin, the beginning, อะไรคือจุดกำเนิด จุดเริ่มต้น..
   
1:24:34 why thought has become so ..ทำไมความคิดจึงกลายเป็น
extraordinarily important in our life, สิ่งที่สุดแสนสำคัญในชีวิตเรา
   
1:24:43 there may be in that very inquiry ..ในขณะที่สืบค้นนั้น อาจจะมี
a mutation taking place. การเปลี่ยนแปลงสภาวะเกิดขึ้น
   
1:24:50 So we are asking what is thought, ดังนั้น เรากำลังถามว่า
what is thinking? อะไรคือความคิด อะไรคือการคิด
   
1:24:57 Don’t wait for me to answer it. อย่ารอให้ผมตอบคำถามนี้
   
1:25:02 Look at it, observe it. มองดูสิ่งนี้ สังเกตมัน
   
1:25:07 Thinking is the word; word is การคิด คือถ้อยคำ
important, the sound of the word, ถ้อยคำเป็นสิ่งสำคัญ เสียงของถ้อยคำ..
   
1:25:18 the quality of the word; ..คุณลักษณ์ของถ้อยคำ..
the depth, the beauty of a word. ความลึกซึ้ง ความงามของถ้อยคำ
   
1:25:28 Especially the sound. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. เสียง
   
1:25:32 I won’t go into the question ผมจะยังไม่สืบค้นเข้าไปใน
of sound and silence, คำถามเรื่องเสียงและความเงียบสงัด
   
1:25:36 we’ll talk about it perhaps tomorrow. ..บางที เราจะพูดถึงเรื่องนั้น
  ในวันพรุ่งนี้
   
1:25:43 Thinking is part of memory, isn’t it? การคิด คือส่วนเสี้ยว
  ของความจำ ใช่หรือไม่
   
1:25:51 Investigate it with the speaker, สืบสวนสิ่งนี้ไปพร้อมกับผู้พูด
please, ได้โปรดเถิด..
   
1:25:53 don’t sit there comfortably, อย่ามัวแต่นั่งตามสบาย
or uncomfortably. หรือนั่งอุดอู้อยู่อย่างนั้น
   
1:26:01 Thinking is part of memory, isn’t it? การคิด เป็นส่วนหนึ่ง
  ของความทรงจำ ใช่หรือไม่
   
1:26:04 If you had no memory at all, would หากคุณไม่มีความทรงจำเลย..
you be able to think? You wouldn’t.  
   
1:26:08   ..คุณจะยังคิดอยู่ได้ไหม
  คุณไม่สามารถทำได้หรอก
   
1:26:14 Our brain is the instrument of memory: สมองของเราเป็นเครื่องมือแห่งความทรงจำ..
   
1:26:24 memory of things that have happened, ..ความทรงจำของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
   
1:26:27 experience, and so on, ..ประสบการณ์ และอื่นๆ
the whole background of memory. ภูมิหลังทั้งหมดของความจำ
   
1:26:35 Memory arises from knowledge, ความทรงจำผุดขึ้นมาจากความรู้
from experience, right? จากประสบการณ์ ใช่ไหม
   
1:26:48 So experience, knowledge, memory, ดังนั้น ประสบการณ์ ความรู้ ความทรงจำ..
and the response of memory is thought.  
   
1:26:54   และการตอบสนองของ ความจำก็คือ ความคิด
   
1:27:04 This whole process of experiencing, กระบวนการทั้งหมด ของประสบการณ์..
recollecting, holding,  
   
1:27:13 which becomes our knowledge. ..ของการรำลึก และยึดถือไว้นี้
  ได้กลายเป็นความรู้ของเรา
   
1:27:18 Experience is always ประสบการณ์
limited, naturally. โดยธรรมชาติของมันจึงจำกัดคับแคบอยู่เสมอ
   
1:27:25 Because – it’s a complicated เพราะว่า..
question, because – นี่เป็นคำถามที่ซับซ้อน.. เพราะว่า..
   
1:27:28 oh, gosh, everything is complicated. ..โอ พระเจ้า.. ทุกๆ
  อย่างยุ่งยากซับซ้อนไปหมด (เสียงหัวเราะ)
   
1:27:35 Is experience different ประสบการณ์แตกต่างไป
from the experiencer? จากตัวผู้ที่มีประสบการณ์นั้นๆ ไหม
   
1:27:40 Give your brains to this, find out. ใช้สมองของคุณ.. ค้นหา
   
1:27:47 If there is no experiencer, ถ้าหากไม่มีตัวผู้ประสบแล้ว
is there an experience? Of course not. จะมีประสบการณ์หรือไม่..
   
1:27:51   ..แน่นอนว่าย่อมไม่มี..
   
1:27:56 So the experience and ฉะนั้น ประสบการณ์กับตัว
the experiencer are the same. ผู้ที่มีประสบการณ์นั้น ๆ คือสิ่งเดียวกัน
   
1:28:05 Like the observer and the observed, เฉกเช่นเดียวกับผู้สังเกต กับการสังเกต..
   
1:28:07 the thinker is not separate ..ตัวผู้คิดไม่ได้อยู่แยกไปจาก
from his thoughts. ความคิดทั้งหลายของเขา
   
1:28:11 The thinker is the thought. ตัวผู้คิดก็คือความคิดนั่นเอง
   
1:28:15 So experience is limited ดังนั้น ประสบการณ์นั้นคับแคบ
   
1:28:19 as you can observe in the scientific ..ดังเช่นที่คุณสังเกตได้
world or any other field. ในโลกวิทยาศาสตร์..
   
1:28:21   หรืออะไรในแขนงอื่นๆ ก็ตาม
   
1:28:24 They are adding more and จะมีแต่การเติมให้มากๆ
more and more every day ยิ่งขึ้น ทุกวี่ทุกวัน
   
1:28:28 to their knowledge through experience, ..เติมความรู้ของพวกเขา
  โดยผ่านประสบการณ์..
   
1:28:30 through experiment on animals ..โดยอาศัยการทดลองกับสัตว์..
and all that horror that is going on.  
   
1:28:33   ..และสิ่งที่น่าสยดสยองทั้งหมด
  ที่กำลังทำกันอยู่ต่อไป..
   
1:28:37 And that knowledge is limited และความรู้นั้นก็จำกัดคับแคบ..
because they are adding to it.  
   
1:28:40   ..เพราะว่าพวกเขาต้อง
  เพิ่มเติมเข้าไปอีกเรื่อยๆ
   
1:28:42 So memory is limited. ฉะนั้น ความทรงจำจึงจำกัด คับแคบ
   
1:28:48 And from that memory และด้วยความทรงจำนั้น
thought is limited. ความคิดจึงจำกัด คับแคบ
   
1:28:52 So thought being limited ดังนั้น ความคิด อันจำกัดคับแคบนี้เอง..
must invariably bring about conflict.  
   
1:28:56   ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอยู่เสมอ
   
1:29:02 Just see the pattern of it. เพียงแค่มองให้เห็นรูปแบบของมัน
   
1:29:06 Not accept what the speaker ไม่ต้องยอมรับสิ่งที่ผู้พูดได้พูด
is saying, that’s absurd. มันเหลวไหลที่จะทำอย่างนั้น
   
1:29:10 He’s not an authority, เขาไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลกำหนดเหนือ
he’s not a guru, thank god. เขาไม่ใช่คุรุ ผู้รู้ ขอบคุณพระเจ้า
   
1:29:16 But if we can observe แต่ถ้าเราสามารถสังเกตเห็น
this fact together, ข้อเท็จจริงนี้ดัวยกันว่า..
   
1:29:20 that thought and time ..ความคิดและกาลเวลาคือ
are the root of fear. รากเหง้าของความกลัว
   
1:29:26 Time and thought are the same, กาลเวลาและความคิด คือสิ่งเดียวกัน...
they are not two separate movements.  
   
1:29:30   ..ไม่ใช่ความเคลื่อนไหว
  ของสิ่งสองสิ่งที่แยกออกจากกัน
   
1:29:36 When you see this fact, เมื่อคุณเห็นข้อเท็จจริงนี้
this actuality, ความเป็นจริงนี้...
   
1:29:42 that time and thought ..ที่ว่ากาลเวลาและความคิด
are the root of fear, คือรากเหง้าของความกลัว..
   
1:29:49 time, thought ..กาลเวลา..ความคิด..
– just to observe it in yourself, เพียงสังเกตดูด้วยตัวคุณเอง..
   
1:29:55 not move away from the reality ..ไม่เคลื่อนห่างออกไปจากความเป็นจริง
of it, from the truth of it ของมันจากสัจจะของมัน..
   
1:30:02 that fear is caused by this, ..ว่าความกลัวเกิดขึ้นจากสิ่งนี้
time and thought; กาลเวลาและความคิด..
   
1:30:08 to hold it, remain with it, ..อยู่กับมัน ไม่วิ่งหนีจากมัน
not run away from it, ไม่หาเหตุผลให้มัน..
   
1:30:13 not rationalize, it is so. ..มันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง
   
1:30:18 And then it’s like holding จากนั้น มันจะเป็นเสมือนกับการถือ
a precious jewel in your hand. อัญมณีอันล้ำค่าอยู่ในมือของคุณ
   
1:30:25 You see all the beauty of that jewel. คุณเห็นความงามทั้งหมด ของอัญมณีนั้น
   
1:30:32 Then you will see for yourself that แล้วคุณจะเห็นด้วยตนเองว่า..
fear psychologically completely ends.  
   
1:30:37   ..ความกลัวในจิตนั้น จบสิ้นลงโดยสิ้นเชิง
   
1:30:42 And when there is no fear และเมื่อใดที่ไร้ความกลัวแล้ว..
you are free. คุณเป็นอิสระ
   
1:30:51 And when there is that total freedom และเมื่อใดที่มีอิสรภาพโดยบริบูรณ์..
   
1:30:54 you don’t have gods, rituals, คุณจะไม่มีพระเจ้าและพิธีกรรม
you are a free man. ทั้งหลาย.. คุณคืออิสรชน
   
1:31:03 We’ll continue tomorrow เราจะคุยกันต่อในวันพรุ่งนี้
if you don’t mind. หากคุณไม่ว่าอะไร (เสียงปรบมือ)
   
1:31:12 I don’t know why you clap. ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงตบมือ
   
1:31:17 Perhaps you are clapping for yourself. บางที คุณตบมือให้ตัวเอง
  (เสียงหัวเราะและปรบมือ)
   
1:31:28 You are not encouraging คุณไม่ได้ให้กำลังใจ
the speaker or discouraging him. หรือทำลายน้ำใจผู้พูดหรอก
   
1:31:34 He doesn’t want a thing from you. เขาไม่ต้องการอะไรจากคุณสักอย่าง
   
1:31:43 When you yourself become เมื่อคุณกลายเป็นทั้ง ครูและศิษย์แก่ตนเอง
both the teacher and the disciple,  
   
1:31:49 disciple being a man who is ..ศิษย์.. เป็นคนผู้เรียนรู้..
learning, learning, learning, เรียนรู้..และเรียนรู้
   
1:31:54 not accumulating knowledge, ..ไม่ใช่สั่งสมองค์ความรู้..
   
1:31:59 then you are an extraordinary เมื่อนั้น คุณคือมนุษย์ที่ไม่ธรรมดา
human being.  
   
1:32:06 May we get up now? เราจะตื่นกันได้หรือยัง (เสียงหัวเราะ)